วันเสาร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2567

อย่าให้อารมณ์ ทำเสียงานใหญ่ คติต้องรู้จาก สามก๊ก

[อย่าให้อารมณ์ ทำเสียงานใหญ่]
.
คนเราตอนตั้งตัวอับจนหนทาง
หากหาที่พึ่งพิงได้ ให้ทำอย่างไรก็ยอม
คนเราพออำนาจบาตรใหญ่คับฟ้า
เมื่ออารมณ์เข้าครอบงำ
หากใครเตือนอะไรก็ลืมตัว
.
“เล่าปี่” เริ่มจากคนทอเสื่อ เป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่ง
เขาไม่ใช่คนที่มีสติปัญญาเลิศล้ำ
ไม่ได้วางแผนเก่ง ไม่ได้มีกลยุทธ์ในการศึก
.
หากแต่เล่าปี่มีความอดทนอดกลั้นมาก
เป็นคนเก็บอารมณ์เก่ง
ก่อนเจอขงเบ้ง..เล่าปี่ยังคงเป็นแค่
“คนที่ต้องอาศัยเขาอยู่”
ไม่ได้มีแผ่นดินให้ตั้งตนแบบขุนพลคนอื่นๆในยุคสามก๊ก
.
ขงเบ้งเป็นบัณฑิตหนุ่ม รุ่นใหม่ไฟแรง
ตอนเจอกันครั้งแรกอายุห่างกันหลัก พ่อ-ลูก
ขงเบ้งวางแผนเก่ง มี IQ หรือสติปัญญาสูง
ขงเบ้งรอคอย..
นายที่เหมาะกับตนมาตลอด
นายที่มีนโยบายแนวทางเดียวกัน
นายที่สามารถใช้ความสามารถของตนได้อย่างเต็มที่
.
และแล้วเล่าปี่ก็เจอขงเบ้ง
เขาไปชวนขงเบ้งถึงบ้านที่เขา “โงลังกั๋ง”
ถึงสามครั้งสามครา
มิอาจมีผู้ใดรู้ได้ว่านี่คือการทดสอบของฟ้า..
หรือขงเบ้งเลือกที่จะทดสอบ “ว่าที่เจ้านาย” ผู้นี้
ว่ามีความมานะอุตสาหะมากน้อยเพียงใด
.
ชั่วชีวิตนี้เล่าปี่เวลาปะทะกับโจโฉ เล่าปี่ไม่เคยชนะแม้เพียงสักครั้ง ต้องหนีหัวซุกหัวซุนเรื่อยมา
.
แต่เมื่อมีขงเบ้ง..
.
.
เพียงครั้งแรกก็รบชนะ ครั้งที่สองก็ชนะ
ครั้งที่สามก็ยังชนะ
แถมยังวางเกมให้ร่วมมือกับ “ซุนกวน”
ต้านทัพโจโฉด้วยกำลังที่น้อยกว่าถึง 1 ต่อ 6
.
ด้วยการวางกลยุทธ์ของขงเบ้ง
ทำให้เล่าปี่ครอง “เกงจิ๋ว”
ทำให้เล่าปี่ครอง “เสฉวน”
ทำให้เล่าปี่ครอง “ฮันต๋ง”
.
ดินแดนในการสร้างตัวของเล่าปี่..
.
ใหญ่ขึ้น ใหญ่ขึ้น และใหญ่ขึ้น
.
และสุดท้าย ก็ด้วยขงเบ้งอีกนี่แหละ
จาก “เล่าปี่” จึงกลายเป็น “พระเจ้าเล่าปี่”
.
ใช่ครับ จาก “คนทอเสื่อ” สุดท้ายได้เป็น “ฮ่องเต้”
แต่เมื่อเป็นฮ่องเต้ สถานะย่อมเปลี่ยนไป
“แนวคิด” เล่าปี่ก็เปลี่ยนตาม
.
เมื่อ กวนอู และ เตียวหุย น้องร่วมสาบานของเล่าปี่
ที่ร่วมหัวจมท้ายกันมา
ชนิดก่อร่างสร้างตัวกันมา ตั้งแต่เสื่อผืนหมอนใบ
ถูก ซุนกวน ฆ่าตาย
.
งานนี้ พระเจ้าเล่าปี่ โกรธเดือดดาล
หวังยกทัพใหญ่ถล่ม ง่อก๊ก ของซุนกวนให้ราบคาบ
“ข้าและซุนกวนมิอาจอยู่ร่วมโลกกันได้”
.
นอกจากความโกรธแค้นที่พี่น้องร่วมสาบานถูกฆ่า
“คำสาบานในสวนท้อ”
ที่เล่าปี่เคยร่วมสาบานเอาไว้กับกวนอูและเตียวหุย
“ว่าจะขอตายใน วัน/เดือน/ปี เดียวกัน”
มันค้ำคอฮ่องเต้ผู้นี้เสียนี่กระไร
ความโกรธนี้คือ “ส่วนตัว” ล้วนๆ
มิได้มี “ส่วนรวม” ปนอยู่แม้แต่น้อย
.
ยุทธศาสตร์ของขงเบ้งในตอนนั้น
ไม่ได้อยากให้เล่าปี่บุกง่อก๊ก
แต่อยากให้ยกทัพบุกวุยก๊ก ของ โจผี(ลูกชายโจโฉ) มากกว่า
ตามยุทธศาสตร์ที่เคยวางเอาไว้สมัยเล่าปี่ไปเชื้อเชิญตนเองถึง 3 ครั้ง
“บุกโจโฉ ผสานซุนกวน”
เพราะหากยึดแดนวุยก๊กได้แล้ว การยึดง่อก๊กก็จะตามมาอย่างง่ายดาย
.
เมื่อคนเปลี่ยนไป ใจย่อมเปลี่ยนแปลง
เมื่อความโกรธบังตา คนมีอำนาจบาตรใหญ่
ย่อมไม่ฟังใคร ยากที่ผู้ใดจะคัดค้าน
ความ “ลืมตน” จึงเกิดขึ้นได้โดยพลัน
.
เล่าปี่ลืมทุกสิ่งอย่างที่ขงเบ้งเคยประเคนให้
สถิติความพ่ายแพ้ของเล่าปี่ที่ถูกหยุดเอาไว้หลังได้ตัวขงเบ้ง
.
ก็เริ่มเดินต่อ..
.
งานนี้เล่าปี่บุกง่อก๊กคนเดียว..
งานนี้ไม่มีขงเบ้ง ผู้ที่คอยวางแผนมาให้ตลอดการสร้างตัว
งานนี้เสมือนประธานบริหารลงมาลุยงานเอง
ไร้ซึ่ง ceo คู่ใจ..คอยวางเกมอยู่เคียงข้าง
.
เมื่อขงเบ้งคัดค้านในการศึกครั้งนี้
เล่าปี่กลับทะนงตนว่าตัวเองใหญ่เทียมฟ้า
ไม่เห็นความจำเป็นต้องมีกุนซือผู้ประเคนทุกสิ่งอย่างผู้นี้..
ไปร่วมรบด้วย
.
สุดท้ายสิ่งที่ขงเบ้งไม่อยากให้เกิดที่สุด ก็เกิดขึ้น
สถิติความพ่ายแพ้ของเล่าปี่.. กลับมาอีกครา
.
เล่าปี่ แพ้ ง่อก๊ก ของ ซุนกวนอย่างราบคาบ
แพ้ให้กับ ลกซุน แม่ทัพอายุคราวลูกที่ซุนกวนส่งมา
ในระหว่างการศึกแม้ผู้ใดเสนอแนะคัดค้านอะไร
เล่าปี่มั่นใจในตัวเองอย่างมาก
จุดแข็งของตนที่เป็นคนฉลาดทางด้านอารมณ์
มลายหายไปสิ้น
.
การพ่ายแพ้ครั้งนี้ ก็มาจากการวางกลยุทธ์โดยเล่าปี่เอง
“ลืมตน” ไปเสียแล้วว่าก่อนได้ขงเบ้งมาช่วยงาน
ตัวเองแพ้พ่ายมามากแค่ไหน
.
สุดท้ายหลังพ่ายศึกครั้งนี้
เล่าปี่ก็ตรอมใจตายลง
.
ทั้งหมดทั้งมวลคงเพราะเล่าปี่ “ลืมตน”
มัวแต่คิดล้างแค้นให้พี่น้อง
ตาม “คำสาบานในสวนท้อ” คำสาบานที่เล่าปี่ไม่เคยลืม
แต่เล่าปี่คงลืมไปแล้ว กับ “บทสนทนาที่โงลังกั๋ง”
คำวิงวอนและความอุตสาหะที่ไปเชื้อเชิญขงเบ้งถึง 3 ครั้ง
.
บทสนทนาที่โงลังกั๋ง :
“หากท่านอาจารย์(ขงเบ้ง) ไม่ช่วยแล้ว
ประชาชนจะร่มเย็นเป็นสุขได้อย่างไร”
พูดพลางก็น้ำตาไหลจนแขนเสื้อเล่าปี่เปียกชุ่ม
.
ขงเบ้งเองก็ซึ้งในความสุจริตใจของเล่าปี่
พูดทิ้งท้ายก่อนตกปากรับคำมาช่วยทำการณ์ใหญ่ว่า
“หากท่านมิทอดทิ้งข้าพเจ้าแล้ว
ข้าพเจ้ายินดีรับใช้ท่านด้วยความเต็มใจ”
.
ถึงเล่าปี่จะคิดเสียดาย..
คิดน้อยเนื้อต่ำใจรู้สึกผิด..
ในวันที่ทุกอย่างจบสิ้นลง..
ก็สายเสียแล้ว 
.
ยามเล่าปี่อยากได้ตัว ดั้นด้นไปหา จะให้ทำอย่างไรก็ทำ
ยามเป็นใหญ่อารมณ์โกรธเข้าแทรก
กลับลืมตัว ไม่เห็นขงเบ้งอยู่ในสายตา
.
คำสาบานที่สวนท้อ เป็นจุดเริ่มของเล่าปี่สู่สมรภูมิ
แต่บทสนทนาที่เขาโงลังกั๋ง..
คือจุดเริ่มของเล่าปี่สู่ “ความยิ่งใหญ่”
คือจุดเริ่มให้ “เล่าปี่” เป็น “พระเจ้าเล่าปี่”
.
เล่าปี่อาจจำไม่ได้
แต่ขงเบ้งไม่เคยลืม..
“หากท่านมิทอดทิ้งข้าพเจ้าแล้ว
ข้าพเจ้ายินดีรับใช้ท่านด้วยความเต็มใจ”
เพราะหลังเล่าปี่จากไป ขงเบ้งก็ยังยึดมั่นค้ำชูลูกชายเล่าปี่
ในการรวมแผ่นดินเป็นหนึ่ง ตราบจนลมหายใจสุดท้าย..
.
จึงไม่แปลกที่ในชีวิตเรา
จะเห็นได้ว่าคนหลายคน “มักลืมตน”
เมื่อตำแหน่งใหญ่ขึ้น อำนาจใหญ่ขึ้น ร่ำรวยมากขึ้น
เมื่ออารมณ์โกรธเข้าครอบงำ อะไรมาห้ามก็เกินต้าน
เพราะกาลเวลาเปลี่ยน สถานะเปลี่ยน
คนย่อมเปลี่ยนตาม
.
ขงเบ้งเอง ก็คงอยากให้เล่าปี่
มีแนวคิดแบบ “เล่าปี่” มิใช่ “พระเจ้าเล่าปี่”
เป็น “เล่าปี่” เหมือนตอนที่ไปเชิญมาร่วมงานด้วยกันถึงสามครั้งสามครา
เป็นเล่าปี่ที่มีความฉลาดทางอารมณ์
ไม่ใช่ “พระเจ้าเล่าปี่” ที่พ่ายแพ้ย่อยยับ
เพราะความ “ลืมตน”

 #สามก๊กตงง้วน

วันพฤหัสบดีที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2567

ตำนาน "เทพบุตร​ สติรอดชมภู"


🎬ตำนาน "เทพบุตร​ สติรอดชมภู" 
"เจ้าของค่ายเพลงอีสานยุคแรก" เป็นผู้นำพาศิลปิน ขุนพลเพลงอีสานยุคบุกเบิกสู่บัลลังค์ความดัง ความสำเร็จ คนแล้วคนเล่า ​  เป็นอีกคนที่อยู่เบื้องหลังผลักดันนักแต่งเพลง ให้นำ "คำอีสาน" อยู่ในบทเพลง​  ไม่ว่าจะเป็น ศักดิ์สยาม เพชรชมพู เทพพร เพชรอุบล ดาว บ้านดอน บานเย็น​ รากแก่น​ ฉวีวรรณ​ ดำเนิน​ ฯลฯ

☘️นายเทพบุตร วิมลชัยฤกษ์ หรือ เทพบุตร สติรอดชมภู ชื่อนี้สำหรับคนติดตามเส้นทางของความเป็น "หมอลำ และลูกทุ่งอีสาน" ท่านเป็นเหมือน "เจ้าของค่ายเพลงอีสานยุคแรก" แม้ในวันนั้นคำว่า "ค่าย" จะยังไม่ถูกนำมาใช้กันอย่างแพร่หลาย เป็นผู้ก่อตั้งคณะหมอลำ "รังสิมันต์" ที่ดังลั่นทั่วภาคอีสานไปจนถึงภาคกลาง มีการบันทึกเสียงลำเรื่องต่อกลอนที่โด่งดังหลายเรื่อง เป็นทั้งผู้สร้างและผลักดันนักร้องดังมากมาย เช่น ศักดิ์สยาม เพชรชมพู, เทพพร เพชรอุบล, ดาว บ้านดอน เป็นต้น

🍂“วงดนตรีลูกทุ่ง” คือ ธุรกิจบันเทิงดั้งเดิม ที่ไม่มีใครพูดถึง เพราะจะไปมองไปที่ความดังและชื่อเสียงของตัว “นักร้อง” เสียมากกว่า ซึ่งเมื่อ 40-50 ปีที่แล้ว วงดนตรีลูกทุ่งกว่าร้อยละ 80 มีนายทุนเป็นผู้บริหาร (เจ้าของ) ส่วนนักร้องที่ได้ชื่อว่าเป็น "หัวหน้าวงดนตรีลูกทุ่ง" คณะนั้นก็มีสถานะแค่เป็น “ลูกจ้าง” ที่ได้ค่าตัวแพงกว่าทุกคนในวงดนตรีเท่านั้น​ เทพบุตร​ เป็นนักธุรกิจบันเทิงคนหนึ่ง ที่มีความเก่งกาจในการบริหารจัดการวงดนตรี หรือคณะหมอลำเรื่อง กว่าจะประสบความสำเร็จ
🍀 เทพบุตร วิมลชัยฤกษ์ ถือเป็นอีกหนึ่งบุคคลสำคัญของวงการเพลงหมอลำ​ และเพลงลูกทุ่งอีสาน​  เทพบุตร วิมลชัยฤกษ์ เป็นโฆษกและนักจัดรายการวิทยุ รวมถึงเป็นเจ้าของบริษัท สำนักงานสยามธุรกิจบันเทิง โดยเขามีส่วนในการเข้าไปเป็นผู้จัดการวงของคณะหมอลำเรื่องต่อกลอน คณะรังสิมันต์ ในช่วงปี พ.ศ. 2510 ซึ่งมีสมาชิกอย่าง ฉวีวรรณ ดำเนิน ศิลปินแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ. 2536 สาขาศิลปะการแสดง เป็นนางเอก และมีพระเอกหมอลำชื่อดัง ทองคำ เพ็งดี รวมถึงได้หมอลำสาวแสนสวยดาวรุ่ง บานเย็น รากแก่น มาร่วมอยู่ในคณะด้วย

🍂มารู้จักกับ "เทพบุตร สติรอดชมภู"
เทพบุตร สติรอดชมภู​  เป็นลูกครึ่ง ฝรั่งเศส-เวียดนาม โดยถือสัญชาติออสเตรเลีย เทพบุตรต้องสู้ชีวิตมาแต่วัยเยาว์ เมื่อเป็นวัยรุ่นพ่อแม่ส่งให้ไปเรียนวิชาชีพตัดเย็บเสื้อผ้าที่ จังหวัดมหาสารคาม หลังจากเลิกเรียนในเวลากลางคืน ก็ไปทำงานพิเศษเพื่อหารายได้ให้แก่ตัวเอง

🍂ปี 2507 เทพบุตรเก็บหอมรอมริบมาร่วม 3-4 ปี จนสามารถเก็บเงินได้ก้อนหนึ่ง จนเปิดร้านเป็นของตัวเอง ชื่อ “ร้านตัดเย็บเสื้อผ้าเทพบุตร” สร้างฐานะให้มั่งคั่ง จากนั้น เทพบุตรไปเช่าเวลาที่สถานีวิทยุทหารอากาศ มหาสารคาม เพื่อจัดรายการเพลงลูกทุ่ง และหมอลำ

🍂ปี 2508 เทพบุตรกับน้องชาย และผองเพื่อน ตั้งวงดนตรีสตริงขึ้นชื่อวง “เทพบุตรชาโดว์” รับงานเดินสายแสดงทั่วภาคอีสาน เป็นที่นิยมของบรรดาแฟนเพลงวัยรุ่นในสมัยนั้นเป็นอย่างมาก
🍂ปี 2510 เทพบุตรเข้าร่วมเป็นหุ้นส่วนอยู่กับ "หมอลำคณะรังสิมันต์" ของ แม่ฉวีวรรณ ดำเนิน เนื่องจากเทพบุตรเป็นคนที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องตัดเย็บเสื้อผ้า ทำให้ชุดหมอลำในยุคนั้นจึงออกมาสวยงามตระการตามาก

🌟แม้ตัวเขาจะไม่ใช่ศิลปินหมอลำ แต่เทพบุตรได้เรียนรู้เรื่องการแสดงหมอลำอย่างทะลุปรุโปร่ง หมอลำไม่ใช่ความบันเทิงแบบบ้านบ้าน หากแต่สามารถสร้างงาน และสร้างธุรกิจด้านการเงินได้เป็นอย่างดี และมีความยั่งยืน เทพบุตรจึงได้นำหมอลำ "คณะรังสิมันต์" แยกตัวจาก "แม่ฉวีวรรณ ดำเนิน" ออกมาดูแลเอง โดยมาตั้งสำนักงานอยู่ที่ซอยบุปผาสวรรค์ ถนนจรัลสนิทวงศ์ กรุงเทพฯ เดิมทีนั้นสำนักงานหมอลำส่วนใหญ่จะอยู่ที่จังหวัดขอนแก่น และมหาสารคาม แต่เทพบุตรนำหมอลำมาอยู่ในซอยบุปผาสวรรค์ ที่เป็นอาณาจักรวงดนตรีลูกทุ่ง เขาได้ปั้นนางเอกหมอลำคนใหม่คือ “บานเย็น รากแก่น” มาคู่กับพระเอกหมอลำคนเดิม "ทองคำ เพ็งดี"

☘️ด้วยคอนเนกชั่นอันกว้างขวางของตัวเทพบุตรเอง ทำให้ "บานเย็น รากแก่น" ได้แสดงหนังเรื่อง “แผ่นดินแม่” ของชรินทร์ นันทนาคร และได้ขับร้องเพลง “คืนเพ็ญเข็นฝ้าย” เมื่อเพลงดัง เทพบุตรก็ตั้ง "วงดนตรีบานเย็น รากแก่น" ทันที เขาทุ่มเทปั้นสาวหมอลำเมืองอุบลฯ เต็มที่ จนเป็นราชินีหมอลำคนที่ 2 ของเมืองไทย ต่อจาก "แม่ฉวีวรรณ ดำเนิน"
🍂ขณะเดียวกัน เทพบุตรได้สร้างนักร้องลูกทุ่งอีสานคนใหม่ คือ “จีระ จีระพรรณ” เจ้าของเพลง "เศรษฐีขายขี้กระบอง" และตั้งวงดนตรีจีระ จีระพรรณ รับงานแสดงเดินสายทั่วประเทศ เมื่อเทพบุตรขัดแย้งแตกหักกับจีระ จีระพรรณ ก็หันมาปั้น “ศักดิ์สยาม เพชรชมภู” จนโด่งดัง และตั้ง "วงดนตรีศักดิ์สยาม เพชรชมภู" เป็น วงดนตรีลูกทุ่งอีสานวงแรก ที่ไม่ต้องพึ่งพาการแสดงหมอลำร่วมด้วย

🌼ช่วงที่เพลงของ "ศักดิ์สยาม" ดังระเบิด เทพบุตรจ่ายค่าตัวให้ศักดิ์สยามแบบเหมาจ่าย วันละ 400 บาท และขยับเป็นวันละ 500 บาท ช่วงปี 2518 กลยุทธ์ในการบริหารวงดนตรี และสร้างนักร้องให้โด่งดัง เทพบุตรจะสร้างสัมพันธ์อันดีกับ “นักจัดรายการวิทยุ” ทั่วภาคอีสาน ในลักษณะต่างตอบแทน เมื่อมัดใจนักจัดรายการวิทยุได้ เพลงของนักร้องในสังกัดเทพบุตรก็จะถูกเชียร์ออกอากาศทางวิทยุมากเป็นพิเศษ
นอกจากนั้น ยังมีนักร้องที่มีชื่อเสียงในยุคนั้นอีกหลายคน ที่เทพบุตรมีส่วนในการสนับสนุน เช่น เทพพร เพชรอุบล, ดาว บ้านดอน, เทพรังสรรค์ ขวัญดารา, สุภาพ ดาวดวงเด่น, อรอุมา สิงห์ศิริ, ร้อยเอ็ด เพชรสยาม, พิมพ์ใจ เพชรพลาญชัย ฯลฯ

🍀บนเส้นทางธุรกิจเพลงลูกทุ่งอีสานวันนี้ ได้เปลี่ยนจากการรวมศูนย์โดยค่ายเพลงค่ายใหญ่ มาสู่สตาร์ทอัพ “อายุน้อยร้อยล้าน” อันไม่ต่างจากยุคเฟื่องฟูของเทพบุตร นักธุรกิจลูกทุ่งหมอลำเมื่อครึ่งศตวรรษที่แล้ว​

☘️ นอกจากวงหมอลำแล้ว เทพบุตร ยังเป็นผู้ผลักดันศิลปินลูกทุ่งอีสาน ศักดิ์สยาม เพชรชมภู (บุญชื่น เสนาราช) ผู้ถ่ายทอดเพลง "ทุ่งกุลาร้องไห้, อ.ส.รอรัก, ตามน้องกลับมหาสารคาม" และ "คักใจเจ้าแล้วบ่" รวมถึง ดาว บ้านดอน (เทียม เศิกศิริ) ศิลปินลูกทุ่งเจ้าของเพลง "คนขี่หลังควาย" ที่ได้รับรางวัล เสาอากาศทองคำพระราชทาน ปี พ.ศ. 2519

🍀ชีวิตครอบครัว
เทพบุตร วิมลชัยฤกษ์ สมรสกับ บานเย็น รากแก่น มีบุตรด้วยกัน 3 คน เป็นหญิง 2 คน ชาย 1 คน คือ แอนนี่, แคนดี้ และ โทนี่ รากแก่น แต่ก็แยกทางกับภรรยาตั้งแต่ลูกทั้ง 3 คนยังเล็กๆ ด้วยปัญหาที่ไม่เข้าใจกันบางประการในช่วงที่ บานเย็น รากแก่น ไปเดินสายทัวร์ในอเมริกาและยุโรป ส่วนตัวเทพบุตรเองไปๆ มาๆ ประเทศไทยและออสเตรเลีย เพื่อทำธุรกิจหลายอย่าง โดยนำลูกทั้ง 3 คนไปเล่าเรียนและอยู่อาศัยที่ออสเตรเลีย

🏆นายเทพบุตร สติรอดชมพู ได้รับรางวัลรางวัล ผู้ที่มีผลงานดีเด่นด้านวัฒนธรรมสัมพันธ์ สาขาสื่อสารวัฒนธรรม จาก มหาวิทยาลัยขอนแก่น ปี พ.ศ. 2554

🌼เทพบุตร วิมลชัยฤกษ์ ได้เสียชีวิตจากไปอย่างสงบเมื่อวันที่1​สิงหาคม2562 ด้วยวัย 76 ปี หลังเข้ารับการรักษาอาการป่วยด้วยโรคมะเร็งที่ท่อน้ำดีและบริเวณตับ เป็นระยะเวลาเกือบ 2 เดือน ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย
    ก่อนหน้าที่จะเสียชีวิต เทพบุตร วิมลชัยฤกษ์ ได้ใช้ชีวิตอยู่ระหว่างประเทศไทย และออสเตรเลีย กับครอบครัว โดยถึงแม้ว่าจะจากไปแล้ว แต่สำหรับหลายๆ คนแล้วเขาคือปูชนียบุคคลสำคัญของวงการเพลงหมอลำและลูกทุ่งไทย ที่สร้างศิลปินไว้ประดับวงการมากมายตลอดไป

เรียบเรียง​โดย... โจ้​ จังโก้
Cr.ประตูสู่อีสานบ้านเฮา🙏ขออนุญาต​ครอบครัวรากแก่น
เครดิตภาพ  @tonirakkaen @kandyrakkaen

#เทพบุตรสติรอดชมภู​ #นักธุรกิจ​ #นักร้อง​ #หมอลำ​ #สำนักงานหมอลำ​ #มหาสารคาม

วันพุธที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2567

ริชาร์ด เกียร์ Richard Gere ดาราฮอลลีวู้ดชื่อดัง เขานับถือศาสนาพุทธ

ริชาร์ด เกียร์ Richard Gere ดาราฮอลลีวู้ดชื่อดัง เขานับถือศาสนาพุทธ ที่เขาศึกษามาจากพระสายธิเบต เขาเป็นผู้ปฏิบัติสมาธิ อย่างสม่ำเสมอจริงจัง และเผยแพร่ให้เพื่อนดาราหลายคนได้เข้ามาสนใจ ดำเนินชีวิตตามด้วย
      ขอแชร์เฟสบุ๊คของ ‘โต๊ะป้าศรี CH Table ‘ ผู้อาวุโสวัย 80 ที่น่าติดตาม เริ่มด้วยเรื่องราวของ ริชาร์ด เกียร์ ที่เขาพูดไว้เอง ตามนี้


ผมเคยลองปลอมตัวเป็นคนไร้บ้าน
มานั่งอยู่กลางนิวยอร์ค 
ไม่มีใครสังเกตเห็นผมเลย 
นี่คือความรู้สึกที่เหล่าคนไร้บ้าน
ต้องเผชิญในทุกๆ วัน 
ผู้คนต่างเดินผ่านหน้าผมไป
และมองผมอย่างรังเกียจ 
มีผู้หญิงเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ใจดี
พอที่จะบริจาคอาหารให้ผมบ้าง 
มันเป็นประสบการณ์ที่ผมจะไม่มีวันลืม 
หลายครั้งที่เราหลงลืมไปว่า
เราโชคดีแค่ไหนที่ได้มีชีวิต
ในแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน 
และนี่คือเหตุผลที่ทำให้ผม
เริ่มบริจาคอาหารและเงิน 100 ดอลล่าร์
ให้กับคนไร้บ้านทุกคนที่ผมเจอ"

ข้อความยาวแต่น่าสนใจมาก 
อ่านแล้วจะทึ่งในความเป็นพุทธะของเขา

จากผู้ชายที่ชื่อ "ริชาร์ด เกียร์" 
บนวิถีแห่ง โพธิสัตว์

เกียร์ทำสมาธิเป็นประจำทุกวัน “เป็นสิ่งที่ช่วยให้ผมเกิดแรงจูงใจในแต่ละวัน” เขาบอกว่า การทำสมาธิของเขา คือ “การทลายกำแพงของอัตตาลง

นานหลายปีแล้วที่ดาราดังของฮอลลีวูด “ริชาร์ด เกียร์” เข้ามาสู่ร่มเงาของพระพุทธศาสนา ซึ่งพระเอกหนุ่มย้ำว่าเป็นหลักการที่เชื่อถือได้อย่างแน่นอน เพราะเขาได้พิสูจน์ด้วยการศึกษาและปฏิบัติอย่างจริงจังตลอดเวลาที่ผ่านมา
“ศาสนาพุทธ เป็นแนวทางที่ผมค้นพบว่าเชื่อถือได้อย่างเต็มที่ เป็นสิ่งที่สืบทอดกันมาแต่ครั้งโบราณ"

เขาได้พบวิธีสร้างสมดุลระหว่าง “ชีวิตที่เป็นเปลือกนอก” คืองานการแสดง และ “ชีวิตที่เป็นแก่นใน” นั่นคือ การพัฒนาจิตวิญญาณและความต้องการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์

เกียร์ยังเสริมด้วยว่า “ในมุมมองทางศาสนาพุทธ ความเขลาที่สุดก็คือ ความเชื่อว่าโลกเป็นดังที่เราเห็นอยู่ จากจุดนี้จึงเกิดความคิดในเรื่อง “ตัวฉัน และของฉัน” ซึ่งเป็นที่มาของสิ่งชั่วร้ายทั้งหลาย ตามหลักศาสนาพุทธ ทุกสิ่งทุกอย่างมีอยู่จริง และมีความสัมพันธ์กัน มนุษย์ทุกคนต้องพึ่งพาซึ่งกันและกัน ผมขอภาวนาให้สรรพสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องร่วมโลกในทิเบต รักษาศีลธรรมความดีงาม เพื่อจะได้ประสบความสุขโดยเร็วในปัจจุบันและอนาคต”

• สู่การเป็นพุทธศาสนิกชน

ริชาร์ด เกียร์ เล่าถึงจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาได้มารู้จักพุทธศาสนา และกลายมาเป็นพุทธศาสนิกชน ว่า
“มีอยู่ 2 ครั้ง ครั้งแรก เมื่อได้อ่านธรรมะ และครั้งที่ 2 เมื่อได้เจอพระอาจารย์ แต่ก่อนหน้านั้น ผมเคยศึกษาปรัชญาในมหาวิทยาลัยมาก่อน ผมรู้จักธรรมะของศาสนา พุทธเป็นครั้งแรกตอนอายุ 20 กว่าๆ ตอนนั้นผมก็เหมือน กับคนหนุ่มทั่วไป ที่ไม่ค่อยมีความสุขในชีวิต ผมไม่รู้ว่ามันเป็นความรู้สึกอยากฆ่าตัวตายหรือเปล่า แต่มันขาดความสุขจริงๆ และมักมีคำถามทำนองว่า “ทำไมต้องเป็นอย่างนั้นด้วย” เกิดขึ้นเสมอ บางครั้งดึกแล้วผมยังออกไปตามร้านหนังสือ อ่านเกือบทุกประเภท และหนังสือที่มีอิทธิพลต่อผมมากที่สุดคือ หนังสือพุทธศาสนาแบบ ทิเบต ของอีแวนส์-เวนทซ์ (Evans-Wentz)

ในหนังสือพูดถึงเรื่องความว่างเปล่า ครั้งแรกผมศึกษา เรื่องเซน ผมจำได้ว่าเดินทางไปแอลเอ เพื่อเข้าโปรแกรมทำสมาธิแบบเซน เป็นเวลา 3 วัน ผมเตรียมตัวก่อนไปเป็นเดือน ฝึกยืดขา เพื่อจะได้ไม่มีปัญหาในการทำสมาธิ ครูคนแรกของผมคือ ซาซากิ โรชิ ซึ่งทั้งดุและใจดีในเวลาเดียวกัน ตอนนั้นผมเพิ่งเริ่มหัดใหม่ ไม่รู้อะไรเลย ผมรู้สึกไม่แน่ใจ แต่ในส่วนลึก ก็ต้องการเรียนรู้จริงๆ ครั้งนั้นผมรู้สึกมีประสบการณ์ที่ดีและถือเป็นส่วนสำคัญสำหรับผม ในการเดินเข้าสู่เส้นทางพุทธศาสนา”

• ฝึกฝนปฏิบัติธรรม เพื่อสร้างโพธิจิต

พระเอกหนุ่มมักหาโอกาสปลีกวิเวกและศึกษาธรรมที่ทิเบตเป็นระยะๆ เขามีความสุขกับการใช้ชีวิตที่นั่น ซึ่งแตกต่างจากชีวิตในฮอลลีวูดโดยสิ้นเชิง เขาเล่าว่ามีเพียงห้องนอนเรียบง่าย และใช้ห้องน้ำรวม น้ำใช้มีจำกัด ไม่มีโทรทัศน์ หรือเครื่องปรับอากาศ หรือแม้แต่หนังสือพิมพ์ เกียร์บอกว่าเหล่านี้ไม่ใช่เป็นการทรมานตัวเอง แต่เป็นเวลาที่เขาจะได้ผ่อนคลาย ได้ทำสมาธิ ได้ปลดปล่อย

“พระอาจารย์ของผมส่วนมากมาจากโรงเรียนเกลุกปะ ของพุทธทิเบต ซึ่งท่านได้สอนในเรื่องความรู้สึกนึกคิด สติปัญญา และการค้นหาความจริง โดยใช้ภาษาง่ายๆ ใช้หลักเหตุและผล และเทคนิคต่างๆในการทำสมาธิ มันจะค่อยๆทำให้ใจของเราเริ่มคุ้นเคยกับการมองสิ่งต่างๆในอีกรูปแบบหนึ่ง

ผมรู้สึกอยู่เสมอว่า "การปฏิบัติธรรมคือการใช้ชีวิตจริง ผมจำได้ว่า เมื่อผมเริ่มทำสมาธิตอนอายุ 24 ปี เพื่อแสวงหาคำตอบให้ชีวิต ครั้งหนึ่งผมซุกตัวอยู่ในอพาร์ตเมนต์เล็กๆเป็นเดือนๆ พยายามฝึกไทชิและนั่งสมาธิ ผมมีความรู้สึกแน่ใจว่า ผมอยู่ในสมาธิตลอดเวลา ไม่เคยหลุดออกมา แม้เวลาจะผ่านมานาน แต่ผมก็ยังมีความรู้สึกเช่นนั้นอยู่ มาถึงตอนนี้ผมสามารถนำมันมาใช้กับโลกภายนอกได้ โดยการฝึกมากขึ้น เฝ้ามองใจของ ตัวเอง พยายามสร้างโพธิจิต(จิตรู้แจ้ง)ให้เกิดขึ้นในใจ”

ในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ถล่มตึกเวิลด์เทรด เซ็นเตอร์ เมื่อวันที่ 11 ก.ย. 45 นั้น เกียร์ให้สัมภาษณ์ว่ากำลังศึกษา และปฏิบัติธรรมอยู่ที่รัฐแมสซาชูเซตส์ เขาได้ให้มุมมองในเรื่องนี้ว่า

“เราต้องคิดว่าบรรดาผู้ก่อการร้ายนั้นได้ก่อความเลว ร้ายให้กับชีวิตภายหน้าของพวกเขาไว้แล้ว เรียกว่าสร้างกรรมชั่ว และเราจะต้องมองให้กว้างไกลว่า เราทุกคนต่าง เกี่ยวโยงกับการกระทำครั้งนี้เช่นกัน” และยังย้ำว่า “เราต้องให้ความรักและเมตตากับทุกคน ไม่เว้นแม้พวกที่ก่อการร้าย ถ้าเราทั้งหลายสามารถที่จะมองพวกผู้ก่อการร้าย ด้วยความคิดว่า เขาเหล่านั้นคือผู้ป่วยที่ต้องได้รับการบำบัดรักษา ยาที่จะรักษาพวกเขาได้ก็คือ ความรักและเมตตานั้นเองไม่มีอะไรจะดีกว่านั้นอีกแล้ว”

เกียร์ทำสมาธิเป็นประจำทุกวัน “เป็นสิ่งที่ช่วยให้ผมเกิดแรงจูงใจในแต่ละวัน” เขาพูด และบอกต่อไปว่าการทำสมาธิของเขา คือ “การทลายกำแพงของอัตตาลง ถ้าคุณต้องการเปลี่ยนตัวตนของคุณให้เป็นอีกคนหนึ่ง และเมื่อคุณได้เรียนรู้การเข้าถึงธรรมชาติของตัวตน คุณจะเริ่มเข้าใจว่าแบบแผนชีวิตของคุณเป็นอย่างไร และอะไรทำให้คุณตกอยู่ในสภาวะสับสน ผิดหวัง ไม่เป็นสุข ดังนั้น คุณก็จะรู้ว่า ทำไมมันถึงเกิดขึ้น และจะหา ทางหลุดจากตรงนั้นได้อย่างไร เพื่อที่จะเดินหน้าต่อไป”

ดาราดังย้ำถึงเป้าหมายสูงสุดในการทำสมาธิว่า “เพื่อที่เราจะได้มีความสุขมากขึ้น คือช่วยทำให้สภาพทางอารมณ์และจิตใจดีขึ้น มันเป็นแนวทางปฏิบัติที่จะพาพวกเราผ่านพ้นความทุกข์ มุ่งหน้าสู่ความสุข แต่เป็นเพราะเราไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร ชีวิตจึงดูวุ่นวายสับสนทุกครั้งไป การอ่านใจตนเอง ก็คือ มองที่ตัวเราเองและเข้าใจจิตวิญญาณ ความเกลียดจะกลายเป็นความรักและนั่นเป็นหนทางที่ผมกำลังปฏิบัติอยู่”

ที่มา: ตัดตอนจากหนังสือธรรมลีลา 
ฉบับที่ 108 พฤศจิกายน 2552 
โดยบุญสิตา

FB: โต๊ะป้าศรี CH Table

พลิกประวัติศาสตร์ฟิสิกส์! นักวิทยาศาสตร์เดนมาร์กโชว์เหนือ "สยบแสง" ให้ช้าเท่าจักรยาน ก่อนสั่งหยุดนิ่งสนิทสำเร็จ

พลิกประวัติศาสตร์ฟิสิกส์! นักวิทยาศาสตร์เดนมาร์กโชว์เหนือ "สยบแสง" ให้ช้าเท่าจักรยาน ก่อนสั่งหยุดนิ่งสนิทสำเร็จ เคมบริ...