พระพุทธองค์ทรงพบว่า ความรู้สึกทั้งหมดของมนุษย์ ไม่ว่าความรู้สึกนั้นจะฝังลึกมากี่ภพกี่ชาติก็ตาม ล้วนวนเวียนอยู่ใน 4 ฐาน การกำหนดสติเพื่อเฝ้าดูความรู้สึกในแต่ละฐาน จะทำให้เกิดปัญญาญาณ เข้าใจวงจรปฏิจจสมุปบาท ไตรลักษณ์ จิต เจตสิก จนถึงเข้าสู่มรรคผลนิพพานได้เลยทีเดียว ฐานเหล่านี้ประกอบด้วย
1. กายานุปัสสนา: กำหนดสติไปเกาะไว้ที่ความรู้สึกทางกาย กำหนดรู้การเคลื่อนไหวของกายทุกขณะ
2. เวทนานุปัสสนา: เอาสติไปเกาะไว้ที่ความรู้สึกทางใจ มีสติรู้เท่าทันทุกครั้งที่เสวยอารมณ์สุข ทุกข์ รู้เท่าทันความรู้สึกทางใจเช่น เจ็บใจ ชอบใจ ดีใจ เสียใจ พอใจ เศร้าใจ สะเทือนใจ สุขใจ ทุกข์ใจ น้อยใจ ใจหาย ใจลอย ใจเสีย ฯลฯ (ถ้าปวดขาแบบนี้ทุกข์ใจ เรียกว่าเวทนาไม่ใช่กายา)
3. จิตตานุปัสสนา: กำหนดสติพิจารณาความรู้สึกทางจิต ว่าขณะนั้นมีรัก โลภ โกรธ หลง จิตฟุ้งซ่าน หรือ มีความนึกคิดอย่างไร อาการทางจิตมักขึ้นต้นด้วยคำว่า “ขี้” เช่น ขี้กังวล ขี้เหนียว ขี้อวด ขี้หลี ขี้โมโห ขี้อิจฉา ขี้รำคาญ ขี้เกียจ ขี้สงสัย ขี้ลังเล ขี้สงสาร ฯลฯ อาการเหล่านี้ฝังลึก หายยากกว่าอาการทางใจ
4. ธรรมานุปัสสนา: ใช้ปัญญาพิจารณาความรู้สึกทางธรรม ซึ่งเป็นความรู้สึกขั้นสูงสุดของมนุษย์ กำหนดสติพิจารณาการเกิดดับ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อริยสัจ4 ขันธ์ห้า นิวรณ์ห้า ฯลฯ
วิธีการกำหนดก็แล้วแต่ครูบาอาจารย์ในแต่ละสาย ถ้าเป็นสายพม่า จะให้ใส่คำว่าหนอเข้าไป เพื่อขยายอาการและทำให้เข้าถึงปัจจุบันขณะ เช่น ก้าวหนอ ยกหนอ ดีใจหนอ โมโหหนอ พองหนอ ยุบหนอ ฯลฯ กำหนดทีละอย่าง เอาที่ชัดเจนตอนนั้น อย่ากำหนดหลายอย่างพร้อมกัน
ความรู้สึกทางกาย กำหนดง่ายที่สุด รองลงมาคือความรู้สึกทางใจ (เวทนา) ความรู้สึกทางจิตซับซ้อนและกำหนดได้ยากกว่า ส่วนความรู้สึกทางธรรม ต้องใช้ปัญญาสูงจึงจะเข้าใจ (นิกายเซนชอบใช้ โดยเน้นใช้สติพิจารณาสภาวธรรมและปริศนาธรรม จนบรรลุอย่างฉับพลัน)
ผู้ที่จะฝึกสติปัฏฐาน 4 อาจจะเลือกฐานใดฐานหนึ่งที่เหมาะกับจริตตนเป็นหลักก็ได้ เพราะทุกฐานเมื่อบรรลุญาณ จะพบความจริงแท้เดียวกัน
ผู้ประสบความสำเร็จในระดับชั้นนำ ล้วนนำหลักของสติปัฏฐาน 4 มาใช้โดยไม่รู้ตัว เช่น นักกีฬาระดับโลกจะใช้หลักของ กายานุปัสสนา เข้ามากำหนดการเคลื่อนไหว นักแสดงระดับอัจฉริยะ จะใช้เวทนานุปัสสนามากำหนดความรู้สึก นักการโฆษณาชั้นยอด จะใช้หลักจิตตานุปัสสนา นักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ จะใช้หลัก ธรรมมานุปัสสนา ความสามารถในระดับเหนือมนุษย์เหล่านี้เราเรียกว่า “พรสวรรค์” แต่ความจริงแล้วฝึกกันได้ด้วยสติปัฏฐาน4 บุคคลในระดับอัจฉริยะเหล่านี้ ก็อาจจะเคยฝึกสติปัฎฐาน ในฐานใดฐานหนึ่ง เมื่อชาติภพก่อนๆจนบรรลุญาณ และส่งผ่านภวังคจิต นำมาใช้ในภพปัจจุบัน
อาชีพที่ควรฝึกสติจับการเคลื่อนไหว (กายานุปัสสนา) คือ นักกีฬา ดีไซเนอร์ ศิลปิน นักร้อง นักดนตรี นักเต้น นายแบบ นางแบบ ช่างภาพ ช่างผู้ชำนาญในสาขาต่างๆ วิชาชีพที่อาศัยการเคลื่อนไหวของเครื่องมือ เช่นจิตรกร ศัลยแพทย์ ทันตแพทย์ ฯลฯ จะทำให้มีฝีมือเหนือมนุษย์ในสาขานั้นๆ และยังข้ามภพชาติไปในรูปพรสวรรค์ได้อีกด้วย
อาชีพที่ควรฝึกเวทนานุปัสนาสติปัฎฐาน (จับความรู้สึกทางใจ) คือ ทหาร ตำรวจ นักการเมือง นักธุรกิจ นักเก็งกำไร นายหน้า นักปรุงอาหาร นักเจรจาต่อรอง พยาบาล นักสังคมสงเคราะห์ สถาปนิก มัณฑณากร นักออกแบบผลิตภัณฑ์ ฯลฯ
อาชีพที่ควรฝึกสติจับความรู้สึกทางจิต (จิตตานุปัสสนาสติปัฎฐาน) คือ นักประพันธ์ นักเขียนบท นักแสดง พิธีกร บรรณาธิการ นักข่าว นักขาย นักการโฆษณา นักจิตวิทยา จิตแพทย์ โหราจารย์ ผู้กำกับภาพยนตร์ นักสังคมสงเคราะห์ ทนายความ ผู้พิพากษา อัยการ ฯลฯ
ธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน เหมาะสำหรับผู้มีทิฏฐิจริตที่มีปัญญากล้า อาชีพ ที่ควรฝึกสติฐานนี้ ได้แก่ นักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย แพทย์ ครู อาจารย์ วิศวกร เภสัชกร เทคนิคการแพทย์ นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ นักบริหาร นักเศรษฐศาสตร์ นักวางแผน ฯลฯ
การเจริญสติวิปัสสนา มีข้อดีคือ เวลาเกิดนิมิต กำลังสติจะช่วยกำจัดให้ ทำให้ไม่หลง การเจริญสติทำเองคนเดียวที่บ้านก็ไม่อันตราย แต่การทำสมาธิ ในขั้นของการเกิดนิมิต ภาพของภูติ ผี ปีศาจ จะปรากฏขึ้นมาเต็มไปหมด หรือแม้บรรลุฌาน จนทะลุมิติภพภูมิได้ แต่เนื่องจากขาดสติ เวลาออกจากสมาธิ มีโอกาสหลุดจากโลกของความเป็นจริงสูง (พระพุทธองค์ก็หวุดหวิดไปตอนบำเพ็ญทุกรกิริยา จนท้าวสักกเทวราชทนไม่ไหว ต้องเสด็จลงมาช่วย)