[อย่าให้อารมณ์ ทำเสียงานใหญ่]
.
คนเราตอนตั้งตัวอับจนหนทาง
หากหาที่พึ่งพิงได้ ให้ทำอย่างไรก็ยอม
คนเราพออำนาจบาตรใหญ่คับฟ้า
เมื่ออารมณ์เข้าครอบงำ
หากใครเตือนอะไรก็ลืมตัว
.
“เล่าปี่” เริ่มจากคนทอเสื่อ เป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่ง
เขาไม่ใช่คนที่มีสติปัญญาเลิศล้ำ
ไม่ได้วางแผนเก่ง ไม่ได้มีกลยุทธ์ในการศึก
.
หากแต่เล่าปี่มีความอดทนอดกลั้นมาก
เป็นคนเก็บอารมณ์เก่ง
ก่อนเจอขงเบ้ง..เล่าปี่ยังคงเป็นแค่
“คนที่ต้องอาศัยเขาอยู่”
ไม่ได้มีแผ่นดินให้ตั้งตนแบบขุนพลคนอื่นๆในยุคสามก๊ก
.
ขงเบ้งเป็นบัณฑิตหนุ่ม รุ่นใหม่ไฟแรง
ตอนเจอกันครั้งแรกอายุห่างกันหลัก พ่อ-ลูก
ขงเบ้งวางแผนเก่ง มี IQ หรือสติปัญญาสูง
ขงเบ้งรอคอย..
นายที่เหมาะกับตนมาตลอด
นายที่มีนโยบายแนวทางเดียวกัน
นายที่สามารถใช้ความสามารถของตนได้อย่างเต็มที่
.
และแล้วเล่าปี่ก็เจอขงเบ้ง
เขาไปชวนขงเบ้งถึงบ้านที่เขา “โงลังกั๋ง”
ถึงสามครั้งสามครา
มิอาจมีผู้ใดรู้ได้ว่านี่คือการทดสอบของฟ้า..
หรือขงเบ้งเลือกที่จะทดสอบ “ว่าที่เจ้านาย” ผู้นี้
ว่ามีความมานะอุตสาหะมากน้อยเพียงใด
.
ชั่วชีวิตนี้เล่าปี่เวลาปะทะกับโจโฉ เล่าปี่ไม่เคยชนะแม้เพียงสักครั้ง ต้องหนีหัวซุกหัวซุนเรื่อยมา
.
แต่เมื่อมีขงเบ้ง..
.
.
เพียงครั้งแรกก็รบชนะ ครั้งที่สองก็ชนะ
ครั้งที่สามก็ยังชนะ
แถมยังวางเกมให้ร่วมมือกับ “ซุนกวน”
ต้านทัพโจโฉด้วยกำลังที่น้อยกว่าถึง 1 ต่อ 6
.
ด้วยการวางกลยุทธ์ของขงเบ้ง
ทำให้เล่าปี่ครอง “เกงจิ๋ว”
ทำให้เล่าปี่ครอง “เสฉวน”
ทำให้เล่าปี่ครอง “ฮันต๋ง”
.
ดินแดนในการสร้างตัวของเล่าปี่..
.
ใหญ่ขึ้น ใหญ่ขึ้น และใหญ่ขึ้น
.
และสุดท้าย ก็ด้วยขงเบ้งอีกนี่แหละ
จาก “เล่าปี่” จึงกลายเป็น “พระเจ้าเล่าปี่”
.
ใช่ครับ จาก “คนทอเสื่อ” สุดท้ายได้เป็น “ฮ่องเต้”
แต่เมื่อเป็นฮ่องเต้ สถานะย่อมเปลี่ยนไป
“แนวคิด” เล่าปี่ก็เปลี่ยนตาม
.
เมื่อ กวนอู และ เตียวหุย น้องร่วมสาบานของเล่าปี่
ที่ร่วมหัวจมท้ายกันมา
ชนิดก่อร่างสร้างตัวกันมา ตั้งแต่เสื่อผืนหมอนใบ
ถูก ซุนกวน ฆ่าตาย
.
งานนี้ พระเจ้าเล่าปี่ โกรธเดือดดาล
หวังยกทัพใหญ่ถล่ม ง่อก๊ก ของซุนกวนให้ราบคาบ
“ข้าและซุนกวนมิอาจอยู่ร่วมโลกกันได้”
.
นอกจากความโกรธแค้นที่พี่น้องร่วมสาบานถูกฆ่า
“คำสาบานในสวนท้อ”
ที่เล่าปี่เคยร่วมสาบานเอาไว้กับกวนอูและเตียวหุย
“ว่าจะขอตายใน วัน/เดือน/ปี เดียวกัน”
มันค้ำคอฮ่องเต้ผู้นี้เสียนี่กระไร
ความโกรธนี้คือ “ส่วนตัว” ล้วนๆ
มิได้มี “ส่วนรวม” ปนอยู่แม้แต่น้อย
.
ยุทธศาสตร์ของขงเบ้งในตอนนั้น
ไม่ได้อยากให้เล่าปี่บุกง่อก๊ก
แต่อยากให้ยกทัพบุกวุยก๊ก ของ โจผี(ลูกชายโจโฉ) มากกว่า
ตามยุทธศาสตร์ที่เคยวางเอาไว้สมัยเล่าปี่ไปเชื้อเชิญตนเองถึง 3 ครั้ง
“บุกโจโฉ ผสานซุนกวน”
เพราะหากยึดแดนวุยก๊กได้แล้ว การยึดง่อก๊กก็จะตามมาอย่างง่ายดาย
.
เมื่อคนเปลี่ยนไป ใจย่อมเปลี่ยนแปลง
เมื่อความโกรธบังตา คนมีอำนาจบาตรใหญ่
ย่อมไม่ฟังใคร ยากที่ผู้ใดจะคัดค้าน
ความ “ลืมตน” จึงเกิดขึ้นได้โดยพลัน
.
เล่าปี่ลืมทุกสิ่งอย่างที่ขงเบ้งเคยประเคนให้
สถิติความพ่ายแพ้ของเล่าปี่ที่ถูกหยุดเอาไว้หลังได้ตัวขงเบ้ง
.
ก็เริ่มเดินต่อ..
.
งานนี้เล่าปี่บุกง่อก๊กคนเดียว..
งานนี้ไม่มีขงเบ้ง ผู้ที่คอยวางแผนมาให้ตลอดการสร้างตัว
งานนี้เสมือนประธานบริหารลงมาลุยงานเอง
ไร้ซึ่ง ceo คู่ใจ..คอยวางเกมอยู่เคียงข้าง
.
เมื่อขงเบ้งคัดค้านในการศึกครั้งนี้
เล่าปี่กลับทะนงตนว่าตัวเองใหญ่เทียมฟ้า
ไม่เห็นความจำเป็นต้องมีกุนซือผู้ประเคนทุกสิ่งอย่างผู้นี้..
ไปร่วมรบด้วย
.
สุดท้ายสิ่งที่ขงเบ้งไม่อยากให้เกิดที่สุด ก็เกิดขึ้น
สถิติความพ่ายแพ้ของเล่าปี่.. กลับมาอีกครา
.
เล่าปี่ แพ้ ง่อก๊ก ของ ซุนกวนอย่างราบคาบ
แพ้ให้กับ ลกซุน แม่ทัพอายุคราวลูกที่ซุนกวนส่งมา
ในระหว่างการศึกแม้ผู้ใดเสนอแนะคัดค้านอะไร
เล่าปี่มั่นใจในตัวเองอย่างมาก
จุดแข็งของตนที่เป็นคนฉลาดทางด้านอารมณ์
มลายหายไปสิ้น
.
การพ่ายแพ้ครั้งนี้ ก็มาจากการวางกลยุทธ์โดยเล่าปี่เอง
“ลืมตน” ไปเสียแล้วว่าก่อนได้ขงเบ้งมาช่วยงาน
ตัวเองแพ้พ่ายมามากแค่ไหน
.
สุดท้ายหลังพ่ายศึกครั้งนี้
เล่าปี่ก็ตรอมใจตายลง
.
ทั้งหมดทั้งมวลคงเพราะเล่าปี่ “ลืมตน”
มัวแต่คิดล้างแค้นให้พี่น้อง
ตาม “คำสาบานในสวนท้อ” คำสาบานที่เล่าปี่ไม่เคยลืม
แต่เล่าปี่คงลืมไปแล้ว กับ “บทสนทนาที่โงลังกั๋ง”
คำวิงวอนและความอุตสาหะที่ไปเชื้อเชิญขงเบ้งถึง 3 ครั้ง
.
บทสนทนาที่โงลังกั๋ง :
“หากท่านอาจารย์(ขงเบ้ง) ไม่ช่วยแล้ว
ประชาชนจะร่มเย็นเป็นสุขได้อย่างไร”
พูดพลางก็น้ำตาไหลจนแขนเสื้อเล่าปี่เปียกชุ่ม
.
ขงเบ้งเองก็ซึ้งในความสุจริตใจของเล่าปี่
พูดทิ้งท้ายก่อนตกปากรับคำมาช่วยทำการณ์ใหญ่ว่า
“หากท่านมิทอดทิ้งข้าพเจ้าแล้ว
ข้าพเจ้ายินดีรับใช้ท่านด้วยความเต็มใจ”
.
ถึงเล่าปี่จะคิดเสียดาย..
คิดน้อยเนื้อต่ำใจรู้สึกผิด..
ในวันที่ทุกอย่างจบสิ้นลง..
ก็สายเสียแล้ว
.
ยามเล่าปี่อยากได้ตัว ดั้นด้นไปหา จะให้ทำอย่างไรก็ทำ
ยามเป็นใหญ่อารมณ์โกรธเข้าแทรก
กลับลืมตัว ไม่เห็นขงเบ้งอยู่ในสายตา
.
คำสาบานที่สวนท้อ เป็นจุดเริ่มของเล่าปี่สู่สมรภูมิ
แต่บทสนทนาที่เขาโงลังกั๋ง..
คือจุดเริ่มของเล่าปี่สู่ “ความยิ่งใหญ่”
คือจุดเริ่มให้ “เล่าปี่” เป็น “พระเจ้าเล่าปี่”
.
เล่าปี่อาจจำไม่ได้
แต่ขงเบ้งไม่เคยลืม..
“หากท่านมิทอดทิ้งข้าพเจ้าแล้ว
ข้าพเจ้ายินดีรับใช้ท่านด้วยความเต็มใจ”
เพราะหลังเล่าปี่จากไป ขงเบ้งก็ยังยึดมั่นค้ำชูลูกชายเล่าปี่
ในการรวมแผ่นดินเป็นหนึ่ง ตราบจนลมหายใจสุดท้าย..
.
จึงไม่แปลกที่ในชีวิตเรา
จะเห็นได้ว่าคนหลายคน “มักลืมตน”
เมื่อตำแหน่งใหญ่ขึ้น อำนาจใหญ่ขึ้น ร่ำรวยมากขึ้น
เมื่ออารมณ์โกรธเข้าครอบงำ อะไรมาห้ามก็เกินต้าน
เพราะกาลเวลาเปลี่ยน สถานะเปลี่ยน
คนย่อมเปลี่ยนตาม
.
ขงเบ้งเอง ก็คงอยากให้เล่าปี่
มีแนวคิดแบบ “เล่าปี่” มิใช่ “พระเจ้าเล่าปี่”
เป็น “เล่าปี่” เหมือนตอนที่ไปเชิญมาร่วมงานด้วยกันถึงสามครั้งสามครา
เป็นเล่าปี่ที่มีความฉลาดทางอารมณ์
…
ไม่ใช่ “พระเจ้าเล่าปี่” ที่พ่ายแพ้ย่อยยับ
เพราะความ “ลืมตน”
#สามก๊กตงง้วน