“ความลับของจักรวาล ทางแห่งนิพพาน”
การเห็นหลอดไฟที่กำลังใกล้เสียติดๆดับๆ ทำให้เรารู้ว่า ความมืดของห้องคือความจริง ความสว่างคือการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป แต่ถ้าหลอดไฟสว่างติดต่อกันอย่างยาวนาน เราจะเข้าใจผิดว่า ความสว่างคือความจริง ส่วนความมืดคือปรากฏการณ์ชั่วคราว เช่นเดียวกับเราคิดว่าความอิ่มคือความจริง ความหิวคือสิ่งที่เกิดขึ้นชั่วขณะ แต่ความจริงแล้วตรงกันข้าม ความอิ่มคือสิ่งที่เกิดขึ้นชั่วคราวต่างหาก
เมื่อมีกำลังสติที่ไวขึ้นเห็นอนิจจัง ทุกขัง จะมองเห็นและเข้าใจปรากฏการณ์ต่างๆในทางโลกว่า ล้วนแต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นชั่วคราว ไม่มีอยู่จริง (อนัตตา) ทั้งรูปและนาม เมื่อนั้นจะเข้าสู่นิพพาน
จิตคนเราก็มีการเกิดดับอยู่ตลอดเวลา ไม่ต่างไปจากหลอดไฟ เพียงแต่จังหวะของการเกิดดับเร็วกว่ามาก ทำให้เราเข้าใจเป็นว่า รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ที่จิตรับอารมณ์คือความจริง
เมื่อจิตเกิดความว่าง เปรียบเสมือนหลอดไฟที่ดับไปอย่างถาวร ขันธ์ห้าคือ รูป สัญญา เวทนา สังขาร วิญญาณ จะหายไปด้วย ทำให้เกิดความสุขที่จริงแท้ สุขแบบที่ไม่ต้องมีสิ่งเร้า สุขจากภายใน เป็นสุขที่หาใดมาเปรียบไม่ได้
ถ้าเรามีความสุขอย่างต่อเนื่อง เราจะเข้าใจว่า สุขคือความจริงของชีวิต และทุกข์คือสิ่งที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป โดยหารู้ไม่ว่า ความสุขที่เกิดขึ้นก็ไม่ต่างไปจากปรากฏการณ์ไฟสว่าง
ถ้าเราให้ทุกข์เป็นพื้น เวลาสุขจะเห็นเด่นชัด เหมือนฟ้าแลบในท้องฟ้าดำมืดที่เป็นพื้นหลัง แต่ถ้าเราให้สุขเป็นพื้น เวลาทุกข์ก็จะชัดขึ้นเช่นกัน คนที่เข้าใจหลักอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา และรู้ว่าทุกข์เป็นพื้นของสรรพสิ่ง ชีวิตจึงมีแต่ความสุข เช่นถ้าวันหนึ่งเกิดผมหงอกขึ้นมา ก็ไม่รู้สึกทุกข์อะไร เพราะรู้ว่าความเสื่อมมันเป็นพื้นฐานของทุกสิ่งอยู่แล้ว ส่วนใหญ่เราเห็นแต่สุขดับ แล้วแสวงหาสุขใหม่มาเรื่อยๆ เพื่อบดบังทุกข์ ทำให้ไม่รู้ว่าทุกข์ก็ดับได้เหมือนกัน เพียงแต่อย่าไปยึดติดกับสุขนั้น คนที่รู้ว่าสักวันสุขนั้นต้องดับ จะรู้จักเตรียมตัวเตรียมใจล่วงหน้า ทำให้ไม่ทุกข์เมื่อวันนั้นมาถึง
มีสมมติฐานหนึ่งทางวิทยาศาสตร์บอกว่า จักรวาลเกิดจากความว่างเปล่า ก่อนเกิดบิ๊กแบงไม่มีอะไรเลย หลังเกิดบิ๊กแบง ทำให้มีมวลสาร ดวงดาว ขึ้นมามากมาย ซึ่งถือว่า เป็นพลังงานเชิงบวก และแน่นอนว่าในจักรวาลเดียวกันนี้ก็มีพลังงานเชิงลบอยู่ด้วย นักวิทยาศาสตร์คาดว่ามันซ่อนตัวอยู่ในสสารมืด ถ้านำมารวมกัน ก็จะกลายเป็นศูนย์ เปรียบเทียบกับว่า ในตอนแรกเราไม่มีอะไรเลย ไปกู้ธนาคารมาหนึ่งล้านบาท เงินหนึ่งล้านบาทเรามีจริง เอาไปซื้อสิ่งของเป็นชิ้นเป็นอันได้ ในขณะเดียวกัน ตัวเลขแดงในบัญชีก็มีอยู่จริงเช่นเดียวกัน จากที่ไม่มีอะไรเลย เราสามารถทำให้เกิดสิ่งมีจริงได้ 2 อย่าง คือมีเงินจริงๆ และมีหนี้จริงๆ เงินก็คือพลังงานทางบวก หนี้ก็คือพลังงานทางลบ ถ้าสมมติฐานนี้ถูกต้อง ก็สอดคล้องกับคำสอนแห่งเต๋าที่บอกว่า “สรรพสิ่งล้วนเกิดจากความว่างเปล่า”
เหมือนเราเห็นบริษัทที่มีทรัพย์สินหมื่นล้าน กับมีหนี้หมื่นล้าน เท่ากับว่าความจริงแล้วบริษัทนั้นไม่มีอะไรเลย เราอาจจะบอกว่าไม่มีได้อย่างไร ตึกที่ทำการออกใหญ่โต นั่นก็เพราะยอดติดลบ มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น เช่นเดียวกับพลังงานด้านลบ แม้แต่โฟตอนของแสง ก็ยังแยกออกเป็นอิเล็กตรอน (ประจุลบ) และโพสิตรอน (ประจุบวก) ได้ จากหนึ่งอนุภาคที่ไม่มีมวลกลับกลายเป็นสองอนุภาคที่มีมวล และเมื่ออิเล็กตรอนมารวมกับโพสิตรอน ก็จะกลายเป็นโฟตอนซึ่งไม่มีมวลอีกครั้งหนึ่ง
ในพระไตรปิฎก พระพุทธองค์ทรงตรัสถึงกาลก่อนกำเนิดจักรวาลไว้ว่า “ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ สมัยนั้นจักรวาล มืดมนแลไม่เห็นอะไร ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ก็ยังไม่ปรากฏ ดวงดาวนักษัตรทั้งหลายก็ยังไม่ปรากฏ กลางวันกลางคืนก็ยังไม่ปรากฏ เดือนหนึ่งและกึ่งเดือนก็ยังไม่ปรากฏ ฤดูและปีก็ยังไม่ปรากฏเพศชายและเพศหญิงก็ยังไม่ปรากฏ”
ท่านพุทธทาสภิกขุ ได้เขียนไว้ในหนังสือธรรมสภาว่า "ธรรมที่ลึกที่สุดก็คือเรื่องสุญญตา นอกนั้นเรื่องตื้น ธรรมที่ลึกจนต้องมีพระตถาคตตรัสรู้ขึ้นมาและสอนนั้นมีแต่สุญญตา เรื่องนอกนั้นเรื่องตื้น ไม่จำเป็นจะต้องมีตถาคตเกิดขึ้นมา"
>>>บทความนี้ เป็นส่วนหนึ่งในหนังสือ “ความลับของจักรวาล ทางแห่งนิพพาน”

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น