วันศุกร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2566

ยักษ์อาตากามา

#ยักษ์อาตากามา
เป็นจีโอกลิฟรูปคล้ายมนุษย์ในพื้นที่เซร์โรอูนิตัสของทะเลทรายอาตากามาในประเทศชิลี
🇨🇱
มีความยาว 119 เมตร (390 ฟุต) เป็นหนึ่งในจีโอกลิฟที่ใหญ่ที่สุดในอาตากามา

ยักษ์อาตากามาเป็นหนึ่งในเกือบ 5,000 จีโอกลิฟที่ค้นพบในภูมิภาคอาตากามาในช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมา เข้าใจว่าเป็นผลงานของกลุ่มวัฒนธรรมในพื้นที่นี้ เช่น ตีวานากูหรืออินคา

วันพฤหัสบดีที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2566

โมจิไทย ขนมที่มาจากความรักท่ามกลางสงครามโลกครั้งที่ ๒

ความรักท่ามกลางสงครามโลกครั้งที่ ๒ 

"หากวันใดคิดถึงผมให้ทำขนมโมจิ ถ้าผมยังมีชีวิตอยู่ผมจะกลับมาหาคุณอีกครั้งถ้าจะทำขายก็ทำได้นะ...."

สมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ เริ่มต้นตอนที่กองทัพญี่ปุ่นได้มาตั้งฐานทัพในจังหวัดนครนายก ซึ่งชาวบ้านในบริเวณนั้น ได้นำสินค้าต่างๆ มาค้าขายกับทหารญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่บริเวณดังกล่าว (ปัจจุบันคือพื้นที่ของโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าและบริเวณใกล้เคียง)

นางพันนา ศรีอร่าม สาวชาวบ้านหน้าตาจิ้มลิ้มวัย ๑๘ ปี ทำการค้าขายขนมในค่ายทหารกับญาติ ๆ เช่น ขนมไข่เหี้ย กล้วยทอด ซาลาเปาทอด ขายจนได้รู้จัก กับนายทหารหนุ่มชาวญี่ปุ่น ซึ่งเป็นหมอชื่อ " ซาโต้ " ดั่งต้องมนต์แห่งรัก เค้าและเธอเกิดมีความรู้สึกที่ดีต่อกัน คบหาดูใจกันอย่างห่างๆ เนื่องจากในยามสงครามนั้นญี่ปุ่น ไม่ค่อยเป็นที่ชอบพอของชาวบ้านร้านตลาดเสียเท่าไหร่นัก ห้วงเวลาแห่งรักนั้นช่างสั้นเหลือเกินไม่นานนัก "ซาโต้" ก็ต้องโยกย้ายไปที่อื่น แต่ก่อนจากไปนั้น เค้าได้สอนการทำขนมโมจิให้กับนางพันนาและบอกกับเธอว่า......

" ขนมนี้จะเป็นตัวแทนความรักของซาโต้ และเป็นตัวแทนของประเทศเขา ถ้าวันใดที่เขาไม่อยู่และนางพันนาคิดถึงซาโต้ ก็ให้ทำขนมนี้ ซาโต้จะกลับมา......."

เมื่อซาโต้ได้สอนนางพันนาทำเป็นแล้ว เค้าได้บรรจงหยิบขนมที่คนรักทำ เค้าหลับตากัดขนมโมจิพอดีคำ..... เค้ายิ้มและบอกกับหญิงสาวว่า รู้ไหมพันนา .......

" คุณทำขนมโมจิญี่ปุ่นได้อร่อยที่สุดในโลกเลย" คุณจำไว้นะหากวันใดคิดถึงผม ให้ทำขนมโมจิ ถ้ายังมีชีวิตอยู่ซาโต้คนนี้ จะกลับมาหาคุณอีกครั้ง ถ้าจะทำขายก็ทำได้นะ คุณจะได้มีรายได้เลี้ยงตัวเอง "

สิ้นประโยคนี้ชาโตได้เดินจากไป มันเหมือนเป็นการร่ำลาครั้งสุดท้ายและเป็นดั่งคำมั่นผ่านขนมโมจิว่า "เค้ารักนางพันเพียงใด" แต่ด้วยหน้าที่ต้องมาก่อนหัวใจเสมอ ชาโตยิ้มให้นางพันด้วยสายตาที่พล่ามัวเพราะน้ำตาของลูกผู้ชายเอ่อล้นที่ดวงตาทั้งสองข้าง ชายชาติทหารบาดเจ็บจากการรบยังมิเสียน้ำตา แต่ต้องปวดใจดั่งตายทั้งเป็นเมื่อต้องพรากจากคนรัก.....ชาโต้รีบหันหลังเดินจากไป..

นางพันนาได้แต่ยืนมองชายคนรักค่อยๆเดินหายไปลับสายตาโดยมิได้พูดอะไรแม้แต่คำเดียว ด้วยวัฒนธรรมและประเพณีของไทย ที่เป็นเหมือนกรงขังคอยครอบและจองจำความรู้สึกของนางพันนา และคงเป็นเช่นเดียวกันกับชาโตที่

"ประเทศชาติต้องมาก่อนความรัก"

น้ำตาที่ไหลนองจากดวงตาสองข้าง พร้อมสองมือที่ปิดปาก เพื่อป้องกันบาดแผลจากหัวใจที่เปล่งออกมาเป็นเสียงกรีดร้องสะอึกสะอื้นไว้เหมือนกับว่าการเสียใจในครานี้เป็นเรื่องที่ผิด ชาวบ้านจะติฉินนินทาเอาได้.....คงไม่ต้องถามว่าหัวใจนางพันนาจะเจ็บปวดร้าวเพียงใดลองนึกดูว่าหากเราโดนเข็มนับพันทิ่มแทงที่หัวใจจะรู้สึกเช่นไรนั้น คงยังไม่ได้ครึ่งที่นางพันนารู้สึก.....

หลังจากชาโตจากไปนางพันนาก็ยังคงทำอาชีพหาบของขายและหนึ่งในนั้นคือ ขนมญี่ปุ่นโมจิให้กับกองทัพทหารญี่ปุ่นต่อไป ต่อมาญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่ ๒ ทหารญี่ปุ่นจึงกลับประเทศ ...ไร้วี่แววของซาโต้..

นางพันนายังคงทำขนมโมจิขายให้กับผู้คนในจังหวัดนครนายกเลี้ยงชีพต่อไป จนวันหนึ่งทหารไทยบอกกับนางพันนาว่า ขนมที่ทำขายอยู่ ห้ามกิน ห้ามทำ ห้ามขาย เพราะเป็นขนมของญี่ปุ่น ขนมนี้มันคือ 

"ขนมกบฏ"

นางพันนาจึงไม่ได้ทำขนมโมจินี้ขาย แต่ทุก ๆ ครั้งที่คิดถึงซาโต้ นางพันนาก็จะ "แอบทำขนมโมจิ" เพื่อทดแทนความคิดถึงหนุ่มญี่ปุ่นซึ่งเป็นที่รักและทุกๆครั้งที่นางพันนา ทำขนมโมจินี้ จะตั้งจิตอธิษฐาน สวดมนต์ภาวนา ให้ซาโต้กลับมากินขนมของตัวเอง....วันแล้ว...วันเล่า....จากวัน...เป็นเดือน....จากเดือน....เป็นปี......สองปี....สามปี....สิบปี....

นางพันนาจะลุกขึ้นมาทำขนมโมจิอยู่เสมอ .... แต่ซาโต้ก็ไม่มาชิมขนมของเธอ ไม่มีข่าวจากชาโต้แต่อย่างไร ไม่มีใครรู้ว่าเค้ายังมีชีวิตอยู่หรือสิ้นลมหายใจไปแล้ว สิ่งที่เจ็บปวดกว่าการบอกลาคือ การพยามที่จะลืมใครสักคนไปทั้งชีวิต แต่.....มันช่างยากเหลือเกิน
วันเวลาผ่านไปเนิ่นนาน จนเรื่องนี้ได้ลางเลือนไปจากความทรงจำของทุกคนหมดแล้ว คงมีแต่นางพันนาที่ไม่มีวันลืม เพราะเธอก็ยังทำขนมโมจิอยู่บ่อยครั้ง ......

จนกระทั่งปี พุทธศักราช ๒๕๔๗ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ทรงทราบประวัติเรื่องขนมโมจินี้ จึงให้ทหารคนสนิทไปสืบหาที่มาขนมโมจิสูตรดังกล่าว ซึ่งได้ไปหาอยู่หลายที่และนำมาให้เสวย แต่สมเด็จพระเทพฯทรงตรัสว่าไม่ใช่ขนมโมจิสูตรที่ตามหา ต่อมาอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายกได้มอบหมายให้สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดนครนายก ได้ประชาสัมพันธ์และสืบหาจนได้ทราบจากนายมานพ ศรีอร่าม ข้าราชการพัฒนาชุมชนว่าผู้ที่ทำขนมโมจิดังกล่าวคือมารดาของตัวเอง ซึ่งในขณะนั้นมีอายุมากแล้ว แต่ความทรงจำยังดีสามารถเล่าเรื่องราวต่างๆในอดีตได้เป็นอย่างดี พร้อมได้สอนให้บุตรและสะใภ้ได้ทำขนมดังกล่าว ถวายสมเด็จพระเทพฯรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารีฯ

"ยายพันนารอคอยวันนี้มานานแสนนานวันที่ขนมโมจิของแกได้ถูกเผยแพร่อีกครั้ง เหมือนได้บอกกับซาโต้ว่ายังมีสาวบ้านนาคนนี้รออยู่เสมอ"

ปัจจุบันยายพันนาได้จากโลกนี้ไปแล้ว โดยได้รับพระราชทานเพลิงศพจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารีฯ และปัจจุบันขนมโมจิสูตรดังกล่าวได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีรสชาติที่อร่อย กลมกล่อมและมีไส้ให้เลือกหลายชนิด เอกลักษณ์ของขนมโมจิสูตรสงครามโลกครั้งที่ ๒ จะมีความพิเศษแตกต่างจากขนมโมจิที่วางขายในจังหวัดอื่น เนื่องจากขนมโมจิสูตรนครนายกทำจากแป้งข้าวเหนียวและนำไปต้ม จะมีความเป็นเอกลักษณ์ คงความสดอร่อย นุ่มและกลมกล่อม รวมทั้งมีไส้ที่หลากหลาย รสชาติใกล้เคียงกับขนมโมจิสูตรดั้งเดิม (ประเทศญี่ปุ่น)

Cr. บางส่วน บางตอนของพระราชนิพนธ์กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ
ขอบคุณที่มา::เกร็ดประวัติศาสตร์ v 2::

วันเสาร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2566

※ ไม่มีมิตรแท้ และศัตรูถาวร ※.


※ ไม่มีมิตรแท้ และศัตรูถาวร ※

ไม่มีสิ่งใดในโลก ที่จะเป็นไปไม่ได้
หากผลประโยชน์มากพอ

ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ ย่อมเป็นไปได้
หากมีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องและมากพอ

เพราะทุกวันนี้ คนเรานั้นล้วนมองหาสิ่งที่ดีอยู่เสมอ
ไม่ว่าจะเป็นผลประโยชน์ชื่อเสียง ยศตำแหน่ง
ทรัพย์สิน เงินทอง รวมถึงกำไรในการลงมือทำ

ในโลกไม่มีอะไรแน่นอน
ไม่ว่าจะเป็นมิตร ศัตรู คนรู้จัก ญาติพี่น้อง ฯลฯ
ถ้ามีผลประโยชน์สูงมากพอ ย่อมเป็นไปได้

จากมิตรอาจกลายเป็นศัตรู
จากศัตรูอาจกลายเป็นมิตร
จากคู่แข่งอาจกลายเป็นเพื่อนร่วมงาน
จากเพื่อนร่วมงานอาจกลายเป็นคู่แข่ง

ไม่มีอะไรที่จะเป็นไปไม่ได้
หากมีผลประโยชน์มากพอ
.
เครดิต : จอมปราชญ์ไร้นาม
𝐂𝐨𝐝𝐞 𝐎𝐟 𝐋𝐢𝐟𝐞 | 𝐅𝐚𝐜𝐞𝐛𝐨𝐨𝐤 𝐏𝐚𝐠𝐞

พลิกประวัติศาสตร์ฟิสิกส์! นักวิทยาศาสตร์เดนมาร์กโชว์เหนือ "สยบแสง" ให้ช้าเท่าจักรยาน ก่อนสั่งหยุดนิ่งสนิทสำเร็จ

พลิกประวัติศาสตร์ฟิสิกส์! นักวิทยาศาสตร์เดนมาร์กโชว์เหนือ "สยบแสง" ให้ช้าเท่าจักรยาน ก่อนสั่งหยุดนิ่งสนิทสำเร็จ เคมบริ...