วันจันทร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2567

สัมมาทิฏฐิ โดย สมณะ น้ำลืม

สัมมาทิฏฐิ สิ่งที่ต้องรู้ก่อนตาย
ที่เล่ามาในคลิปที่แล้ว มันเป็นเพียงเรื่องเทียบเคียง ว่าการอยู่บนโลกมีร้อนหนาว มืดสว่าง เป็นสิ่งหนีไม่พ้น ถ้าอยากพ้นก็หนีให้ห่างจากบรรยากาศของโลก แต่นี้เป็นสัจธรรมที่เป็นไปไม่ได้ แต่ การปฏิเสธทุกข์ของโลกีย์ ด้วยการเข้าสู่โลกุตตระ เป็นสัจธรรมที่เป็นไปได้ เพียงมีองค์ความรู้แห่งสัมมาทิฏฐิเป็นพื้นฐาน
สองมาตรฐานที่พระพุทธองค์ตรัสให้ไว้ “ทาน ศีล ภาวนา” และ “ศีล สมาธิ ปัญญา”
มาตรฐานแห่ง ทาน ศีล ภาวนา เป็นมาตรฐานองค์ความรู้แห่งโสดาบัน อริยะบุคคลขั้นแรก ด้วยปัญญาปุถุชนทุกคนเข้าถึงได้และต้องถึงมาตรฐานแท้จริง
อะไรคือมาตรฐานแห่งการทาน ไม่ถึงมาตรฐานถ้าจะทานกับสัตว์หรือนักพรตนอกศาสนา ต้องเกื้อกูลพระสงฏ์องค์แห่งความรู้สัมมทิฏฐิให้มั่นคงให้ครบถ้วนด้วยปัจจัยสี่ 
อะไรคือมาตรฐานแห่งศีลห้า มันเป็นมาตรฐานของความเป็นมนุษย์ ๆ คือผู้อยู่ในถานะที่จะเข้าถึงสัมมาทิฏฐิได้
มาตรฐานแห่งภาวนาอย่างน้อยก็ยกจิตตนให้รู้จักสัมมาฏิฐิก่อนตายนั้นเอง
สามมาตรฐานนี้คือภาระอันยิ่งยวดที่มนุษย์ต้องได้ก่อนตาย ซึ่งมันทำได้ง่ายยิ่งหนักแต่กลับมีค่าเหนือกว่าการได้เป็นเทพ เทวดา มนุษย์ผู้มั่งคั่ง แม้ราชา หรือมหาจักรพรรดิเสียอีกทั้งที่ทำให้ได้ยากยิ่ง มันเข้าใจง่ายกว่าวิชาหาเลี้ยงชีพใดๆ คนฉลาดแค่ได้ฟังคำอธิบายแป็บๆ ก็เข้าใจทันที มีปัญญาปานกลางก็อาจใช้เวลาสักสองสามครั้ง คนฉลาดน้อยก็เพียงออกแรงบ้าง อย่างเดียวสำคัญคือความเป็นผู้ไม่มีทิฏฐิ ผู้เปิดจิตตั้งใจฟัง
สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ
เมื่อโลกใบนี้กรม มันเกลี้ยงกว่าลูกส้ม มีที่สูงที่ต่ำ ที่ลึกที่ตื่น…
ผิวหนังเป็นทะเลน้ำ ทราย หิมะ ป่าไม้ ดิน หุ่มความร้อน มีสนามแม่เหล็ก…
มันหมุนรอบตัวมันเองเป็นมุมเอียง และหมุนรอบดวงตาวัน 
และสำคัญมีสัตว์อาศัยอยู่ กับสรรพปัญหาในตัวนอกตัว…
ทุกสิ่งเปลี่ยนแปลง แปลผัน วกวน เป็นอนิจจัง เพราะ
ขอยกเอาปัจจัยเดียวมาเปรียบเทียบเคียง เมื่อมันหมุนจึงมีมืดมีสว่าง มีร้อนมีเย็น มีหดมียืด มีอัดมีขยาย มีกลางวันกลางคืน มีสว่างมากน้อย เช้า สาย บ่าย เย็น เที่ยงคืน มีเวลา ฤดู…
ทุกสิ่งทุกชีวิตบนโลกใบนี้ ย่อมตกอยู่ภายใต้สภาวะเช่นนี้ ไม่มียกเว้น
ถ้าถามว่า กลางคืนดีไหม กลางวันดีไหม ร้อนดีหรือเย็นดี มันจะต่างอะไรกับคำว่า ดีดี หรือชั่วดี สัจธรรมมันเช่นนั้นไร้ดีไร้ชั่ว แต่สัจธรรมดีชั่วมนุษย์บุคคลกำหนดขึ้นตามมา
เมื่อใดที่เราออกห่างพ้นจากสภาวะโลกใบนี้ไป สู่ความสว่างตลอดเวลาของดวงอาทิตย์เราจะไม่มีคำว่ามืดสว่าง ร้อนหนาว วันเวลา มันจะสิ้นสุดแม้คำว่าดี ว่าชั่ว มันจะไม่มีภาษาที่ต้องมาบัญญัติอะไร ๆ ขึ้นมาได้ ทั้งหมดนี้ยกมาอธิบาย สัมมาทิฏฐิ ที่ไม่ได้หมายถึงความดีไม่ดีในโลกีย์ หรือการกระทำใดๆ ของมนุษย์บุคคล แต่มันหมายถึง สภาวะในโลกีย์เป็นเช่นไร นอกโลกีย์เป็นเช่นไร และทำเช่นไรจึงจะออกไปจากโลกีย์ได้ เหมือนออกจากสภาวะโลกสู่สภาวะนอกโลก นี้คือความเห็นชอบ ผู้ที่เห็นสัจธรรมความเป็นจริง ของโลกีย์ โลกุตตระ และรู้วิธีนำตนออกจากสภาวะโลกีย์สู่สภาวะโลกุตตระนี้คือผู้เข้าใจสัมมาทิฏฐิ

วันศุกร์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2567

ซุ่มซ่อนอย่างสุมาอี้: ลับกระบี่หมื่นวัน เพื่อเชือดฟันครั้งเดียว

ซุ่มซ่อนอย่างสุมาอี้: ลับกระบี่หมื่นวัน เพื่อเชือดฟันครั้งเดียว
.
เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่า
บทสรุปสุดท้ายของการต่อสู้อันยาวนาน
ในห้วงสมัยกลียุคอย่างสมัยสามก๊กนั้น
ชัยชนะเบ็ดเสร็จตกอยู่ในมือตระกูลสุมา
ไม่ใช่คนแซ่โจ แซ่เล่า หรือแซ่ซุน
ที่รบกันมาแทบตาย
.
รากฐานความสำเร็จของตระกูลสุมา
เริ่มต้นที่สุมาอี้
ถ่ายทอดสู่บุตรชายสองคนอย่างสุมาสูและสุมาเจียว
และผลิดอกออกผลเต็มที่
ให้รุ่นหลานอย่างสุมาเอี๋ยนได้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์
.
ความเป็นเลิศของสุมาอี้
นอกจากสติปัญญาที่ทัดเทียมกับมังกรหลับอย่างขงเบ้งแล้ว
ความอดทนของเขายังเป็นเลิศกว่าใครในสามก๊กอีกด้วย
.
สุมาอี้เริ่มต้นรับราชการกับโจโฉ
หลังจากที่โจโฉรวบรวมภาคเหนือได้เรียบร้อยแล้ว
ในตอนแรกโจโฉอยากได้ตัวสุมาอี้
เพราะความสามารถของสุมาอี้นั้นเป็นที่กล่าวขานกันทั่วไป
แต่ตัวเขาเองไม่ประสงค์ที่จะทำงานรับใช้เจ้านายขี้ระแวงอย่างโจโฉ
ทั้ง ๆ ที่สุมาหอง บิดาของเขาเคยเป็นผู้บังคับบัญชาเก่า
และผู้มีพระคุณของโจโฉมาก่อน
รวมถึงสุมาหลังพี่ชายคนโตก็รับราชการอยู่กับโจโฉด้วย
.
สุมาอี้กลับอ้างว่าข้อกระดูกไม่ดีนอนป่วยอยู่กับบ้าน
ถึงขนาดโจโฉส่งมือสังหารมาทดสอบดูที่บ้าน
ว่าสุมาอี้ป่วยจริงหรือไม่
มือสังหารจ้วงกระบี่แทงสุมาอี้
ฝ่ายสุมาอี้นั้นคาดการณ์อยู่แล้วว่าโจโฉต้องส่งคนมาทดสอบ
เขานอนนิ่งไม่ไหวติง แสร้งป่วยอย่างแนบเนียนจนจับไม่ได้
มือสังหารจึงกลับไปรายงานโจโฉ
สุมาอี้จึงรอดมาได้ครั้งหนึ่ง
.
ต่อมาเมื่อโจโฉได้เป็นสมุหนายก
ก็คิดอยากได้ตัวสุมาอี้มาใช้งานอีก
คราวนี้กำชับว่าถึงป่วยก็ต้องลากมาให้ได้
สุมาอี้หลีกหนีไม่ได้ จึงก้มหน้ารับใช้โจโฉตั้งแต่บัดนั้น
.
สุมาอี้เคยติดตามโจโฉบุกตีเมืองฮันต๋งของเตียวฬ่อ
และเสนอกลยุทธ์จนตีเมืองฮันต๋งได้
เขาเสนอให้โจโฉบุกตีเสฉวนของเล่าปี่ต่อ
แต่โจโฉไม่ได้ทำตามข้อเสนอถอนทัพกลับเมืองฮูโต๋
.
แม้ได้สุมาอี้มาช่วงใช้ แต่โจโฉไม่เคยวางใจสุมาอี้
ด้วยอุปนิสัย บุคคลิกเจ้าเล่ห์
และโหงวเฮ้งแบบหมาป่าเหลียวหลังของสุมาอี้
สุมาอี้ก็รู้ตัว จึงเข้าคบหาสนิทสนมกับโจผี
บุตรชายคนโตของโจโฉ
หวังให้โจผีเป็นเกราะกำบัง
.
อย่างไรก็ตามโจโฉก็มักห้ามปรามไม่ให้โจผีสนิทสนมกับสุมาอี้มากนัก
นอกจากนี้โจโฉยังเคยฝันว่า
มีม้าสามตัวกินหญ้าในรางเดียวกัน
คำว่า ราง ในภาษาจีนออกเสียงว่า เฉา
ซึ่งพ้องเสียงกับแซ่เฉา (โจ) ของโจโฉ
ส่วนคำว่า ม้า ก็พ้องกับแซ่ซือหม่า (สุมา) ของสุมาอี้
จึงทำนายฝันได้ว่าคนแซ่สุมาจะแย่งชิงอำนาจกับตระกูลโจ
.
ในการขับเคี่ยวชิงตำแหน่งรัชทายาทระหว่างโจผีกับโจสิด
สุมาอี้สนับสนุนโจผีจนโจผีได้เป็นวุยอ๋องแทนบิดา
ต่อมาเขาก็สนับสนุนให้โจผีชิงราชสมบัติพระเจ้าเหี้ยนเต้
เขาเสนอให้โจผีตอบปฏิเสธไปก่อน เพื่อป้องกันคำครหา
ท้ายที่สุดแล้วโจผีก็ล้มราชวงศ์ฮั่นตั้งราชวงศ์วุยได้สำเร็จ
.
สุมาอี้ก้าวหน้าในหน้าที่ราชการจนสิ้นพระเจ้าโจผี
ในรัชกาลพระเจ้าโจยอย
สุมาอี้เป็นผู้ต่อต้านขงเบ้งที่ยกทัพบุกวุยก๊ก
เขาเคยปราบกบฏเบ้งตัดที่แอบสมคบกับขงเบ้งได้อย่างรวดเร็ว
แต่ก็ถูกขงเบ้งวางแผนปล่อยข่าว
จนพระเจ้าโจยอยระแวงสุมาอี้
ปลดจากทุกตำแหน่งให้ไปนอนอยู่บ้าน
เมื่อไม่มีสุมาอี้ กองทัพวุยก็แพ้ต่อจ๊กก๊กติดต่อกัน
จนท้ายที่สุดพระเจ้าโจยอยต้องเรียกสุมาอี้กลับมา
เขาขับเคี่ยวกับมังกรหลับอย่างสูสี
จนขงเบ้งตายคาสนามรบไปเอง
นอกจากนี้สุมาอี้ยังยกทัพตีแคว้นเลียวตั๋ง
ขยายอาณาเขตวุยก๊กให้กว้างใหญ่ไปอีก
จึงได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด
.
ในสมัยพระเจ้าโจฮองยุวกษัตริย์
สุมาอี้ได้เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินร่วมกับโจซอง
แต่โจซองใช้ฐานะอัครมหาเสนาบดี
เลื่อนสุมาอี้ขึ้นเป็นราชครู
ซึ่งเป็นตำแหน่งที่สูงกว่าเดิมแต่ไร้อำนาจทางการเมืองการทหารใด ๆ
สุมาอี้โดนเล่นงานแบบนี้
จึงได้แต่แอบเตรียมแผนการเงียบ ๆ อยู่ที่บ้านหลายปี
เมื่อโจซองส่งคนมาพิสูจน์ว่าสุมาอี้ป่วยจริงหรือไม่
เขาจึงใช้ลูกไม้เดิม คือแกล้งป่วยเหมือนสมัยหนุ่ม ๆ
แกล้งป่วยหนักจนฟั่นเฟือน ทำเป็นหูตาฝ้าฟาง
สุมาอี้ก็ตบตาได้แนบเนียนจนโจซองตายใจ
.
จนวันหนึ่งเมื่อโจซองและคนตระกูลโจส่วนใหญ่
ตามเสด็จพระเจ้าโจฮองออกประพาสนอกเมือง
สุมาอี้ก็เข้ารัฐประหารยึดอำนาจจากโจซอง
แล้วส่งทหารไปกดดันโจซองที่อยู่นอกเมือง
โจซองไม่สู้กลับยอมแพ้หวังจะรักษาทรัพย์สมบัติ
แต่สุดท้ายโจซองและตระกูลโจกลับถูกประหารไปจนแทบสิ้น
นับแต่นั้นอำนาจการปกครองวุยก๊ก
ก็ตกอยู่ในมือของพ่อลูกตระกูลสุมาโดยสิ้นเชิง
.
สุมาอี้เป็นตัวอย่างคนที่อดทนอย่างยิ่งยวด
.
อดทนต่อการถูกเหยียดหยาม
แม้ขงเบ้งส่งชุดสตรีมาเย้ย
สุมาอี้ยังสวมใส่อวดเหล่าทหาร
.
อดทนต่อความทะเยอทะยานของตัวเอง
เขาไม่เร่งร้อนที่จะแสดงตัวในสถานการณ์ที่ยังไม่พร้อม
.
อดทนต่อการรอคอยที่ยาวนาน
แม้ว่าจะถูกระแวงจากคนในตระกูลโจหลายครั้ง
ตั้งแต่รุ่นทวดโจโฉยันรุ่นเหลนโจฮอง
ถูกปลดออก ถูกโยกย้ายไปนั่งตบยุง
แสร้งนอนติดเตียงอยู่กับบ้านหลายปี
.
ในที่สุดผลแห่งความอดทนทั้งปวง
ก็ส่งผลในวันเวลาที่เหมาะสม
เมื่อโอกาสมาถึงเขาไม่ปล่อยให้มันผ่านเลยไปแม้แต่วันเดียว
กระทำการยึดอำนาจทั้งหมดในวุยก๊กแบบสายฟ้าแลบ
.
จริงอยู่ว่าตลอดชีวิต
สุมาอี้อาจฟาดฟันกระบี่แค่ครั้งเดียว
แต่เขาใช้เวลาลับคมกระบี่นั้นนานนับสิบปี
.
ความอึดผิดมนุษย์มนาของสุมาอี้
ทำให้เขาชนะพญามังกรอย่างขงเบ้ง
ฮุบกลืนเอาทุกสิ่งอย่างที่โจโฉสร้างมา
และวางรากฐานให้ตระกูลสุมาเป็นผู้ชนะตัวจริงในสามก๊ก
.
Cr.ภาพ ซีรีย์สามก๊ก 1994
.
เผยแพร่ครั้งแรก : https://premchaiword.wordpress.com/2016/02/18/ก่อร่างอย่างสุมาอี้-ลั/

พลิกประวัติศาสตร์ฟิสิกส์! นักวิทยาศาสตร์เดนมาร์กโชว์เหนือ "สยบแสง" ให้ช้าเท่าจักรยาน ก่อนสั่งหยุดนิ่งสนิทสำเร็จ

พลิกประวัติศาสตร์ฟิสิกส์! นักวิทยาศาสตร์เดนมาร์กโชว์เหนือ "สยบแสง" ให้ช้าเท่าจักรยาน ก่อนสั่งหยุดนิ่งสนิทสำเร็จ เคมบริ...