“กรรม-พันธ์”
ถ้าดีเอ็นเอ คือตัวบันทึกข้อมูลทางพันธุกรรมทั้งหมดที่ถูกเก็บไว้ และพร้อมที่จะปล่อยพลังออกมาเรื่อยๆนับแต่วินาทีแรกของชีวิต จนถึงวินาทีสุดท้าย “จิต” ก็คือตัวบันทึกข้อมูลทางวิบากกรรม และจะค่อยๆปล่อยพลังออกมาตลอดชีวิตเช่นกัน จะต่างกันก็ตรงที่ ดีเอ็นเอ ส่งผลทางด้านกายภาพ เช่น รูปร่าง หน้าตา ผิวพรรณ โรคภัยไข้เจ็บ ฯลฯ แต่จิต จะส่งผลทางด้านนามธรรมความรู้สึก เช่น ใจร้อน ใจเย็น ใจน้อย ใจดี ใจร้าย ฯลฯ ฝาแฝดแท้มีปัจจัยทางกายภาพและดีเอ็นเอเหมือนกันทุกประการ แต่สิ่งที่ต่างกันคือวิบากกรรมในจิต
นักวิทยาศาสตร์รู้ว่า การที่คนบางคนเกิดมามี”ผิวดำ” ก็เพราะมีดีเอ็นเอที่เป็นองค์ประกอบสีผิวทางพันธุกรรม ทำหน้าที่นี้อยู่ เช่นเดียวกัน นักปฏิบัติธรรมที่บรรลุญาณ จะรู้ว่า การที่คนบางคนเกิดมา”ใจดำ” ก็เพราะมีเจตสิกที่เป็นองค์ประกอบของวิบากกรรมทำหน้าที่อยู่เช่นกัน สิ่งที่ต่างคือผิวดำเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่ใจดำสามารถเปลี่ยนได้ถ้ามีสติปัญญาสูงขึ้น
กรรมพันธ์ทำงานผ่านยีนและดีเอ็นเอ ส่วนวิบากกรรมทำงานผ่านจิตและเจตสิก ทั้งสองส่วนผสมรวมกันเป็นขันธ์ห้า ก่อกำเนิดเป็นสิ่งมีชีวิต วิบากกรรมแสดงออกในรูปของความรู้สึก เวทนา ตัณหา และกรรมพันธ์มารับช่วงทำให้เกิดอุปาทาน (ตัวกู ของกู)
จิตใช้สมองซีกขวาเป็นเครื่องมือในการสร้างความรู้สึก ส่วนการคิด เกิดจากการทำงานของสมองซีกซ้าย และตามปกติชีวิตของคนเราจะดำเนินไปตามความรู้สึก การสวนทิศทางของความรู้สึกทำได้ยากกว่าความคิด ซึ่งความรู้สึกส่งผลต่อระบบประสาทและฮอร์โมน เหนี่ยวนำให้สวิทซ์พันธุกรรมทำงานกระตุ้นยีนและดีเอ็นเอ ทั้งกรรมพันธ์และวิบากกรรม จึงทำงานประสานกันอย่างกลมกลืน
ยีนมีส่วนทำให้เกิดโรคประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ เช่น คนที่เป็นโรคหัวใจ มียีนที่ส่งเสริมให้เป็นอยู่ประมาณ 55 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่อีก 45 เปอร์เซ็นต์เกิดจากสภาพแวดล้อม คนที่เป็นโรคอัลไซเมอร์ มียีนส่งเสริมให้เป็น (APOE-e4)อยู่ประมาณ 40-65% นั่นหมายความว่า ประมาณครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยอัลไซเมอร์ไม่ได้เกิดจากกรรมพันธ์
มีการทดลองสกัดการทำงานของยีนอ้วนตัวที่สำคัญ (FTO gene) ในหนูทดลองพบว่า หนู 50 ตัวของทั้งหมด 100 ตัวที่ถูกสกัดยีนอ้วน ผอมลงทันที ช่วยยืนยันแนวความคิดที่ว่า กรรมพันธุ์ส่งผลเพียงครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครึ่ง เกิดจากสภาพแวดล้อม เช่นเดียวกับความฉลาด มีงานวิจัยจากหลายมหาวิทยาลัยทั่วโลกรายงานว่า ความเฉลียวฉลาดของมนุษย์ ได้มาจากพันธุกรรมประมาณ 40 - 60 เปอร์เซ็นต์ แต่อย่างไรก็ตามบางทียีนก็สามารถส่งผลให้เกิดทั้ง 100%ได้ เช่น จากการศึกษาของทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยนอร์ทชอร์ (North Shore University )ในรัฐอิลลินอยส์ของสหรัฐอเมริกาพบว่า ในหมู่ชายกลุ่มตัวอย่างที่เป็นเกย์ 1077 คน ทุกคนมียีนบางตัวที่แตกต่างจากชายทั่วไป (SLITRK6 กับ TSHR gene)
เรารู้แล้วว่า สวิทซ์พันธุกรรม มีบทบาทในการควบคุมการทำงานของยีน (อ่านบทความเก่าเรื่อง “สวิทซ์พันธกรรม” ) ซึ่งตัวควบคุมการปิดเปิดของสวิทซ์พันธุกรรมที่สำคัญตัวหนึ่งคือ “ฮอร์โมน” และจิตใต้สำนึกเป็นตัวเหนี่ยวนำการสร้างฮอร์โมนชนิดต่างๆภายในร่างกาย
ชวนจิตเป็นตัวกระตุ้นให้ยีนที่เกี่ยวข้องทำงาน นักวิทยาศาสตร์พบว่า คนที่หลงใหลในกาแฟ มีลักษณะทางพันธุกรรมที่ทำให้เป็นเช่นนั้น ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดพบว่า มียีนอยู่ประมาณ 6 ยีนที่ทำให้ติดกาแฟ โดยเฉพาะอย่างยิ่งยีน PDSS2 ที่ทำให้ร่างกายย่อยกาแฟได้ดีกว่าคนอื่นๆ อย่างไรก็ตาม ถ้าไม่มีชวนจิต ยีนชอบกาแฟทั้งหมดก็จะถูกจิตปิดสวิทซ์การทำงานลง
วิบากกรรม ทำให้รายละเอียดปลีกย่อยในสมองของแต่ละคนแตกต่างกัน เช่น คนหนึ่งเมื่อได้กลิ่นบุหรี่ สัญญาณกลิ่นถูกชวนจิตส่งไปตีความที่สมองส่วนความสุข ก็จะรู้สึกว่า กลิ่นนั้นช่างหอมหวนรัญจวนใจ ในขณะที่อีกคนสัญญาณถูกส่งไปที่สมองส่วนความทุกข์ ก็จะรู้สึกเหม็น ทรมาน สิ่งเร้าที่เหมือนกันไม่จำเป็นต้องตอบสนองเหมือนกัน ชีวิตของคนเราจึงเป็นไปตามรางแห่งความรู้สึกที่จิตขึ้นมารับอารมณ์ ร้อยคนก็ร้อยแบบ ซึ่งก็คือกฎแห่งกรรมนั่นเอง
ยิ่งมีการวิเคราะห์ยีนมากขึ้น ยิ่งพบว่าความชอบ ความถนัด อารมณ์ ความรู้สึก ที่ทำให้เกิดชะตาชีวิต ล้วนเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม แต่เมื่อวิเคราะห์จิตมากขึ้น ก็พบว่า จิตมีอิทธิพลเหนือสวิทซ์พันธุกรรม ซึ่งควบคุมยีนอีกที วิบากกรรม จึงมีบทบาทต่อชะตาชีวิตมากกว่า พันธุกรรม
>>> อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก หนังสือ “กรรม-พันธ์”




ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น