“จริตหก”
คนเราเกิดมาได้ถูกกำหนดไว้แล้วทั้งรูปและนาม รูปเกิดจากดีเอ็นเอภายในเซลล์ ซึ่งจะแสดงผลทางกายภาพ ส่วนนามเกิดจากเจตสิกในจิต ซึ่งจะแสดงผลทางความรู้สึกและอารมณ์
คำว่า “จิต” กับ “จริต” มีการออกเสียงที่คล้ายกัน สะท้อนให้เห็นถึงความลุ่มลึกของภาษาไทย ที่สื่อให้รู้ว่าจริต มีความเชื่อมโยงกับจิต เราเรียกคนที่เสียสติว่า วิกลจริต ซึ่งเทียบเคียงก็คือ วิกลจิต นั่นเอง หลวงพ่อฤาษีลิงดำได้ให้คำจำกัดความของจริตว่าคือ “อารมณ์ของจิต” ในพจนานุกรมให้ความหมายไว้ว่า จริตหมายถึงลักษณะพื้นฐานของจิต
จริตคือ ความประพฤติจนชินเป็นนิสัย การเปลี่ยนนิสัยจึงไม่ใช่เรื่องง่าย นิสัยบางอย่างที่ลงลึก ต้องใช้เวลาเปลี่ยนกันเป็นชาติเลยทีเดียว ใครที่เคยไปงานเลี้ยงรุ่นจะรู้ดีว่า แม้เวลาจะผ่านไปยี่สิบปี เพื่อนเกือบทุกคนก็จะมีจริตแบบเดิม
การเปลี่ยนจริตทำให้วิถีชีวิตเปลี่ยนไป การที่จริตของตัวเองเป็นอย่างหนึ่งแต่เสแสร้งเปลี่ยนไปใช้จริตอีกอย่างหนึ่งเพื่อให้ดูดีชั่วคราว เรียกว่า “ดัดจริต” ในภาษาไทยคำนี้มีความหมายในทางลบ แสดงให้เห็นถึงการโกหกลักษณะนิสัยดั้งเดิมของตัว
คนเราทุกคนมีจริตทั้งหกแบบผสมกันอยู่ในอัตราส่วนต่างๆกันไป และบางคนเอาเฉพาะส่วนดีมาผสม แต่บางคนเอาส่วนเสียของจริตนั้นมาใช้ คนที่นำส่วนบวกของแต่ละจริตมารวมกันเป็นบุคลิกภาพ จะเป็นคนที่สมบูรณ์แบบที่สุด ดีที่สุด ซึ่งถ้าสังเกตจากบุคลิกภาพของดาราบางคน มีความใกล้เคียงกับส่วนดีของทุกจริต ความจริงแล้วเกิดจากการฝึกฝน และตัวตนที่แท้จริงอาจไม่ใช่เช่นที่เห็น เพียงแต่มีทีมงานคอยช่วยเหลือ ทำให้ภาพพจน์ที่ออกมาเป็นดังนั้น
บุคลิกของพระเอก นางเอก ต้องอยู่ทางด้านซ้ายของตาราง (>>โปรดดูตารางประกอบ***) ดังเช่น ในเรื่องบุพเพสันนิวาส แม่หญิงการะเกดมีบุคลิกแบบทางขวาคือแย่ที่สุด จนเมื่อวิญญาณของเกศสุรางค์เข้าร่าง บุคลิกของเธอก็กลายเป็นด้านซ้ายของตาราง ด้วยความแตกต่างที่เห็นได้ชัด ทำให้ละครเรื่องนี้เข้าใจง่ายและสนุก เช่นเดียวกับละครเรื่องอื่นๆ ที่กำหนดให้นางร้าย มีบุคลิกแบบด้านขวาของตารางอย่างชัดเจน แต่ในชีวิตจริงไม่มีใครสุดขั้วแบบนั้น และบางคนมีทักษะในการซ่อนส่วนลบของจริตได้อย่างแนบเนียน
ในบทละครหรือภาพยนตร์ บทบาทของตัวแสดงต้องชัด เพื่อให้เข้าใจง่าย เช่น ภาพยนตร์เรื่องไซอิ๋ว พระถังซำจั๋งมีบุคลิกแบบพุทธิจริต ซัวเจ๋ง (โมหะจริต) เห้งเจีย (โทสจริต) ตือโป๊ยก่าย (ราคจริต) ส่วนเรื่องสามก๊ก กำหนดให้ ขงเบ้งมีลักษณะของพุทธิจริต เล่าปี่(วิตกจริต) จูล่ง กวนอู (ศรัทธาจริต) เตียวหุย (โทสจริต) โจโฉ (ราคจริต) ลิโป้ (โมหจริต) แม้ผู้ประพันธ์จะไม่ได้ศึกษาเรื่องจริตหก แต่ธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นสากล นิสัยมนุษย์ก็ล้วนวนเวียนอยู่ในหกรูปแบบนี้
พระพุทธองค์ให้ข้อสังเกตว่า คนที่มีจริตเหมือนกัน มักคบหากัน ชื่นชอบกัน ถ้าสังเกตจากแนวทางของละครไทยที่เป็นที่ชื่นชอบในประเทศหลายๆเรื่อง พอจะคาดคะเนได้ว่า คนไทยส่วนใหญ่มีราคจริตเป็นหลัก บทจึงวนเวียนอยู่กับรัก โลภ อิจฉาริษยา แต่ก็มีความต้องการที่จะเป็นคนที่สมบูรณ์แบบ ดังสังเกตได้ว่า ผู้ชมละครจะเอาใจช่วยนางเอก แต่ก็สะใจกับการกระทำของนางร้าย เนื่องจากราคจริตที่แฝงอยู่ เปรียบได้กับวัยเด็กที่ดูภาพยนตร์ไอ้มดแดง ไม่มีเด็กคนไหนอยากเป็นสัตว์ประหลาดเลย แต่ถ้าสัตว์ประหลาดไม่เก่งก็หมดสนุกเพราะไม่สนองอารมณ์โทสะที่แฝงอยู่
การศึกษาเรื่องจริต ทำให้รู้พื้นฐานทางจิตของตัวเอง และสามารถเปลี่ยนแปลงได้ แม้ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็ทำให้รู้จักเลือกอาชีพ สภาวะแวดล้อมที่เหมาะกับจริตของตัวเอง อีกทั้งสามารถใช้วิเคราะห์คนอื่นๆเพื่อเลือกคบเพื่อน เลือกคนรัก และเกิดปัญญาว่าคนเรามีนิสัยไม่เหมือนกัน เช่นให้อภัยเมื่อกระทบกระทั่งกับคนโทสจริตหรือโมหจริต เพราะรู้ว่าเป็นลักษณะหนึ่งของมนุษย์
หลังจากเรียนจบทันตแพทย์ ผู้เขียนได้ไปศึกษาหลักสูตรจิตวิทยามหาบัณฑิตต่ออีกสามปี ได้เรียนรู้ กฎ ทฤษฎีต่างๆของนักจิตวิทยาตะวันตกทั้งหมด แต่เมื่อได้มาอ่านเรื่อง “จริตหก” ของพระพุทธเจ้า จึงได้รู้ว่า สุดยอดหลักสูตรทางจิตวิทยาอยู่ที่พุทธศาสนานี่เอง และการค้นพบทางจิตวิทยาตะวันตกทั้งหมด รวมไปถึงทฤษฏีบุคลิกภาพทั้งหลาย ล้วนเป็นส่วนหนึ่งที่อยู่ในคำสั่งสอนของพระพุทธองค์มาก่อนแล้ว


