"ข่า" เป็นคำเรียกของคนลาวล้านช้าง สำหรับเรียกชนเผ่าอนารยชนในพื้นที่ราบ คำว่าข่านั้น หมายถึง "ข้ารับใช้" (ขี้ข้า/ขี้ข่า) ไม่ใช่ชื่อชนเผ่า แต่เป็นการเรียกรวม ๆ ของกลุ่มชนเผ่าพื้นเมืองออสโตร–เอเชียติก ในบริเวณลุ่มแม่น้ำโขง ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้ จะแบ่งชนเผ่าและเรียกชื่อกลุ่มของตนต่างออกไป เช่น เผ่าระแด เผ่าประไร เผ่ากะแวด เผ่าบรู เผ่าละแว เป็นต้น โดยกลุ่มคนลาวถือว่ากลุ่มเผ่าข่าเหล่านี้ เป็นชนเผ่าป่าเถื่อน ที่อาศัยอยู่รวมกันเป็นชนเผ่าอิสระ ไม่มีระบบการเมืองการปกครอง โดยเอเจียน แอมอนิเย (Etienne Aymonier) นักสำรวจชาวฝรั่งเศส ได้ระบุถึงกลุ่มข่าเอาไว้ในหนังสือ บันทึกการเดินทางในลาว (Voyage dans le Laos) ในปี พ.ศ.2438 ความว่า
"...คนลาวเรียกเผ่าท้องถิ่นดังกล่าวว่า "ข่า" ซึ่งมีความหมายว่า คนรับใช้ ข้าทาส พวกเขาเป็นแรงงานเป็นข้าทาส ชาวอานามเรียกเขาว่า "ม้อย" พวกเขมรเรียกว่า "พนอง"....นอกจากพวกพนองแล้วก็มี ปราวหรือ บราว (บรู) พวกตำปวน หรือ ดำบวน พวกโรแดหรือ ราแด พวกจราย และพวกกริง ชื่ออาจเรียกเพี้ยนต่างกันไป แล้วแต่คนออกเสียง..."
"...พวกหญิงสาวและชายหนุ่มใช้ก้อนหิน ฝนฟันข้างบนจนเหี้ยนติดเหงือก พวกชายหนุ่มตัดผมสั้น แต่บนศีรษะปล่อยผมยาวลงมาด้านหลังเพื่อขมวดเป็นมวยผม จะสังเกตได้ว่าภาพหินสลักนูนที่นครวัดสะท้อนให้เห็นชาวเขมรและทรงผมในสมัยก่อน พวกชายหนุ่มมีผ้าผืนเดียวเท่านั้นที่ปกปิดร่างกายพวกหญิงสาวและหญิงแม่เรือนจะนุ่งกระโปรงดำสั้น ๆ ยาวแค่เข่าและใส่เสื้อไม่มีแขน เพียงแต่ปิดหน้าอกไว้ คนเขมรเรียกเสื้อดังกล่าวว่า "เสื้อคนป่า" เวลาอาบน้ำพวกเขาสวมเสื้อไว้แต่ถอดกระโปรงออก ความอายของพวกเขานั้นอยู่ท่อนบนของร่างกาย พวกเขาเจาะหูเป็นรูกว้าง แล้วประดับด้วยจุกขวดใหญ่ ทำด้วยโลหะคอดตรงกลาง ที่แขนพวกเขาสวมกำไลใหญ่ และผมพวกเขาขมวดเป็นมวย ฝากระท่อมหรือฝากันข้างในทำด้วยฝาไม้ไผ่ หลังคามุงด้วยใบไผ่ ซึ่งพวกเขมรเรียกว่าโป้ หรือ ไซร (Pok) น้ำขี้เถ้าของใบไผ่จะใช้แทนเกลือซึ่งเป็นสิ่งหาได้ค่อนข้างยาก อาวุธพวกเขามี ดาบ หอก และธนู ปลายลูกศรอาบด้วยยาพิษทำด้วยก้านต้นจลัก (Chlak)
พวกเขาไม่ใช้หม้อหุงข้าว แต่ใช้กระบอกไม้ไผ่ ซึ่งใส่ข้าวที่แช่น้ำแล้วเผาไฟจะรู้ว่าข้าวสุกเมื่อได้กลิ่นข้าวไหม้ วิธีหุงต้มดังกล่าวก็คือ วิธีการปรุงอาหารแบบดีกดำบรรพ์ก่อนการใช้หม้อหุงต้ม ทั้งชายและหญิงจะสูบยา แต่ไม่เคยรู้เรื่องเลยเกี่ยวกับหมากพลู พวกเขาชอบดื่มเหล้าไห เรียกว่า ซระแอก (Sra Ek) ซึ่งผลิตด้วยชะเอมพื้นเมือง ใบอ้อย รากต้นรมแดง และปงโรอากาส (Pongro Akas) เมื่อหั่นทั้งหมดเป็นชิ้นเล็ก ๆ ตากแดดแห้งแล้วเอาใส่ในไหพร้อมกับข้าวเหนียวบดจำนวนพอควร เอากระบอกไม้ไผ่กว้างเท่านิ้วโป้งเสียบลงไปในไหแล้ว เดิมน้ำให้เต็ม ต่อไปก็เพียงแต่พากันคอยเวลาที่จะดื่มได้ แล้วจึงปล่อยให้คนชิมเหล้าโดยทั่วถึง พวกชาวป่าเหล่านี้ไม่ทำการไถนาแต่ชอบปลูกข้าวแบบเดิมโดยเผาป่า พวกเขากินข้าวธรรมดา (ข้าวจ้าว) เรียกว่า เซราขไซ (Srau Khsai) ที่ปลูกข้าวเหนียวก็เพื่อทำเหล้าไหเท่านั้น พวกเขาไม่เกี่ยวข้าวด้วยเคียว แต่เด็ดเอาข้าวจากรวงด้วยมือ เวลาเก็บเกี่ยวไม่ได้ผล ต้นข้าวแห้งตายทุก ๆ บ้านที่มีคนอดข้าว จะห้ามคนต่างถิ่นเข้ามา มิฉะนั้นจะถูกปรับให้จ่ายหมู 1 ตัว และเหล้าไห 1 ไหใหญ่..."
.
๐๐ ชาติพันธุ์ที่ถูกหยามเหยียดมาแต่บรรพกาล ๐๐
.
ข่า แม้จะเป็นกลุ่มชนที่อยู่ร่วมกับพวกไท เขมร และจาม มาแต่โบราณ แต่ก็ไม่ได้รับการยอมรับจากกลุ่มชนดังกล่าว เนื่องจากถือว่าพวกข่าเป็นพวกคนป่าและไร้อารยธรรมมาแต่อดีต ซึ่งจะเห็นแนวคิดดังกล่าวจากวรรณกรรมกำเนิดโลกและมนุษย์ของชนเผ่าไท ที่เล่าว่ามนุษย์นั้นถือกำเนิดมาจากน้ำเต้าปุงที่สร้างโดยแถนหลวงหรือพญาแถน ซึ่งเป็นเทพเจ้าสูงสุดตามความเชื่อในคติชนกลุ่มไท จากนั้นปู่ลางเชิงเชื้อสายแถนได้ใช้เหล็กแหลมเผาไฟเจาะน้ำเต้าเพื่อให้มนุษย์ออกมา แต่รูน้ำเต้าเล็ก ขุนคานเชื้อสายแถนอีกคนจึงใช้สิ่วตอกอีกด้าน โดยนิทานดังกล่าวได้กำหนดให้กลุ่มคนไท-ลาว ออกมาจากน้ำเต้าฝั่งสิ่วตอกทำให้ผิวขาว และให้พวกข่าออกมาจากน้ำเต้าฝั่งเหล็กเผาไฟเจาะ จึงถูกเขม่าไฟ เป็นเหตุให้พวกข่า "ตัวดำ" กว่ากลุ่มชนอื่น จะเห็นได้ว่า นิทานได้ชี้ให้เห็นบรรทัดฐานทางสังคมของกลุ่มชนไท ที่มองวิถีชีวิตของพวกข่าเป็นพวกต่ำอารยะกว่าตน
"...ยามนั้นปู่ลางเชิงจึงเผาเหล็กชีแดง ชีหมากน้ำนั้น คนทั้งหลายจึงบุเบียดกันออกมาทางฮูทีชีนั้น ออกมาทางฮูทีนั้นก็บ่เบิ่งคับคั่งกัน ขุนคานจึงเอาสิ่วไปสิ่วฮู ให้เป็นฮูแควนใหญ่แควนกว้าง คนทั้งหลายก็ลุไหลออกมานานประมาณ ๓ วัน ๓ คืนจึงหมดหั้นแล...แต่นั้นคนทั้งหลายฝูงเกิดมาในน้ำเต้า ฝูงออกมาทางฮูสิ่วนั้นเป็นไท ฝูงออกมาทางฮูชีนั้นเป็นข่า..."
(คัดจาก : พงศาวดารล้านช้าง ฉบับหอพระสมุด)
.
เรื่องดังกล่าว ศาสตราจารย์ ดร.ศิราพร ณ ถลาง ได้อธิบายไว้ว่า ถ้าอ่านอย่างตีความ ก็จะจับน้ำเสียงของตำนาน ที่เล่าถึงสถานภาพของกลุ่มชาติพันธุ์ “อย่างไม่เท่าเทียมกัน” ตำนานน้ำเต้าปุง ที่เล่าโดยคนไท-ลาว จะเล่าว่า พวกที่ออกมาจากน้ำเต้าก่อนมักเป็นพวกผิวคล้ำ ไม่ชอบอาบน้ำ ทำมาหากินบนภูเขา พวกที่ออกมาทีหลังเป็นพวกผิวขาว ชอบอาบน้ำ และทำมาหากินในที่ลุ่ม แฝงนัยยะของการแบ่งแยกกลุ่มที่มีลักษณะทางกายภาพ นิสัย และวิถีชีวิตไม่เหมือนกัน ตำนานอธิบายกำเนิดชาติพันธุ์มักเป็นเรื่องที่กลุ่มชาติพันธุ์หนึ่ง ๆ มองตนเองอย่างมีความสัมพันธ์เปรียบเทียบเชิงสถานภาพทางสังคมกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ ยังมีเรื่องเล่าอีกประเภทหนึ่ง คือ มุขตลกชาติพันธุ์ (ethnic joke) ที่กลุ่มชาติพันธุ์หนึ่ง ๆ “มองชาติพันธุ์อื่นอย่างขำขัน” สะท้อนทัศนคติเกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์ที่ใกล้ชิดกัน
.
๐๐ การตีข่าของคนลาว : นักล่าทาสแห่งเอเชีย ๐๐
.
เอเจียน แอมอนิเย ได้เล่าว่า คนลาวแบ่งข่าออกเป็น 2 พวก คือ "พวกยอมจำนน" และ "พวกไม่ยอมจำนน"
1. ข่าพวกยอมจำนน กลุ่มเหล่านี้จะรวมตัวกันอยู่เป็นกลุ่มเป็นหมู่บ้านขนาด 20-30 หลังคาเรือน หรือน้อยกว่านั้น ชาวข่าบางกลุ่มได้ถูกยอมรับว่าเป็นพลเมือง คือยอมเสียเงินค่าส่วยประจำปีให้แก่เจ้าเมืองในอาณาจักรลาวหรือขุนนาง เรียกว่า "ยอมจำนน" จะได้รับการคุ้มครองจาก กฎหมายบ้านเมือง ไม่มีอันตรายจากชนชาติอื่นที่เข้ามาจับข่าหรือ ตีข่า แต่กระนั้นก็ตามกว่าทหารของเจ้าเมืองไปช่วยเหลือก็ถูกกวาดต้อน จับมัดใส่ขื่อคาไปแล้วก็มี เพราะเหตุว่าชาวข่าชอบที่จะตั้งบ้านเรือนอยู่ในป่าดง โดดเดี่ยว เพื่อสะดวกในการหาของป่า ล่าสัตว์ จึงติดต่อกับทางราชการได้น้อยมาก แอมอนิเย ยกตัวอย่างข่ากลุ่มนี้ เช่น ข่าซุก หรือ ข่าสรุก ซึ่งตั้งบ้านเรือนอยู่ใกล้ห้วยอัตตะปือ โดยเขาให้ข้อมูลว่าคนเหล่านี้อยู่ใต้การปกครองของเมืองอัตตะปือ
"...ข้าหลวงอีกคนหนึ่งมีตำแหน่งเป็นเมืองแสน มีกรรมสิทธิ์ในชาวป่า ซึ่งอยู่ใต้อำนาจของอัตตะปือ ส่วนมากเป็นคนเผ่าสรุก..."
"...เขตที่มีชาวป่าทั้ง 2 เผ่า ที่ยอมจำนน อาศัยอยู่ระหว่างน้ำห้วยทั้งสองนั้น เป็นเขตที่มีภูเขาสูง อากาศหนาวและโล่งเตียนซึ่งเกิดจากการทำไร่เลื่อนลอยบนป่าเขาอย่างแน่นอน ดินเป็นดินดำเต็มด้วยก้อนหิน ชาวข่ากระจายกันอยู่ห่าง ๆ แต่ละหมู่บ้านมีกระท่อมประมาณ 20-30 หลัง และมีการป้องกันคนนอกมิให้เข้าใกล้ ด้วยการปักท่อนไม้ไผ่ปลายแหลมไว้ตามพื้นดิน ไม้ไผ่ดังกล่าวอาจทำให้บาดเจ็บสาหัสถึงตายได้ พวกเขาไม่อยู่ภายใต้การปกครองของกษัตริย์นครจำปาสักโดยตรง แต่พวกเขาขึ้นกับข้าหลวงเผ่าอื่น ซึ่งนำเอาข้าทาสให้เป็นค่าส่วยที่นครจำปาสักทุกปี..."
.
2. ข่าพวกไม่ยอมจำนน เป็นชาวข่าที่อาศัยอยู่ในป่าเขาที่ลึกเข้าไป ยังไม่ยอมรับว่าเป็นพลเมืองของเมืองนั้น ๆ โดยตั้งบ้านเรือนอาศัยอยู่เป็นกลุ่ม ๆ ขนาดย่อม เรียกว่า "ไม่ยอมจำนน" เช่น ข่ากะแวด และข่าบรู จึงไม่ได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายบ้านเมือง มักจะถูกล่าจับไปเป็นทาสอยู่เนือง ๆ ฉะนั้นข่าจึงมีหลายเผ่าพันธุ์ในบริเวณดังกล่าว มีวัฒนธรรมย่อยของกลุ่มแตกต่างกันไป แม้ว่าวัฒนธรรมหลักอาจจะคล้ายกันก็ตาม ชาวข่าทุกเผ่าที่ไม่ยอมจำนน คือไม่ยอมรับที่จะเป็นพลเมืองเสียส่วยให้กับเจ้าเมือง ต้องป้องกันตนเองและผู้คนในครอบครัว ในเผ่าของตนเอง ซึ่งมักจะตั้งบ้านเรือนเป็นกลุ่มย่อย ๆ ประมาณ 10-20 ครอบครัว ชาวข่ามักจะหวาดกลัวคนแปลกหน้า หรือคนต่างถิ่น โดยทั่วไปหมู่บ้านจะปักขวากหนามไว้ล้อมรอบ โดยใช้ไม้ไผ่เสี้ยมปลายแหลมปักไว้กับพื้นดิน เพราะพวกเขากลัวเกรงการปล้นสะดม และพวกจับข่าไปขายเป็นทาส แต่กระนั้นก็ตามบุคคลในครอบครัวของเขาถูกลักตัวไปขายอยู่เนืองๆ เพราะไม่มีกฎหมายใด ๆ คุ้มครองชาวข่าที่ไม่ยอมจำนน
.
.
๐๐ ประเพณีตีข่า : การล้อมจับข่ามาเป็นทาส ๐๐
.
แอมอนิแย ได้เล่าถึง "ประเพณีตีข่า" ของคนลาว ที่มีกิจลักษณะ เพื่อจับคนข่ามาเป็นทาสและซื้อขายในตลาดค้าทาสแถบลาวใต้ โดยแอมอนิแยเล่าเหตุการณ์ในการตั้งกองกำลัง ออกไปล่าทาสข่าในอัตปือว่า
"...ชาวข่าหรือชาวป่าที่ไม่ยอมจำนน จะถูกล้อมจับเหมือนสัตว์ป่า โดยชนเผ่าอื่นหรือพวกคนลาวซึ่งรวมกลุ่มกันเป็นหมู่ ๆ ละ 50 - 150 คน ถืออาวุธประเภท หอก ดาบ ธนู หรือปืนยาวเข้ารวมตัวกันที่บ้านหัวหน้านักล่า ที่เรียกว่า"กวน" (นายบ้าน) หัวหน้านักล่าหรือกวนนี้ เป็นคนมีชื่อเสียง กล้าหาญ และฟันแทงไม่เข้า ขบวนการล่าจับข่าจะรวมตัวกันทำพิธีที่บ้านนายกวนบ้านเลี้ยงฉลองกันเอิกเกริก ด้วย วัว ควาย สุรา และใช้ว่านทาทั่วร่างกายเพื่อให้หนังเหนียว ยิงไม่เข้า ฟันแทงไม่เข้า หรือต้มเครื่องยารากไม้ที่เชื่อว่าอยู่ยงคงกระพันชาตรี ดื่มกิน อาบหรือรดตัวให้ทั่ว เมื่อได้เวลาก็ออกเดินทางไปล่าจับข่า...เมื่อกลุ่มนักล่าจับชาวข่าเดินทางไปถึงหมู่บ้านข่า จะซุ่มตัวอยู่ตลอดคืน ไม่ให้ชาวข่ารู้ตัวว่ามีคนต่างถิ่นมาอยู่บริเวณหมู่บ้านตน นักล่าจะแยกย้ายกันเรียงรายล้อมหมู่บ้านชาวข่าไว้ตลอดคืน ครั้นพอรุ่งสางพวกนักล่าจะกรูกันเข้าประชิดตัวทุกครัวเรือน จับเด็ก ผู้หญิง มัดใส่ชื่อคา ผู้ชายที่แข็งแรงและทำการต่อสู้ขัดขืนจะถูกฆ่าตาย เมื่อนำชาวข่ามารวมกันไว้แล้ว ก็พากลับหมู่บ้าน และนำไปขายที่ตลาดค้าทาสที่เมืองอัตตะปือ..."
ราคาทาสข่าที่ขายกันในเมืองอัตตะปือนั้นใแอมอนิแย บอกว่า เด็กมีราคา 1-2 แท่งเงิน ชายหนุ่มและหญิงสาวขายกันราคา 3-4 แท่งเงิน (1 แท่งเงิน เท่ากับ 25 บาท 50 สตางค์) ซึ่งนับว่าเป็นราคาที่สูงมาก ทำให้การค้าทาสในดินแดนลาวมีความเฟื่องฟู
.
นอกจากคนลาว จะเป็นนักล่าทาสข่าแล้ว “ชนเผ่าข่าระแด” ซึ่งเป็นชนเผ่าข่าที่ยอมจำนน โดยเป็นเผ่าข่าที่มีกำลังคนและสามารถตั้งเขตปกครองของตนได้ ก็หันมาเป็นนักล่าและค้าทาสเสียเอง กลายเป็นการที่ “เผ่าข่าที่เข้มแข็ง ไล่ล่าเผ่าข่าที่อ่อนแอ” โดยแอมอนิแยได้ให้ข้อมูลว่า ชนเผ่าระแดที่อาศัยอยู่ที่เมืองโขง (สีทันดร) ได้ออกล่าทาสข่าพวกที่ไม่ยอมจำนน ซึ่งเป็นการค้าเดียวที่พวกระแดทำเป็นล่ำเป็นสัน
"...พวกเขา (ข่าเผ่าระแด) ทำการค้าไม่มากนัก นอกจากค้าทาส โดยไปล่าและซุ่มฉุดเอาที่ภาคตะวันออก หรือไม่ก็ซื้อมาจากเมืองอื่น เช่น เชียงแตง แสนปาง และอัตตะปือ เมืองดังกล่าวเป็นที่ประกอบการค้าที่น่าอับอายนี้ คือ ไปหาฉุดเอาผู้หญิงและเด็ก และฆ่าชายหนุ่มที่พยายามต่อสู้ ข้าทาสที่ซื้อมาราคา 2-3 แท่งเงิน หรือเท่ากับราคาควาย 5-6 ตัวจากภูเขาภาคตะวันออก จะขายได้ในราคาคนละ 4-5 หรือ 6 แท่งเงินที่เมืองดอนโขง..."
.
๐๐ การค้าทาสข่าที่เฟื่องฟูในดินแดนลาวใต้ ๐๐
.
ผลประโยชน์จากการค้าทาสในลาวใต้นั้น มีเป็นจำนวนมาก บรรดาเจ้านครล้านช้าง เจ้าเมืองลาว ต่างก็ทำการค้าทาสอย่างมาก โดยเฉพาะในแคว้นจำปาสัก จนบางครั้ง พวกข่าได้รวมตัวกันป้องกันตัวเอง เมื่อรวมกลุ่มกันมาก ๆ ก็เกิด "กบฏข่า" ขึ้นมา ซึ่งกบฏข่าครั้งใหญ่ที่สุด คือ "กบฏอ้ายสาเกียดโง้ง" ที่สามารถเข้ายึดเมืองนครจำปาสักได้ แต่ก็ถูกกองทัพเวียงจันทน์ของเจ้าอนุวงศ์เข้าปราบปรามอย่างราบคาบ
ในสมัยรัชกาลที่ 3 เจ้าอนุวงศ์ได้ครอบครองดินแดนจำปาสัก โดยช่วงดังกล่าวนี้การค้าทาสข่ามีปริมาณที่มากกว่ายุคใด หากแต่กลุ่มเจ้าอนุวงศ์และเจ้าราชบุตร (โย่) พระโอรสที่เข้ามาปกครองจำปาสัก กลับถูกแย่งตลาดการค้าทาสข่า โดยกลุ่มอำนาจใหม่ภายใต้การหนุนหลังของสยาม นั่น คือ เจ้าพระยานครราชสีมา (ทองอิน) โดยเจ้าเมืองนครราชสีมาผู้นี้ ได้ยื่นมือเข้ามาแทรกแซงการค้าทาสในดินแดนลาวใต้ และพยายามทำการค้าแข่งกับเมืองเวียงจันทน์และจำปาสัก ซึ่งว่ากันนี่อาจเป็นหนึ่งในสาเหตุที่เจ้าอนุวงศ์ทำการต่อต้านสยามในภายหลัง
.
สำหรับการค้าทาสข่าในดินแดนลาวใต้นั้น แอมอนิแย กล่าวว่า อัตตะปือมีพ่อค้าทาสมากกว่าแห่งอื่น ซึ่งเป็นคนลาวที่มีชื่อเสียงระบือไปทั่วเมืองตัวอย่าง "นายฮ้อยสีดา" ซึ่งมีบ้านเรือนอยู่ด้านเหนือวัดหลวงเมืองอัตตะปือ อ้างตนว่ามีคาถาหนังเหนียวฟันแทงไม่เข้า ไปแลกสินค้าถึงเมืองไกลคือไปซื้อพวกทาสที่จัดส่งให้โดยชาวป่าที่ไม่ยอมจำนน บางครั้งตัวนายฮ้อยสีดาเองก็ไปล่าพวกชาวป่าที่ไม่ยอมจำนน ราคาข่าทาสคนหนึ่งที่เมืองอัตตะปือเท่ากับเงินแท่ง 3-4 แท่ง
.
แอมอริแย ยังเล่าอีกว่า ชาวเวียดนามที่อาศัยอยู่นอกเขตเวียดนามเอง บางครั้งก็ถูกลักพาตัวไปขายเป็นทาสด้วยเช่นกัน
"...คนญวนผู้หนึ่งตัดผมแบบลาว ได้มาเสนอตัวต่อข้าพเจ้า และพูดว่า เขาชื่อ เลวันมัน หรือ บักหมั้น ตามที่คนลาวเรียก เขามีอายุ 27 ปี เป็นทาสขุนนางบ้านแก เมืองเซโดน นครจำปาศักดิ์ เขาทราบข่าวลือว่ามีฝรั่งผ่านมาจึงได้พยายามหลบหนีออกมา และขอร้องให้รับเขาไปด้วย เพื่อช่วยให้ได้กลับบ้านเมืองที่บ้านภูซุน อยู่ใกล้เมืองเว้ เขาถูกคนป่าฉุดมาขายที่เมืองสาละวัน ในราคาเงิน 3 แท่งครึ่ง (ประมาณ 200 ฟรัง) ข้าพเจ้ารู้สึกอึดอัดทุกครั้งที่พบปัญหาแบบนี้ และเกิดอยู่บ่อยครั้ง มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ข้าพเจ้าพยายามชี้แจงให้ชายผู้เคราะห์ร้ายคนหนึ่งที่ประเทศลาวให้เขาเข้าใจว่า ข้าพเจ้าเป็นเพียงคนเดินทางคนหนึ่งเท่านั้น จะไปขัดขวางกฎหมายว่าด้วยการลักพาข้าทาสหนีที่เคร่งครัดของบ้านเมืองนี้ไม่ได้เด็ดขาด..."
.
๐๐ ความพยายามของสยาม ที่จะหยุดการค้าทาสในลาว ๐๐
.
รัฐบาลสยามในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้มีการปฏิรูปประเทศให้มีความเป็นอารยะ หนึ่งในนโยบายดังกล่าวคือการยกเลิกทาสและไพร่ในราชอาณาจักรสยาม โดยนโยบายดังกล่าวได้บังคับใช้กับการค้าทาสข่าในดินแดนลาวด้วย หากแต่ความพยายามของรัฐบาลสยามนั้นกลับไร้ผล เมื่อบรรดาชนชั้นปกครองในดินแดนลาว ไม่ยอมยกเลิกการค้าทาสข่าอย่างเด็ดขาด (ธวัช ปุณโณทก, 2542)
แอมอริแย กล่าวว่า เจ้าเมืองลาวในหัวเมืองอีสานและเมืองนครราชสีมาให้ทหารไปตีข่าอยู่เนือง ๆ การประกาศเลิกทาสนั้น หัวเมืองลาวไม่ค่อยจะปฏิบัติตามประกาศของทางรัฐบาลมากนัก จนรัฐบาลสยามต้องได้บังคับให้เจ้าเมืองลาวอีสานเลิกค้าทาสแบบเด็ดขาด โดยการบังคับของข้าหลวงมณฑล การค้าทาสข่าจึงเบาบางลง ดังที่ปรากฏหลักฐานทางราชการประกาศห้ามจับข่ามาซื้อขาย ในสมัยรัชกาลที่ 5 ที่พระยาศรีสิงหเทพ (ทัด ไกรฤกษ์) ข้าหลวงกำกับราชการเมืองอุบลราชธานี ได้มีหนังสือใบบอกมายังกรุงเทพฯ ว่า
“…แต่ก่อนพวกลาวจับข่ามาซื้อขายเป็นทาส และผสมใช้เป็นทาสตลอดลูก หลาน เหลน พระยาศรีสิงหเทพได้ตัดสินให้ชั้นหลานเหลนทาส เป็นพลเมือง หลุดพ้นจากการเป็นทาส เสียส่วยตามธรรมเนียมบ้านเมือง จึงมีตราโปรดเกล้าฯ ไปยังบรรดาหัวเมืองตะวันออก ห้ามมิให้จับข่า มาซื้อขายแลกเปลี่ยนและใช้สอยการงานต่าง ๆ แต่ส่วนข่าที่ผู้ชื้อหามาจากผู้อื่น แต่ก่อนนั้นก็ให้คงอยู่กับเจ้าหมู่มูลนายเดิมไป เพราะจะให้ข้าทาสนั้นพ้นค่าตัวไป ก็จะเป็นเหตุเดือดร้อนแก่มูลนายที่ใช้เงินซื้อไถ่แลกเปลี่ยนมาแต่ก่อนนั้น…"
.
.....................................................................................
อ้างอิง
- ธวัช ปุณโณทก. (2542). ตีข่า (ค้าทาส) : ระบบ, สารานุกรมวัฒนธรรมไทย. กรุงเทพฯ : มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์.
ประชากิจกรจักร์ (แช่ม บุนนาค), พระยา. (2457). พงศาวดารล้านช้าง, ประชุมพงษาวดาร ภาคที่ 1. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ไทย.
- ศิราพร ณ ถลาง. อ่านนิทาน “อ่านมนุษย์” (๓). ศูนย์คติชนวิทยา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. เข้าถึงโดยhttps://www.arts.chula.ac.th/folklore/index.php/2020/07/31/siraporn-3/
..........................................................................................
ภาพ : ข่า ชนเผ่าเวน ภาพจากหนังสือ The Basin of the Mekong River
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น