ที่เล่ามาในคลิปที่แล้ว มันเป็นเพียงเรื่องเทียบเคียง ว่าการอยู่บนโลกมีร้อนหนาว มืดสว่าง เป็นสิ่งหนีไม่พ้น ถ้าอยากพ้นก็หนีให้ห่างจากบรรยากาศของโลก แต่นี้เป็นสัจธรรมที่เป็นไปไม่ได้ แต่ การปฏิเสธทุกข์ของโลกีย์ ด้วยการเข้าสู่โลกุตตระ เป็นสัจธรรมที่เป็นไปได้ เพียงมีองค์ความรู้แห่งสัมมาทิฏฐิเป็นพื้นฐาน
สองมาตรฐานที่พระพุทธองค์ตรัสให้ไว้ “ทาน ศีล ภาวนา” และ “ศีล สมาธิ ปัญญา”
มาตรฐานแห่ง ทาน ศีล ภาวนา เป็นมาตรฐานองค์ความรู้แห่งโสดาบัน อริยะบุคคลขั้นแรก ด้วยปัญญาปุถุชนทุกคนเข้าถึงได้และต้องถึงมาตรฐานแท้จริง
อะไรคือมาตรฐานแห่งการทาน ไม่ถึงมาตรฐานถ้าจะทานกับสัตว์หรือนักพรตนอกศาสนา ต้องเกื้อกูลพระสงฏ์องค์แห่งความรู้สัมมทิฏฐิให้มั่นคงให้ครบถ้วนด้วยปัจจัยสี่
อะไรคือมาตรฐานแห่งศีลห้า มันเป็นมาตรฐานของความเป็นมนุษย์ ๆ คือผู้อยู่ในถานะที่จะเข้าถึงสัมมาทิฏฐิได้
มาตรฐานแห่งภาวนาอย่างน้อยก็ยกจิตตนให้รู้จักสัมมาฏิฐิก่อนตายนั้นเอง
สามมาตรฐานนี้คือภาระอันยิ่งยวดที่มนุษย์ต้องได้ก่อนตาย ซึ่งมันทำได้ง่ายยิ่งหนักแต่กลับมีค่าเหนือกว่าการได้เป็นเทพ เทวดา มนุษย์ผู้มั่งคั่ง แม้ราชา หรือมหาจักรพรรดิเสียอีกทั้งที่ทำให้ได้ยากยิ่ง มันเข้าใจง่ายกว่าวิชาหาเลี้ยงชีพใดๆ คนฉลาดแค่ได้ฟังคำอธิบายแป็บๆ ก็เข้าใจทันที มีปัญญาปานกลางก็อาจใช้เวลาสักสองสามครั้ง คนฉลาดน้อยก็เพียงออกแรงบ้าง อย่างเดียวสำคัญคือความเป็นผู้ไม่มีทิฏฐิ ผู้เปิดจิตตั้งใจฟัง
สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ
เมื่อโลกใบนี้กรม มันเกลี้ยงกว่าลูกส้ม มีที่สูงที่ต่ำ ที่ลึกที่ตื่น…
ผิวหนังเป็นทะเลน้ำ ทราย หิมะ ป่าไม้ ดิน หุ่มความร้อน มีสนามแม่เหล็ก…
มันหมุนรอบตัวมันเองเป็นมุมเอียง และหมุนรอบดวงตาวัน
และสำคัญมีสัตว์อาศัยอยู่ กับสรรพปัญหาในตัวนอกตัว…
ทุกสิ่งเปลี่ยนแปลง แปลผัน วกวน เป็นอนิจจัง เพราะ
ขอยกเอาปัจจัยเดียวมาเปรียบเทียบเคียง เมื่อมันหมุนจึงมีมืดมีสว่าง มีร้อนมีเย็น มีหดมียืด มีอัดมีขยาย มีกลางวันกลางคืน มีสว่างมากน้อย เช้า สาย บ่าย เย็น เที่ยงคืน มีเวลา ฤดู…
ทุกสิ่งทุกชีวิตบนโลกใบนี้ ย่อมตกอยู่ภายใต้สภาวะเช่นนี้ ไม่มียกเว้น
ถ้าถามว่า กลางคืนดีไหม กลางวันดีไหม ร้อนดีหรือเย็นดี มันจะต่างอะไรกับคำว่า ดีดี หรือชั่วดี สัจธรรมมันเช่นนั้นไร้ดีไร้ชั่ว แต่สัจธรรมดีชั่วมนุษย์บุคคลกำหนดขึ้นตามมา
เมื่อใดที่เราออกห่างพ้นจากสภาวะโลกใบนี้ไป สู่ความสว่างตลอดเวลาของดวงอาทิตย์เราจะไม่มีคำว่ามืดสว่าง ร้อนหนาว วันเวลา มันจะสิ้นสุดแม้คำว่าดี ว่าชั่ว มันจะไม่มีภาษาที่ต้องมาบัญญัติอะไร ๆ ขึ้นมาได้ ทั้งหมดนี้ยกมาอธิบาย สัมมาทิฏฐิ ที่ไม่ได้หมายถึงความดีไม่ดีในโลกีย์ หรือการกระทำใดๆ ของมนุษย์บุคคล แต่มันหมายถึง สภาวะในโลกีย์เป็นเช่นไร นอกโลกีย์เป็นเช่นไร และทำเช่นไรจึงจะออกไปจากโลกีย์ได้ เหมือนออกจากสภาวะโลกสู่สภาวะนอกโลก นี้คือความเห็นชอบ ผู้ที่เห็นสัจธรรมความเป็นจริง ของโลกีย์ โลกุตตระ และรู้วิธีนำตนออกจากสภาวะโลกีย์สู่สภาวะโลกุตตระนี้คือผู้เข้าใจสัมมาทิฏฐิ