วันศุกร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567

เราจะอยู่รอดได้นานแค่ไหนถ้าดวงอาทิตย์ดับกระทันหัน

เราจะอยู่รอดได้นานแค่ไหนถ้าดวงอาทิตย์ดับกระทันหัน

หากดวงอาทิตย์ดับไปอย่างกระทันหัน ผลกระทบที่ตามมาจะส่งผลร้ายแรงต่อระบบนิเวศและมนุษยชาติอย่างรวดเร็วและรุนแรง เนื่องจากดวงอาทิตย์เป็นแหล่งพลังงานหลักของโลกทั้งในด้านแสงสว่าง ความร้อน และกระบวนการชีวภาพต่าง ๆ

ผลกระทบที่เกิดขึ้นทันที

1. การสูญเสียแสงสว่าง

โลกจะเข้าสู่ความมืดทันทีเนื่องจากไม่มีแสงอาทิตย์ แต่เราจะยังคงมองเห็นแสงจากดวงอาทิตย์ที่เดินทางมาถึงโลกในช่วง 8 นาที 20 วินาทีสุดท้าย (เพราะแสงเดินทางด้วยความเร็วแสง)

หลังจากนั้นโลกจะมืดสนิท และในระยะยาว พืชที่อาศัยแสงอาทิตย์เพื่อสังเคราะห์แสงจะตายอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะส่งผลต่อห่วงโซ่อาหารทั้งหมด

2. การลดลงของอุณหภูมิ

อุณหภูมิของโลกจะลดลงอย่างรวดเร็ว ภายใน 1 สัปดาห์ อุณหภูมิพื้นผิวโลกอาจลดต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง และภายใน 1 ปี มหาสมุทรส่วนใหญ่จะกลายเป็นน้ำแข็ง

ในระยะยาว (หลายปี) โลกอาจกลายเป็น "โลกน้ำแข็ง" (Snowball Earth)

3. แรงโน้มถ่วง

หากดวงอาทิตย์ "ดับ" ในเชิงที่ไม่มีแรงโน้มถ่วงอีกต่อไป โลกและดาวเคราะห์อื่น ๆ ในระบบสุริยะจะหลุดออกจากวงโคจรและเคลื่อนที่ออกไปในอวกาศอย่างไร้ทิศทาง

ความเป็นไปได้ในการเอาชีวิตรอด

1. การใช้พลังงานสำรอง

มนุษย์สามารถอยู่รอดได้ชั่วคราวในที่พักที่สร้างระบบพลังงานสำรอง เช่น การใช้พลังงานนิวเคลียร์ใต้ดิน หรือการพึ่งพาพลังงานความร้อนใต้พิภพ

2. การสร้างระบบอาศัยใต้ดิน

การสร้างสังคมมนุษย์ใต้ดินลึกลงไปในชั้นเปลือกโลก ซึ่งยังคงมีความร้อนจากแกนโลกอยู่ เป็นทางเลือกที่อาจช่วยให้มนุษย์อยู่รอดได้ชั่วคราว

3. แหล่งอาหารสำรอง

หากมนุษย์สามารถพึ่งพาแหล่งอาหารจากพืชที่เพาะปลูกในระบบปิด เช่น โรงเรือนที่ใช้แสงจากพลังงานสำรอง หรือแหล่งโปรตีนจากแมลง ก็อาจช่วยยืดอายุการอยู่รอดได้อีกระยะหนึ่ง

ระยะเวลาที่มนุษย์อาจอยู่รอด

ในสภาวะปกติที่ไม่มีแสงอาทิตย์และอุณหภูมิลดลงเรื่อย ๆ มนุษย์บนพื้นผิวโลกอาจอยู่รอดได้เพียง ไม่กี่เดือน หากไม่มีการเตรียมการใด ๆ

หากมนุษย์สามารถสร้างระบบเอาชีวิตรอดใต้ดินหรือพึ่งพาพลังงานสำรองได้ อาจสามารถอยู่รอดได้เป็นเวลา หลายปีถึงหลายสิบปี ขึ้นอยู่กับทรัพยากรที่มี

การแสวงหาทางรอดในระยะยาว

การอพยพออกจากโลก: มนุษย์อาจต้องพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศเพื่อเดินทางไปยังระบบสุริยะอื่นที่มีดาวฤกษ์เพื่อเป็นแหล่งพลังงาน

การวิจัยพลังงาน: การสร้างแหล่งพลังงานเทียม เช่น การใช้พลังงานนิวเคลียร์ฟิวชัน หรือพลังงานจากปฏิกิริยาเคมีในปริมาณมหาศาล อาจช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิตได้

หากดวงอาทิตย์ดับไป มนุษย์จะเผชิญกับความท้าทายมหาศาล และการเอาชีวิตรอดในระยะยาวจะขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีและความสามารถในการปรับตัวของเราอย่างแท้จริง.

TON 618 ซึ่งเป็นหนึ่งในหลุมดำมวลยิ่งยวด (supermassive black holes) ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดอันดับสอง เท่าที่มนุษย์ค้นพบ

ภาพนี้เปรียบเทียบระหว่างขนาดของระบบสุริยะและ TON 618 ซึ่งเป็นหนึ่งในหลุมดำมวลยิ่งยวด (supermassive black holes) ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดอันดับสอง เท่าที่มนุษย์ค้นพบ โดยหลุมดำนี้ตั้งอยู่ห่างจากโลกประมาณ 10.8 พันล้านปีแสงในทิศทางของกลุ่มดาว Canes Venatici และมีมวลประมาณ 66 พันล้านเท่าของมวลดวงอาทิตย์

รายละเอียดสำคัญ

1. TON 618: เป็นหลุมดำมวลยิ่งยวดที่อยู่ใจกลางของควาซาร์ (quasar) ซึ่งแผ่รังสีสว่างมากจนสามารถมองเห็นได้จากระยะไกลมหาศาล หลุมดำนี้มีอิทธิพลแรงโน้มถ่วงที่ครอบคลุมพื้นที่กว้างใหญ่จนเปรียบเทียบกับระบบสุริยะได้ยาก

2. ระบบสุริยะ (Solar System): ในภาพแสดงให้เห็นว่าระบบสุริยะขนาดใหญ่ของเรานั้นเล็กจิ๋วเมื่อเทียบกับ TON 618 การเปรียบเทียบนี้แสดงให้เห็นถึงความมหึมาและพลังอันยิ่งใหญ่ของวัตถุจักรวาลในเอกภพ

ภาพนี้ทำให้เราเห็นถึงความแตกต่างขนาดอันน่าทึ่งในเอกภพ และช่วยสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับขอบเขตของจักรวาล รวมถึงการทำให้มนุษย์ตระหนักถึงความเล็กของตัวเองเมื่อเทียบกับจักรวาลอันกว้างใหญ่
#จักรวาลกว้างใหญ่
#หลุมดำมวลยิ่งยวด
#TON618
#ระบบสุริยะ
#เปรียบเทียบขนาด
#ความลึกลับของเอกภพ
#ดาราศาสตร์
#ความน่าทึ่งของจักรวาล
#ความรู้เกี่ยวกับอวกาศ
#พลังของหลุมดำ

วันพฤหัสบดีที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567

กลไกแอนติคิเธียรา (Antikythera Mechanism) ที่ถูกค้นพบ ในปี 1900

ในปี 1900 นักดำน้ำหาฟองน้ำได้ค้นพบ กลไกแอนติไคเธอรา ในซากเรืออับปาง โดยเผยให้เห็นคอมพิวเตอร์อะนาล็อกอายุ 2,000 ปีที่สามารถทำนายเหตุการณ์ท้องฟ้าและเวลาโอลิมปิกได้ ความลับของมันคงอยู่

กลไกแอนติคิเธียรา (Antikythera Mechanism) คืออุปกรณ์สำหรับช่วยคำนวณทางดาราศาสตร์ กลไกนี้สามารถคำนวณบอกปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ในหลายแขนง อาทิ คำนวณเพื่อติดตามการโคจรของดวงจันทร์ ช่วยในการคำนวณการเกิดสุริยคราส และจันทรคราส รวมทั้งใช้ติดตามการโคจรของดาวเคราะห์ดวงอื่นในระบบสุริยะ เช่น ดาวอังคาร ดาวพุธ ดาวพฤหัสบดี ดาวศุกร์ และดาวเสาร์ นอกจากนี้ ชาวกรีกยังใช้กลไกแอนติคิเธียราในการคำนวณเพื่อทำนายสุริยุปราคาได้ล่วงหน้านานหลายทศวรรษ นอกจากนี้ยังใช้เป็นปฏิทินบอกวันเวลา เพื่อให้ชาวกรีกสามารถทราบเวลาที่จะใช้ในการดำรงชีวิต ทั้งการเพาะปลูก และการประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้อง หรือแม้แต่การคำนวณหารอบเวลาในการแข่งขันกีฬา เช่น การคำนวณเพื่อหาวันเวลาอันเป็นวาระที่เหมาะสมในการจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกโบราณ

ความน่าทึ่งของกลไกนี้ก็คือ จากการคำนวณพบว่า กลไกนี้น่าจะมีอายุราว ๆ 2,200 ปี ในยุคสมัยกรีซโบราณ (Ancient Greece) และด้วยความที่กลไกแต่ละชิ้นประกอบไปด้วยชิ้นส่วนที่มีความละเอียด ซับซ้อน และล้ำหน้าได้ขนาดนี้ สิ่งที่ยังคงเป็นปริศนาจนถึงปัจจุบันก็คือ ชาวกรีกสร้างสิ่งนี้มาเพื่ออะไรกันแน่ รวมทั้งคำถามที่ว่า พวกเขาใช้ความรู้ด้านคณิตศาสตร์ วิศวกรรม หรือแม้แต่ในด้านวัสดุศาสตร์ในระดับสูง เพื่อประดิษฐ์และผลิตชิ้นส่วนภายในกลไก ที่ประกอบไปด้วยชิ้นส่วนโลหะที่ละเอียดอ่อน ตั้งแต่เข็ม หน้าปัด เรื่อยจนไปถึงฟันเฟืองขนาดต่าง ๆ ที่ดูล้ำยุคเกินกว่าภูมิปัญญาและเทคโนโลยีในเวลานั้นจะผลิตออกมาได้อย่างไร ยังไม่รวมคำถามที่ว่า กลไกนี้ใช้หลักการใดอ้างอิงวิธีการและผลการคำนวณ

ทำให้กลไกนี้ถูกจัดให้เป็นหนึ่งในวัตถุโบราณที่ถูกเรียกว่าเป็น ‘Out of Place Artifacts’ (OOParts) หรือวัตถุสิ่งประดิษฐ์จากยุคโบราณที่ดูล้ำหน้าผิดจากยุคสมัย ไม่สอดคล้องกับประวัติศาสตร์ หรือภูมิปัญญาของคนยุคนั้น ๆ ตามข้อเท็จจริงตามประวัติศาสตร์ เพราะทั้งช่วงเวลาก่อนหน้า และหลังจากที่กลไกนี้ถูกประดิษฐ์ขึ้น ก็แทบไม่มีการค้นพบสิ่งประดิษฐ์ใด ๆ ที่คล้ายคลึงและใกล้เคียงกับกลไกนี้เลย กว่าที่ชาวยุโรปจะสามารถประดิษฐ์คิดค้นนาฬิกาจักรกล (Mechanical Clock) หรือนาฬิกาไขลานขึ้นมาได้ ก็ต้องรอเวลานานจนเข้าศตวรรษที่ 13 หรืออีกราว ๆ 1,000 ปีหลังจากนั้น

กลไกแอนติคิเธียรา ถูกค้นพบครั้งแรกในปี 1901 หรือเมื่อ 122 ปีที่แล้ว โดย เอเลียส สตาดิอาติส (Elias Stadiatis) นักประดาน้ำค้นหาฟองน้ำทะเลชาวกรีก ได้ค้นพบซากเรือสินค้าของชาวกรีกโบราณที่อับปาง จมอยู่ใต้มหาสมุทรที่ความลึก 45 เมตร (148 ฟุต) นอกชายฝั่งพอยต์กลีฟาเดีย (Point Glyphadia) ใกล้พื้นที่เกาะแอนติคิเธียรา (Antikythera Island) ที่ตั้งอยู่กลางทะเลอีเจียน (Aegean) อันเป็นที่มาของชื่อกลไก ในซากเรือลำนี้ยังมีวัตถุโบราณ รวมทั้งสินค้ามากมายอยู่ภายใน ทั้งข้าวของเครื่องใช้ เครื่องปั้นดินเผา รูปปั้นทองสัมฤทธิ์และหินอ่อน เครื่องแก้ว เครื่องประดับ เหรียญ ฯลฯ แต่สิ่งที่ค้นพบและสร้างความฉงนให้กับนักสำรวจก็คือ มีการพบเครื่องมือบางอย่างที่บรรจุอยู่ในกล่องไม้ กว้าง 34 ซม. ยาว 18 ซม. สูง 9 ซม. ภายในมีชิ้นส่วนต่าง ๆ เช่นโครงสร้างที่มีอักษรจารึก มีกลไกคล้ายด้ามสำหรับใช้มือจับหมุนด้านข้าง ทั้งหมดทำขึ้นจากสัมฤทธิ์ (โลหะผสมทองแดง) ทั้งด้านหน้าและหลังของกลไกมีหน้าปัดและเข็มชี้สำหรับอ่านผลลัพธ์ หน้าตาคล้ายหน้าปัดนาฬิกา 3 เรือนที่อยู่ในกล่องเดียวกัน โดยที่ชิ้นส่วนของตัวกล่องและแป้นหมุน มีอักษรจารึกไว้ประมาณ 2,000 ตัวอักษร

นอกจากนี้ ก็ยังประกอบไปด้วยฟันเฟืองขนาดต่าง ๆ ราว 30 ชิ้น โดยฟันเฟืองบางชิ้นถูกค้นพบภายหลัง เนื่องจากบางชิ้นส่วนเกิดการผุกร่อนและเข้าไปติดกับเศษหิน ฟันเฟืองชิ้นที่ใหญ่ที่สุดของกลไกนี้ที่มีการค้นพบ มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 13 เซนติเมตร และมีฟันเฟืองจำนวน 223 ซี่ รวมชิ้นส่วนทั้งหมดที่ค้นพบรวม 82 ชิ้นส่วน ซึ่งถือว่าเป็นเพียงแค่ส่วนเสี้ยวของกลไกทั้งหมด เพราะเชิ้นส่วนที่เหลือของกลไกราว ๆ 2 ใน 3 ได้สูญหายไปหมดแล้ว ชิ้นส่วนกลไกทั้งหมดที่ถูกค้นพบ ด้ถูกนำไปเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์โบราณคดีแห่งชาติ กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ

Cr. : สุชยา เกษจำรัส

ทันโลก

พลิกประวัติศาสตร์ฟิสิกส์! นักวิทยาศาสตร์เดนมาร์กโชว์เหนือ "สยบแสง" ให้ช้าเท่าจักรยาน ก่อนสั่งหยุดนิ่งสนิทสำเร็จ

พลิกประวัติศาสตร์ฟิสิกส์! นักวิทยาศาสตร์เดนมาร์กโชว์เหนือ "สยบแสง" ให้ช้าเท่าจักรยาน ก่อนสั่งหยุดนิ่งสนิทสำเร็จ เคมบริ...