วันพุธที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569

ยานวอยเอเจอร์ 1 เตรียมหนีห่างจากโลก เป็นระยะทาง 1 วันแสง!! ในวันที่ 13 พฤศจิกายน 2026

ยานวอยเอเจอร์ 1 เตรียมหนีห่างจากโลก เป็นระยะทาง 1 วันแสง!! ในวันที่ 13 พฤศจิกายน 2026… เมื่อเราคำนวณจากตำแหน่งและเส้นทางโคจร เป็นไปได้สูงอย่างยิ่งที่ยานจะเดินทางข้ามผ่านระยะ 1 วันแสงได้สำเร็จในวันที่ 13 พฤศจิกายน 2026 ปัจจุบันยานกำลังพุ่งทะยานฝ่าอวกาศด้วยความเร็วสูงถึง 61,198 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และอยู่ห่างจากโลกออกไปไกลถึง 169.5 หน่วยดาราศาสตร์ (AU) หรือคิดเป็นระยะทาง 0.00268028 ปีแสง 
.
ระยะทางที่มหาศาลนี้ทำให้คลื่นวิทยุซึ่งเดินทางไวเท่าความเร็วแสง ยังต้องใช้เวลาวิ่งนานถึง 23 ชั่วโมง 29 นาทีสำหรับการเดินทางเพียงขาเดียว ในการทำงานจริง นั่นหมายความว่าหากศูนย์ควบคุมบนโลกส่งคำสั่งใหม่ไปให้ยานวันนี้ กว่าคำสั่งจะไปถึงและกว่ายานจะส่งสัญญาณตอบกลับมายืนยัน ทีมงานต้องรอคอยข้ามวันข้ามคืนเกือบสองวันเต็ม การพูดคุยกับสิ่งประดิษฐ์ของมนุษย์ที่อยู่ไกลที่สุดเท่าที่เคยมีมา จึงเป็นโจทย์สุดหินและเป็นความท้าทายทางวิศวกรรมการสื่อสารที่ต้องอาศัยทั้งความแม่นยำและความอดทนอย่างสูงจริงๆ
.
ย้อนกลับไปในปี 1977 โครงการนี้เริ่มต้นขึ้นด้วยการปล่อยยานแฝด วอยเอเจอร์ 1 (Voyager 1) และ วอยเอเจอร์ 2 (Voyager 2) ขึ้นสู่อวกาศ โดยพก แผ่นจานทองคำ (Golden Record) ที่เป็นเหมือนแคปซูลกาลเวลาบรรจุเรื่องราว ภาพ และเสียงของมนุษยชาติไปด้วย 
.
ในช่วงแรกของการเดินทาง วอยเอเจอร์ 1 รับหน้าที่แวะสำรวจ ดาวพฤหัสบดี (Jupiter) และ ดาวเสาร์ (Saturn) ส่วนยานแฝดอีกดวงก็ใช้เส้นทางที่เอื้อให้เดินทางต่อไปทักทาย ดาวยูเรนัส (Uranus) และ ดาวเนปจูน (Neptune) 
.
ความก้าวหน้าครั้งประวัติศาสตร์เกิดขึ้นเมื่อวอยเอเจอร์ 1 บินทะลุผ่าน เฮลิโอพอส (Heliopause) ซึ่งเป็นเขตแดนสุดท้ายที่ลมสุริยะจากดวงอาทิตย์แผ่อิทธิพลไปถึง แล้วก้าวเข้าสู่พื้นที่ อวกาศระหว่างดาว (Interstellar space) ได้เป็นลำแรกของโลก ตรงรอยต่อด่านสุดท้ายนี้เอง ยานได้เจอกับปรากฏการณ์ที่สื่อมักเอาไปพาดหัวข่าวว่ายานกำลังพุ่งผ่าน "กำแพงไฟ" 
.
แต่ในความเป็นจริงทางฟิสิกส์ บริเวณนั้นไม่ได้มีเปลวไฟลุกไหม้แต่อย่างใด มันคือกลุ่มพลาสมาที่มีอุณหภูมิสูง ซึ่งเกิดจากการชนกันอย่างรุนแรงระหว่างอนุภาคที่ดวงอาทิตย์พ่นออกมา กับรังสีคอสมิกความเร็วสูงที่พุ่งสวนมาจากนอกระบบสุริยะ การฝ่าด่านสำคัญนี้ทำให้นักวิทยาศาสตร์ได้ข้อมูลสภาพแวดล้อมของอวกาศระหว่างดาวจากสถานที่จริงเป็นครั้งแรก
.
ปลายทางของวอยเอเจอร์ 1 คือการเดินทางที่ไม่มีวันสิ้นสุด แม้แหล่งพลังงานนิวเคลียร์บนยานจะค่อยๆ หมดลงจนเราต้องบอกลากันอย่างถาวรในช่วงต้นปี 2030 แต่ตัวยานก็จะยังคงพุ่งทะยานต่อไปข้างหน้าเรื่อยๆ ด้วยแรงเฉื่อย 
.
สถานีต่อไปของมันคือ เมฆออร์ต (Oort cloud) ซึ่งเป็นดงน้ำแข็งขนาดยักษ์ที่ห่อหุ้มระบบสุริยะและเป็นบ้านเกิดของเหล่าดาวหาง ยานต้องบินต่อไปอีกราว 300 ปีกว่าจะถึงขอบด้านใน และใช้เวลาอีกถึง 30,000 ปีกว่าจะทะลุผ่านพื้นที่นี้ออกไปได้ 
.
เมื่อเดินทางไปได้ราว 40,000 ปี ยานจะไปเฉียดใกล้ดาวฤกษ์ กลีเซอ 445 (Gliese 445 หรือ AC +79 3888) ที่ระยะห่าง 1.7 ปีแสง
.
โอกาสที่ยานจะบินไปชนดาวฤกษ์หรืออุกกาบาตยักษ์กลางทางจนแหลกสลายนั้นแทบจะเป็นศูนย์ เพราะอวกาศนั้นมีความว่างเปล่าระดับมหาศาล ในทางสถิติแล้วกว่ายานจะบังเอิญไปพุ่งชนเข้ากับดาวฤกษ์สักดวงอาจต้องกินเวลานานถึง 10 ยกกำลัง 20 ปี เลยทีเดียว (ระยะเวลาที่มากกว่าอายุจักรวาลหลายล้านล้านเท่ามาก) สิ่งนี้ทำให้โครงสร้างของยานรวมถึง แผ่นจานทองคำ (Golden Record) จะยังคงล่องลอยเป็นอนุสรณ์สถานแห่งความทรงจำตลอดไป (หรือจนกว่าจะมีใครสักคนไปค้นพบ!) เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันถึงการมีอยู่ของมนุษยชาติในกาแล็กซีทางช้างเผือกแห่งนี้

#ดาราศาสตร์ #วิทยาศาสตร์ #วอยเอเจอร์ #อวกาศ #ระบบสุริยะ #Voyager1 #ฟิสิกส์ #การสำรวจอวกาศ #NASA #นาซา #Voyager

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

เอิตซี มนุษย์น้ำแข็ง กับ ปริศนาอายุราว 5,300 ปี

เอิตซี มนุษย์น้ำแข็ง กับ ปริศนาอายุราว 5,300 ปี        กันยายน ค.ศ. 1991 เทือกเขาแอลป์เอิทซ์ทาล นักเดินเขาสองคนกำลังลัดเลาะอยู่ท...