วันเสาร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2565

จริต หรือ จิต จาก ดร.สม สุจิรา

 



“จริตหก”


             คนเราเกิดมาได้ถูกกำหนดไว้แล้วทั้งรูปและนาม  รูปเกิดจากดีเอ็นเอภายในเซลล์ ซึ่งจะแสดงผลทางกายภาพ  ส่วนนามเกิดจากเจตสิกในจิต ซึ่งจะแสดงผลทางความรู้สึกและอารมณ์  


             คำว่า “จิต” กับ “จริต” มีการออกเสียงที่คล้ายกัน สะท้อนให้เห็นถึงความลุ่มลึกของภาษาไทย ที่สื่อให้รู้ว่าจริต มีความเชื่อมโยงกับจิต  เราเรียกคนที่เสียสติว่า วิกลจริต  ซึ่งเทียบเคียงก็คือ วิกลจิต นั่นเอง  หลวงพ่อฤาษีลิงดำได้ให้คำจำกัดความของจริตว่าคือ “อารมณ์ของจิต”  ในพจนานุกรมให้ความหมายไว้ว่า จริตหมายถึงลักษณะพื้นฐานของจิต


             จริตคือ ความประพฤติจนชินเป็นนิสัย การเปลี่ยนนิสัยจึงไม่ใช่เรื่องง่าย นิสัยบางอย่างที่ลงลึก ต้องใช้เวลาเปลี่ยนกันเป็นชาติเลยทีเดียว  ใครที่เคยไปงานเลี้ยงรุ่นจะรู้ดีว่า แม้เวลาจะผ่านไปยี่สิบปี เพื่อนเกือบทุกคนก็จะมีจริตแบบเดิม


              การเปลี่ยนจริตทำให้วิถีชีวิตเปลี่ยนไป การที่จริตของตัวเองเป็นอย่างหนึ่งแต่เสแสร้งเปลี่ยนไปใช้จริตอีกอย่างหนึ่งเพื่อให้ดูดีชั่วคราว  เรียกว่า “ดัดจริต” ในภาษาไทยคำนี้มีความหมายในทางลบ แสดงให้เห็นถึงการโกหกลักษณะนิสัยดั้งเดิมของตัว          


              คนเราทุกคนมีจริตทั้งหกแบบผสมกันอยู่ในอัตราส่วนต่างๆกันไป และบางคนเอาเฉพาะส่วนดีมาผสม แต่บางคนเอาส่วนเสียของจริตนั้นมาใช้  คนที่นำส่วนบวกของแต่ละจริตมารวมกันเป็นบุคลิกภาพ จะเป็นคนที่สมบูรณ์แบบที่สุด ดีที่สุด  ซึ่งถ้าสังเกตจากบุคลิกภาพของดาราบางคน มีความใกล้เคียงกับส่วนดีของทุกจริต ความจริงแล้วเกิดจากการฝึกฝน และตัวตนที่แท้จริงอาจไม่ใช่เช่นที่เห็น เพียงแต่มีทีมงานคอยช่วยเหลือ ทำให้ภาพพจน์ที่ออกมาเป็นดังนั้น  


             บุคลิกของพระเอก นางเอก ต้องอยู่ทางด้านซ้ายของตาราง (>>โปรดดูตารางประกอบ***) ดังเช่น ในเรื่องบุพเพสันนิวาส  แม่หญิงการะเกดมีบุคลิกแบบทางขวาคือแย่ที่สุด จนเมื่อวิญญาณของเกศสุรางค์เข้าร่าง บุคลิกของเธอก็กลายเป็นด้านซ้ายของตาราง ด้วยความแตกต่างที่เห็นได้ชัด ทำให้ละครเรื่องนี้เข้าใจง่ายและสนุก เช่นเดียวกับละครเรื่องอื่นๆ ที่กำหนดให้นางร้าย มีบุคลิกแบบด้านขวาของตารางอย่างชัดเจน  แต่ในชีวิตจริงไม่มีใครสุดขั้วแบบนั้น และบางคนมีทักษะในการซ่อนส่วนลบของจริตได้อย่างแนบเนียน


               ในบทละครหรือภาพยนตร์ บทบาทของตัวแสดงต้องชัด เพื่อให้เข้าใจง่าย เช่น ภาพยนตร์เรื่องไซอิ๋ว พระถังซำจั๋งมีบุคลิกแบบพุทธิจริต  ซัวเจ๋ง (โมหะจริต)   เห้งเจีย (โทสจริต)  ตือโป๊ยก่าย (ราคจริต)   ส่วนเรื่องสามก๊ก กำหนดให้ ขงเบ้งมีลักษณะของพุทธิจริต  เล่าปี่(วิตกจริต)   จูล่ง กวนอู (ศรัทธาจริต)  เตียวหุย (โทสจริต)  โจโฉ (ราคจริต)  ลิโป้ (โมหจริต) แม้ผู้ประพันธ์จะไม่ได้ศึกษาเรื่องจริตหก แต่ธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นสากล นิสัยมนุษย์ก็ล้วนวนเวียนอยู่ในหกรูปแบบนี้


               พระพุทธองค์ให้ข้อสังเกตว่า คนที่มีจริตเหมือนกัน มักคบหากัน ชื่นชอบกัน  ถ้าสังเกตจากแนวทางของละครไทยที่เป็นที่ชื่นชอบในประเทศหลายๆเรื่อง พอจะคาดคะเนได้ว่า คนไทยส่วนใหญ่มีราคจริตเป็นหลัก บทจึงวนเวียนอยู่กับรัก โลภ อิจฉาริษยา แต่ก็มีความต้องการที่จะเป็นคนที่สมบูรณ์แบบ ดังสังเกตได้ว่า ผู้ชมละครจะเอาใจช่วยนางเอก แต่ก็สะใจกับการกระทำของนางร้าย เนื่องจากราคจริตที่แฝงอยู่  เปรียบได้กับวัยเด็กที่ดูภาพยนตร์ไอ้มดแดง ไม่มีเด็กคนไหนอยากเป็นสัตว์ประหลาดเลย แต่ถ้าสัตว์ประหลาดไม่เก่งก็หมดสนุกเพราะไม่สนองอารมณ์โทสะที่แฝงอยู่


           การศึกษาเรื่องจริต ทำให้รู้พื้นฐานทางจิตของตัวเอง และสามารถเปลี่ยนแปลงได้ แม้ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็ทำให้รู้จักเลือกอาชีพ สภาวะแวดล้อมที่เหมาะกับจริตของตัวเอง อีกทั้งสามารถใช้วิเคราะห์คนอื่นๆเพื่อเลือกคบเพื่อน เลือกคนรัก  และเกิดปัญญาว่าคนเรามีนิสัยไม่เหมือนกัน เช่นให้อภัยเมื่อกระทบกระทั่งกับคนโทสจริตหรือโมหจริต เพราะรู้ว่าเป็นลักษณะหนึ่งของมนุษย์


           หลังจากเรียนจบทันตแพทย์ ผู้เขียนได้ไปศึกษาหลักสูตรจิตวิทยามหาบัณฑิตต่ออีกสามปี  ได้เรียนรู้ กฎ ทฤษฎีต่างๆของนักจิตวิทยาตะวันตกทั้งหมด แต่เมื่อได้มาอ่านเรื่อง “จริตหก” ของพระพุทธเจ้า จึงได้รู้ว่า  สุดยอดหลักสูตรทางจิตวิทยาอยู่ที่พุทธศาสนานี่เอง  และการค้นพบทางจิตวิทยาตะวันตกทั้งหมด รวมไปถึงทฤษฏีบุคลิกภาพทั้งหลาย ล้วนเป็นส่วนหนึ่งที่อยู่ในคำสั่งสอนของพระพุทธองค์มาก่อนแล้ว

วันศุกร์ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2565

ปัญหาที่แท้จริงกับธนาคารที่รวมศูนย์และทำไม Crypto จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้



            การประดิษฐ์ Bitcoin ของ Satoshi Nakamoto ดังที่เน้นในเอกสารไวท์เปเปอร์ของ Bitcoin ที่ตีพิมพ์ในปี 2009 มี แต่เป้าหมายหนึ่งที่น่าสนใจ เพื่อขจัดความจำเป็นสำหรับบุคคลที่สามที่เชื่อถือได้และช่วยให้ทั้งสองฝ่ายเต็มใจทำธุรกรรมโดยตรงโดยไม่ต้องทนทุกข์ทรมานจากจุดอ่อนของรูปแบบที่ไว้วางใจ

            แต่ทำไม? เหตุผลก็คือธนาคารสมัยใหม่มีข้อบกพร่องและข้อเสีย ซึ่งผู้บริโภคจะรู้สึกได้ถึงผลสะท้อนกลับในที่สุด เนื่องจากลักษณะที่รวมศูนย์จึงอยู่ภายใต้การแทรกแซงของมนุษย์ พวกเขาอาจไม่น่าเชื่อถือ เสี่ยงต่อภัยคุกคามด้านความปลอดภัย เรียกเก็บค่าธรรมเนียมจำนวนมหาศาล และแม้กระทั่งลำเอียง

            ปัญหาและจุดอ่อนของระบบการเงินในปัจจุบันในโลกนี้คือสาเหตุที่แท้จริงว่าทำไมสกุลเงินดิจิทัลจะปูทางสำหรับประสบการณ์ด้านการธนาคารและการชำระเงินที่ดีขึ้นในอนาคต


        ไม่น่าเชื่อถือ

            ธนาคารแบบรวมศูนย์แบบดั้งเดิมนั้นไม่น่าเชื่อถือ หากคุณใช้บริการธนาคารบนมือถือและเซิร์ฟเวอร์ล่ม คุณจะไม่สามารถเข้าถึงการเงินของคุณได้ เว้นแต่คุณจะไปที่ตู้เอทีเอ็มในท้องถิ่นและถอนเงินเป็นเงินสด ปัญหาคือเครื่องเอทีเอ็มอาจไม่สามารถให้บริการได้เช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่อยู่ในประเทศกำลังพัฒนา

            ลองนึกภาพความยุ่งยากที่คุณต้องเจอ หากคุณอยู่ในสถานการณ์ที่อ่อนไหวต่อเวลาและต้องการเงิน แต่แอปมือถือของธนาคารของคุณกำลัง 'อยู่ระหว่างการบำรุงรักษา' มันคาดเดาไม่ได้ แต่มันทำให้หลายคนกังวล เป็นเรื่องน่าขันที่คุณฝากเงินไว้กับธนาคาร และในทางกลับกัน พวกเขาก็กลายเป็นผู้ดูแลการเงินของคุณ

            ในทางกลับกัน cryptocurrencies ไม่เคยหยุดให้บริการเนื่องจากใช้ระบบอัตโนมัติเนื่องจากซอฟต์แวร์โดยธรรมชาติไม่ต้องการการโต้ตอบหรือการแทรกแซงของมนุษย์มากเกินไป ดังนั้นจึงสามารถเข้าถึงได้ทุกช่วงเวลาของวัน รวมทั้งวันหยุดสุดสัปดาห์และวันหยุดนักขัตฤกษ์

            ทุกวันนี้ สกุลเงินดิจิตอลมักจะซื้อผ่านแพลตฟอร์มการแลกเปลี่ยนคริปโตและเก็บไว้ในกระเป๋าเงินดิจิตอลเข้ารหัสที่ปลอดภัย เช่น Metamask หรือบัญชีแยกประเภท สกุลเงินดิจิทัลเหล่านี้มีการกระจายอำนาจ และทำงานในลักษณะที่ปลอดภัยมาก สิ่งที่คุณต้องมีคือคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือและการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต

        ค่าธรรมเนียมบ้า

            ธนาคารทำเงินได้กว่า 15 พันล้านดอลลาร์ต่อปีในค่าธรรมเนียมเบิกเกินบัญชีตามรายงานของสำนักคุ้มครองผู้บริโภคทางการเงินของรัฐบาลกลาง นั่นคือเงิน 15 พันล้านดอลลาร์ที่หามาได้ยากจากกระเป๋าของผู้คนสู่กระเป๋าของพวกเขา ค่าธรรมเนียมเงินเบิกเกินบัญชี ณ จุดนี้ควรผิดกฎหมาย ด้วยค่าธรรมเนียมเบิกเกินบัญชี กาแฟธรรมดาหนึ่งถ้วยสามารถเปลี่ยนจาก 3 ดอลลาร์เป็น 35 ดอลลาร์ได้

            นั่นไม่ใช่ค่าธรรมเนียมเดียวที่ต้องกังวล ค่าธรรมเนียมสามารถมีได้หลายรูปแบบ รวมถึงค่าธรรมเนียมสำหรับบทลงโทษที่ล่าช้า การคืนสินค้า การใช้ ATM นอกเครือข่าย การโอนเงิน การไม่ใช้งาน และค่าธรรมเนียมการโอนเงินระหว่างประเทศ

            เมื่อบุคคลต้องการการสนับสนุนลูกค้า พวกเขาอาจถูกเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพียงเพื่อขอความช่วยเหลือจากบุคคลจริง ในทางกลับกัน Cryptocurrencies ไม่คิดค่าธรรมเนียมมากมายสำหรับการทำธุรกรรม

            ค่าธรรมเนียมที่พบบ่อยที่สุดสำหรับการทำธุรกรรมใน crypto เรียกว่าค่าธรรมเนียมก๊าซ ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วเป็นรางวัลที่มอบให้กับผู้ขุดเพื่อทำธุรกรรมบนบล็อคเชนหรือดำเนินการธุรกรรมดังกล่าว

        ธุรกรรมสามารถใช้เวลาชั่วนิรันดร์

            สำหรับธนาคารแบบรวมศูนย์ การทำธุรกรรมอาจใช้เวลานานขึ้นอยู่กับประเภทของธุรกรรม สำหรับเงินสดจำนวนมากหรือการชำระเงินระหว่างประเทศ อาจใช้เวลาหนึ่งสัปดาห์หรือมากกว่านั้น นี้อาจดูเหมือนไม่เป็นไรในตอนแรก แต่ถ้าคุณอยู่ในท่ามกลางสถานการณ์เช่นสงครามยูเครน-รัสเซีย คุณไม่มีสัปดาห์ คุณมีนาที

            ต่างจากระบบธนาคารทั่วไปซึ่งมีคิวและโปรโตคอลให้ติดตาม ธุรกรรมสกุลเงินดิจิทัลนั้นรวดเร็วมาก ด้วยเหตุนี้ สกุลเงินดิจิทัลจึงสามารถจัดการธุรกรรมต่อวันได้มากกว่าระบบธนาคารแบบเดิม

            ความสามารถนี้ช่วยยกระดับพวกเขาให้อยู่เหนือธนาคาร เนื่องจากจะช่วยให้เศรษฐกิจมีโอกาสขยายตัวอย่างรวดเร็วมากขึ้น Cryptocurrencies ไม่มีเวลาทำการและให้บริการตลอด 24 ชั่วโมงเจ็ดวันต่อสัปดาห์  ด้วยเหตุนี้ สกุลเงินดิจิทัลจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการเข้าสู่ยุคการเงินหลังการธนาคารและหลังเงินสด

        อคติของมนุษย์

            เนื่องจากธุรกรรมธนาคารและบริการทางการเงินขึ้นอยู่กับหมายเลขบัญชีและข้อมูลส่วนบุคคล พวกเขาจึงเปิดกว้างสำหรับอคติ ในกรณีที่มีความบาดหมางกับเจ้าหน้าที่ของธนาคารบางแห่ง เจ้าหน้าที่ผู้ออกบริการทางการเงินอาจจงใจชะลอการทำธุรกรรม หรือที่แย่กว่านั้นคือ ระงับทรัพย์สินของคุณ ทุก ๆ เดือน ผู้คนหลายพันคนมีเงินออมเพื่อชีวิตที่ถูกแช่แข็งโดยธนาคารและการแลกเปลี่ยน

            ธนาคารที่รวมศูนย์สมัยใหม่มีข้อมูลประชากร ข้อมูลพื้นฐาน และพฤติกรรมการใช้จ่ายของคุณ เชื่อหรือไม่ การปฏิบัติต่อลูกค้าบางครั้งอาจได้รับอิทธิพลจากข้อมูลของพวกเขา แต่มันอาจจะแย่กว่านั้น ธนาคารสามารถจับกุมลูกค้าของตนเองได้

            ปลายปี 2564 โจ มอร์โรว์ ชายวัย 23 ปีที่อ้างว่าธนาคารสหรัฐปฏิเสธที่จะขึ้นเงินจากเช็คหลังจากที่เขาระบุเชื้อชาติและกล่าวหาว่าเช็คเงินเดือนเป็นของปลอม ถูกจับ แน่นอน โจ มอร์โรว์ได้รับความยุติธรรมและได้รับการตั้งถิ่นฐาน แต่นั่นไม่ได้เปลี่ยนความจริงที่ว่าธนาคารที่รวมศูนย์สามารถโน้มน้าวใจให้ตัดสินใจที่ไม่ดีโดยอคติธรรมดาของมนุษย์

            Cryptocurrencies นั้นปราศจากการควบคุมของบุคคลที่สามอย่างสมบูรณ์ ลักษณะการกระจายอำนาจนี้ช่วยลดปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ ซึ่งทำให้ปราศจากอคติ Cryptocurrencies ไม่ได้ตัดสินหรือโปรไฟล์ของคุณ ธนาคารที่รวมศูนย์ทำ


        การเก็บรวบรวมข้อมูล

            ทุกวันนี้มีหลายแพลตฟอร์มที่แชร์ข้อมูลของคุณกับบุคคลที่สาม แต่การเก็บข้อมูลของคุณเป็นสิ่งหนึ่งที่สำหรับแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย และอีกสิ่งหนึ่งสำหรับธนาคารในการรวบรวมข้อมูลที่ละเอียดอ่อนของคุณ เช่น ข้อมูลหนังสือเดินทางหรือบัตรประจำตัว ที่อยู่อาศัย SSN และข้อมูลการจ้างงาน

            สำหรับธนาคาร ข้อมูลประเภทนี้มีความจำเป็นเนื่องจากทำงานบนแบบจำลองที่ไว้วางใจได้ หรือกลไกเฉพาะที่จำเป็นในการตอบสนองต่อโปรไฟล์การคุกคามบางอย่าง

            แทนที่จะรู้สึกไม่พอใจกับ Tiktok หรือ Facebook ที่จัดการหรือขายข้อมูลของคุณอย่างผิดพลาด คนร้ายตัวจริงที่นี่กลับเป็นธนาคารแบบรวมศูนย์ การซื้อแสดงว่าคุณอยู่ที่ไหน ชอบอะไร และอื่นๆ อีกมากมาย ธนาคารที่รวมศูนย์สามารถแบ่งปันข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลที่ละเอียดอ่อนของคุณกับบริษัทในเครือหรือพันธมิตรหรือผู้ซื้อบุคคลที่สาม

            ธนาคารไม่เพียงแต่ขโมยเงินจากคุณ แต่ยังทำเงินจากคุณอีกด้วย คุณจะไว้วางใจธนาคารได้อย่างไร หากคุณไม่สามารถไว้วางใจให้ธนาคารดูแลข้อมูลส่วนบุคคลหรือเงินของคุณได้

        ปัญหาด้านความปลอดภัย

            ธนาคารต่างๆ ประสบกับการโจมตีทางไซเบอร์ที่ร้ายแรงโดยเฉลี่ย 85 ครั้งต่อปี และหนึ่งในสามประสบความสำเร็จ จากการสำรวจของ Accenture แฮ็กเกอร์และวิศวกรที่มีทักษะสามารถแฮ็กพอร์ทัลเว็บและแอพธนาคารบนมือถือได้มากมาย เป็นผลให้บางคนสูญเสียเงินสดจำนวนมากจากบัญชีของพวกเขาหรือถูกหลอกลวง

            ระบบยังมีแนวโน้มที่จะฉ้อโกงและโดยเฉพาะอย่างยิ่งการยักยอกเงิน ส่งผลให้สูญเสียเงินที่หามาอย่างยากลำบาก ด้วยการเข้ารหัสลับ ภัยคุกคามเช่นนี้มีโอกาสน้อยที่จะเกิดขึ้น เนื่องจากไม่มีแหล่งพลังงานจากศูนย์กลางเนื่องจากลักษณะการกระจายอำนาจ

            แทนที่จะพึ่งพาแหล่งพลังงานศูนย์กลางเพียงแหล่งเดียว การเข้ารหัสลับอาศัยเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบกระจายทั่วโลก การเข้ารหัสลับมีความปลอดภัยและเชื่อถือได้มากกว่าเนื่องจากสามารถป้องกันการงัดแงะได้เนื่องจากใช้หมายเลขประจำตัวที่ไม่ระบุตัวตนในการทำธุรกรรม

            มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการฉ้อโกงหรือความเสี่ยงด้านความปลอดภัยอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นแบบรวมศูนย์หรือแบบกระจายอำนาจ อย่างไรก็ตาม เมื่อพูดถึงเรื่องการเงิน ความเป็นส่วนตัว และข้อมูลของผู้คน ผู้คนมักจะเลือกเครื่องจักรมากกว่ามนุษย์ในแต่ละวัน


            ด้วยพลังของ cryptocurrencies ผู้คนไม่ต้องทนทุกข์ทรมานจากข้อบกพร่องของระบบการเงินสมัยใหม่ ในขณะที่คริปโตโดยรวมยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ผู้คนหลายล้านได้รับประโยชน์จากข้อดีของคริปโตเคอเรนซีและบล็อคเชนแล้ว ผู้คนสมควรได้รับสิ่งที่ดีกว่า

หมั่นทบทวนตนเองอยู่เสมอ

 



ทบทวนตัวเองอย่างสม่ำเสมอ

ถ้าใครอ่านหนังสือมาเยอะ ๆ น่าจะเจอสมการนี้ว่า Ego = 1/Knowledge ที่มีคนบอกว่าไอน์สไตน์เป็นคนพูด แต่หลายคนก็บอกว่าไม่ใช่ เอาเป็นว่าไม่ว่าใครจะพูดก็แล้วแต่ สมการนี้มีส่วนจริงอยู่มากทีเดียว แปลความหมายสมการง่าย ๆ ว่ายิ่งมี Ego เยอะ ก็ยิ่งมีความรู้น้อยนั่นเอง

.

คำว่า Ego ที่เรามักจะใช้กันนั้นมักจะมีความหมายในเชิงลบ ออกไปทางการหลงตัวเอง คิดว่าตัวเองเก่ง ตัวเองแน่ ไม่จำเป็นต้องฟังใครเชื่อใคร ใครที่มี Ego สูง ๆ จึงมักจะปิดรับความรู้ใหม่ ๆ ที่จะเข้ามา ด้วยความรู้สึกว่า เรารู้หมดแล้ว รู้ดีที่สุด หรือถ้าใครให้ความคิดเห็นแย้งกับสิ่งที่ตัวเองเชื่อ ก็มักจะปฏิเสธแล้วให้เหตุผลกับตัวเองหรือคนอื่น ๆ ว่า สิ่งที่เราคิดเท่านั้นที่ถูก ใครคิดไม่เหมือนเราผิดทั้งหมด

.

จึงไม่น่าแปลกใจครับที่คนที่มี Ego สูง ๆ แบบนี้จึงมักจะมีความรู้น้อย เอาจริง ๆ ตอนแรกเขาก็มีความรู้เยอะแหละครับ ไม่งั้น Ego ก็คงไม่สูงมาได้ถึงตรงนี้หรอก แต่อย่าลืมว่าความรู้สมัยนี้มันหมดอายุง่ายดายเสียเหลือเกิน ความรู้ที่เราเรียนมาตอนมหาวิทยาลัย ต่อให้เราได้เกียรตินิยมอันดับ 1 เหรียญทองเลย แป๊บเดียวก็อาจจะใช้ไม่ได้แล้ว ดังนั้นคนที่ไม่ยอมเรียนรู้เพิ่มเติม ไม่ยอมทบทวนตัวเองอย่างสม่ำเสมอ จึงติดกับดักนี้ และสุดท้ายก็กลายเป็นคนตกยุคไปในที่สุด

.

แต่เรื่องนี้พูดง่าย แต่ทำยาก เพราะถ้าคนที่ทราบเรื่องนี้ดีอยู่แล้ว เขาก็คงทบทวนตัวเองอยู่เป็นประจำอยู่แล้ว คนไม่รู้ตัวนี่แหละ ที่จะไม่ยอมทบทวน เอาเป็นว่าถ้าใครมีแนวโน้มจะเริ่มรู้สึกว่าเรารู้ทุกเรื่อง เก่งทุกอย่างแล้วล่ะก็ มีโอกาสเป็นไปได้มากเลยครับที่เราจะติดกับดักนี้อยู่

.

ผมอ่านหนังสือเรื่อง Think Again ที่เขียนโดย Professor Adam Grant มีเรื่องหนึ่งที่ผมชอบมากคือ เขาบอกว่าเราควรทำตัวเหมือนเป็นนักวิทยาศาสตร์ นั่นคือเราต้องคอยถามตัวเองอยู่เสมอว่า สิ่งที่เราคิดนั้น มันถูกต้องจริงไหม ยิ่งเราเชื่อมาก ๆ ว่ามันถูก เรายิ่งต้องระวังให้มาก เพราะมันอาจจะเป็นการหลงแบบหัวปักหัวปำเลยก็ว่าได้

.

พูดแบบนี้ไม่ได้หมายความว่า เราจะไม่มีความเชื่อมั่นในตัวเองนะครับ ในหนังสือ Think Again ได้กล่าวถึงลักษณะของผู้ประสบความสำเร็จว่าจะต้องมี Confidence Humility ซึ่งแปลว่าเราต้องมีความเชื่อมั่น (Confidence) ในขณะเดียวกันก็ต้องรู้จักอ่อนน้อมถ่อมตน (Humility) ไปด้วยในตัว

.

ความเชื่อมั่นที่ว่านี้คือความเชื่อมั่นในสิ่งที่เรารู้จริง ๆ ในสิ่งที่เป็นจุดแข็งของเรา ในขณะที่ความอ่อนน้อมถ่อมตนคือการรู้ว่าเราไม่รู้อะไร เรามีจุดอ่อนเรื่องใด ซึ่งจะทำให้เราพร้อมที่จะเปิดรับความรู้ใหม่ ๆ เข้ามา หรือมอบหมายและเชื่อใจให้คนอื่นได้มีโอกาสทำในสิ่งที่เราไม่มีความรู้หรือไม่ถนัดนั่นเอง

.

ถ้าเราจะแบ่งเรื่องความรู้ คงแบ่งได้ 4 อย่างคือ 1) รู้ว่าเรารู้ 2) รู้ว่าเราไม่รู้ 3) ไม่รู้ว่าเรารู้ และ 4) ไม่รู้ว่าเราไม่รู้ เริ่มจากอันแรกคือรู้ว่าเรารู้ อันนี้คงเป็นความรู้ที่ได้ศึกษามาผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น ผมรู้ว่า OKRs คืออะไร เพราะได้ศึกษามา ทำวิจัยมา ต่อมาคือ รู้ว่าเราไม่รู้ อันนี้เราก็ตระหนักรู้ว่าเราไม่รู้เรื่องใด ผมอาจจะรู้เรื่อง OKRs แต่ถ้าเป็นเรื่อง Blockchain ผมอาจจะยังเข้าใจเรื่องนี้ไม่ดีนัก ไม่รู้ว่าเรารู้ อันนี้เริ่มยาก เพราะจริง ๆ เราอาจจะรู้อยู่แล้ว แต่มันยังไม่ชัดเจนขึ้นมา เช่น ผมอาจจะรู้ว่าทำ OKRs อย่างไรให้สำเร็จมาสักพักแล้ว แต่ไม่เคยมานั่งคิด ตกผลึกออกมาเป็นเรื่องเป็นราว จึงทำให้ตัวผมไม่รู้ว่าจริง ๆ ผมรู้เรื่องนี้แล้ว เรื่องนี้แหละครับ ถ้าเรากลับมาทบทวนตัวเองว่ามีเรื่องอะไรบ้างนะที่เรารู้แล้ว แต่เราไม่รู้ตัวว่าเรารู้ หรือลองถามคนที่รู้จักเราว่าในมุมมองเขา คิดว่าเรารู้เรื่องอะไรบ้าง บางทีเราอาจจะเจอว่า อ้าวมีเรื่องนี้ด้วยเหรอที่เรารู้ ทั้ง ๆ ที่เราไม่รู้ตัวก็ได้

.

ส่วนอันสุดท้ายอันนี้ยากสุดคือ ไม่รู้ว่าเราไม่รู้ คือเรื่องในโลกนี้มีเรื่องที่เราไม่รู้อยู่เยอะมาก ในบรรดาเรื่องที่เราไม่รู้นั้น มันก็มีที่เรารู้ (ตามตัวอย่างข้างต้น) แต่ที่เยอะกว่าคือสิ่งที่เราไม่รู้นั่นเอง อันนี้แหละครับที่เราต้องมาทบทวนว่าเราไม่รู้เรื่องอะไรบ้างที่สำคัญต่อความสำเร็จของเรา สำหรับผมวิธีทบทวนที่ดีที่สุดที่จะเปลี่ยนเรื่องไม่รู้ว่าเราไม่รู้ เป็นรู้ว่าเราไม่รู้ คือการอ่านหนังสือครับ

.

การอ่านหนังสือจะช่วยกระตุ้นความคิดของเรา และหลาย ๆ ครั้งเหมือนกับการเปิดโลกใหม่ให้เราเลย หนังสือหลาย ๆ เล่ม อ่านแล้วรู้สึกว้าวขึ้นมาทันที ถึงแม้ว่าเรื่องนั้นเราก็ยังไม่แน่ใจว่าคืออะไร แต่มันกระตุ้นทำให้ผมได้ไปอ่านต่อ ศึกษาต่อ เหมือนครั้งหนึ่งก่อนที่ผมจะรู้จัก OKRs ตอนนั้น OKRs เป็นเรื่องที่ผมไม่รู้ว่าผมไม่รู้ คือไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนเลยด้วยซ้ำ และพอไปอ่านหนังสือที่เกี่ยวกับ Google เขาพูดถึง OKRs ณ เวลานั้น OKRs กลายเป็นสิ่งที่ผมรู้ว่าผมไม่รู้แล้ว ผมยังไม่ค่อยเข้าใจหรอกว่าคืออะไร แต่คิดว่าต้องไปหาอ่านหนังสือเรื่องนี้อ่านต่อ จน OKRs กลายเป็นสิ่งที่ผมรู้ว่าผมรู้ และอาจจะพ่วงมาด้วยสิ่งที่ผมไม่รู้ว่าผมรู้มาด้วยในที่สุด

.

เอาเป็นว่าโดยสรุป การทบทวนตัวเองเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ ในการบริหาร จัดการองค์กร รวมถึงชีวิตเรา เพื่อจะนำเราไปสู่ความสำเร็จนะครับ

.

ข้อคิด อะไรที่เราเชื่อมาก ๆ ว่าถูก ยิ่งต้องตั้งคำถามให้มาก ๆ กับตัวเองว่าเป็นอย่างนั้นจริงหรือไม่

พลิกประวัติศาสตร์ฟิสิกส์! นักวิทยาศาสตร์เดนมาร์กโชว์เหนือ "สยบแสง" ให้ช้าเท่าจักรยาน ก่อนสั่งหยุดนิ่งสนิทสำเร็จ

พลิกประวัติศาสตร์ฟิสิกส์! นักวิทยาศาสตร์เดนมาร์กโชว์เหนือ "สยบแสง" ให้ช้าเท่าจักรยาน ก่อนสั่งหยุดนิ่งสนิทสำเร็จ เคมบริ...