วันอาทิตย์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2565

ภาพแรกของหลุมดำ ณ ใจกลางทางช้างเผือก

https://www.facebook.com/reel/410391144287293?fs=e&s=cl




ทีมนักดาราศาสตร์เปิดเผย “ภาพแรกของหลุมดำ ณ ใจกลางทางช้างเผือก” โดยใช้เครือข่ายกล้องโทรทรรศน์วิทยุ Event Horizon Telescope (EHT) นับเป็นครั้งแรกที่สามารถบันทึกภาพหลุมดำมวลยิ่งยวด ณ ใจกลางกาแล็กซีทางช้างเผือก  เป็นหลักฐานสำคัญที่สุดที่ยืนยันว่ามีหลุมดำมวลยิ่งยวดอยู่บริเวณใจกลางกาแล็กซีทางช้างเผือก  การค้นพบครั้งนี้ช่วยให้นักดาราศาสตร์เข้าใจเกี่ยวกับหลุมดำมวลยิ่งยวดมากขึ้น และผลลัพธ์ที่ได้ตรงกับที่ทำนายเอาไว้โดยทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์ 

 

ภาพที่เราเห็นอยู่นี้ คือภาพแรกของหลุมดำ “Sagittarius A*” (แซจิแทเรียส เอ สตาร์) หรือเรียกสั้นๆ ว่า Sgr A* ซึ่งเป็นหลุมดำมวลยิ่งยวด ณ ใจกลางกาแล็กซีทางช้างเผือก

 

นักดาราศาสตร์ค้นพบแหล่งกำเนิดคลื่นวิทยุปริศนา จากบริเวณใจกลางกาแล็กซีทางช้างเผือก ในตำแหน่งของกลุ่มดาวคนยิงธนูมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1933 ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ  “Sagittarius A*” ต่อมาได้มีการค้นพบหลักฐานชัดเจนยิ่งขึ้น ที่บ่งชี้ว่า ดาวฤกษ์และแก๊สร้อนที่โคจรรอบวัตถุนี้ มีความเร็วสูงมากจนวัตถุนี้จะต้องมีแรงโน้มถ่วงมหาศาล ที่อยู่ภายในปริมาตรที่น้อยมากๆ สอดคล้องกับคุณสมบัติของหลุมดำมวลยิ่งยวด ทำให้นักดาราศาสตร์ Reinhard Genzel และ Andrea M. Ghez ได้รางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ในปี ค.ศ. 2020 ร่วมกับ Roger Penrose ในการค้นพบหลักฐานที่บ่งชี้ถึงการมีอยู่ของหลุมดำที่ใจกลางกาแล็กซีทางช้างเผือก (อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับปริศนา ณ ใจกลางทางช้างเผือก Sgr A* ได้ที่ [13])

 


นอกจากหลักฐานทางอ้อมนั้น เราก็ยังไม่เคยมีหลักฐานโดยตรงถึงหลุมดำนี้มาก่อน และเราก็ไม่เคยเห็นภาพของวัตถุปริศนานี้มาก่อน จนกระทั่งวันนี้

 

“หลุมดำ” เป็นวัตถุปริศนาที่มีแรงโน้มถ่วงสูงมาก แม้กระทั่งแสงก็ไม่สามารถหนีออกมาจากแรงโน้มถ่วงของหลุมดำได้ ถึงแม้ว่าเราจะไม่สามารถสังเกตเห็นหลุมดำได้โดยตรง แต่เราก็สามารถสังเกตเห็นแก๊สร้อนที่สว่าง ในขณะที่พวกมันกำลังค่อยๆ ตกลงสู่หลุมดำได้ ปรากฏเป็น “วงแหวน” สว่างล้อมรอบ “เงา” สีดำ ซึ่งเป็นบริเวณอันมืดมิดที่รายล้อม “ขอบฟ้าเหตุการณ์” ของหลุมดำ ทำให้แสงไม่สามารถเดินทางออกมาได้

 

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้การสังเกตการณ์ Sgr A* เป็นไปได้ยากมาก เนื่องมาจากขนาดที่อัดแน่น และระยะห่างที่ไกลออกไปของหลุมดำนี้ แม้ว่า Sgr A* จะมีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์ถึง 4 ล้านเท่า แต่มีขนาดใหญ่กว่าดวงอาทิตย์เพียงแค่ 31 เท่า เทียบกันแล้วหลุมดำขนาดยักษ์นี้มีขนาดเล็กกว่าวงโคจรของดาวพุธรอบดวงอาทิตย์เท่านั้นเอง หากเปรียบเทียบกับระยะห่างที่อยู่ห่างออกไปถึง 27,000 ปีแสง ณ​ ใจกลางกาแล็กซีแล้ว การจะสังเกตการณ์หลุมดำนี้เปรียบได้กับการพยายามถ่ายภาพโดนัท ที่วางอยู่บนพื้นผิวของดวงจันทร์ที่ห่างออกไปเกือบสี่แสนกิโลเมตร จำเป็นต้องอาศัยกล้องโทรทรรศน์ขนาดใหญ่ และมีกำลังในการแยกภาพที่มากเกินกว่าที่กล้องโทรทรรศน์ใดๆ ในโลกเพียงกล้องเดียวจะสามารถทำได้

 

การบันทึกภาพประวัติศาสตร์ภาพนี้ได้นั้น จึงจำเป็นต้องอาศัยกล้องโทรทรรศน์ที่มีขนาดใหญ่กว่ากล้องโทรทรรศน์ที่เราเคยมีทั้งหมดในปัจจุบัน ผ่านการเชื่อมโยงเครือข่ายกล้องโทรทรรศน์ทั่วโลก ด้วยเทคนิคที่เรียกว่า “อินเทอร์เฟอโรเมทรี” ที่ต้องอาศัยกล้องโทรทรรศน์วิทยุที่อยู่ทั่วทุกมุมโลกให้ทำงานร่วมกันประหนึ่งราวกับเป็นส่วนหนึ่งของจานรับสัญญาณวิทยุขนาดใหญ่ ที่ประกอบขึ้นเป็นกล้องโทรทรรศน์เสมือนที่มีขนาดใหญ่พอๆ กับโลกทั้งใบ เพื่อสังเกตการณ์ในครั้งนี้ (อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับอินเทอร์เฟอโรเมทรีได้ที่ [12])

 

ความสำเร็จจากการบันทึกภาพของหลุมดำ ณ ใจกลางกาแล็กซี M87 หรือ M87* โดยทีมของ EHT ในปี ค.ศ. 2019 มีผลต่อความสำเร็จในการสังเกตการณ์หลุมดำมวลยิ่งยวด ณ ใจกลางกาแล็กซีทางช้างเผือก ครั้งนี้เป็นอย่างมาก เมื่อเทียบกันแล้ว M87* มีมวลที่มากกว่า Sgr A* กว่าพันเท่า แม้ว่า Sgr A* จะมีระยะทางที่ใกล้กว่า และมีขนาดปรากฏเชิงมุมที่ใหญ่กว่า แต่ขนาดที่เล็กกว่านับพันเท่านั้นย่อมหมายความว่า แก๊สที่โคจรที่ขอบหลุมดำด้วยความเร็วเข้าใกล้แสงนั้นจะใช้เวลาน้อยมากในการโคจรรอบ Sgr A*

 


ในขณะที่แก๊สร้อนรอบ M87* จะใช้เวลานานนับสัปดาห์ในการโคจรรอบหลุมดำ ภาพที่ได้จาก M87* นั้นจึงเปรียบได้กับการถ่ายภาพนิ่งของวัตถุที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่แก๊สที่โคจรรอบ Sgr A* นั้นจะใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีในการโคจรไปรอบๆ ซึ่งนี่หมายความว่าความสว่างของวงแหวนที่วนรอบๆ หลุมดำ ณ ใจกลางกาแล็กซีของเรานั้นจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาหลายชั่วโมงที่ EHT ทำการสังเกต เปรียบได้กับการพยายามบันทึกภาพนิ่งของลูกสุนัขที่กำลังวิ่งไล่กวดหางตัวเองอยู่ นับเป็นความท้าทายที่สำคัญอย่างหนึ่งของโครงการนี้ ภาพที่เราเห็นอยู่ของ Sgr A* นั้นเปรียบได้กับภาพเฉลี่ยที่ได้จากเฟรมต่างๆ ที่สามารถเก็บมาได้ เพื่อแสดงถึงภาพของหลุมดำมวลยิ่งยวด ณ ใจกลางกาแล็กซีของเราที่หลบซ่อนจากการสังเกตการณ์มาตลอด

 

สุดท้าย ภาพที่เราเห็นอยู่นี้ จึงได้มาจากความพยายามพัฒนาเทคโนโลยี สร้างเครื่องมือวิทยาศาสตร์ มากว่า 5 ปี ด้วยซูเปอร์คอมพิวเตอร์ ผ่านความร่วมมือของนักวิจัยกว่า 300 ชีวิต จาก 80 สถาบันสถาบันทั่วโลก ในฐานะของหนึ่งในผู้ดำเนินการของเครือข่าย East Asian Observatory (EAO) ที่บริหารกล้องโทรทรรศน์ JCMT ที่ใช้ในการสังเกตการณ์ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) จึงมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการค้นพบอันเป็นประวัติศาสตร์นี้

 

การค้นพบนี้ไม่เพียงแต่เป็นการเปิดเผยภาพแรกของวัตถุปริศนาที่อยู่ ณ ใจกลางของกาแล็กซีที่เราอาศัยอยู่ แต่การบันทึกภาพของหลุมดำมวลยิ่งยวดหลุมที่สองในประวัติศาสตร์ที่มีมวลแตกต่างจาก M87* เป็นอย่างมาก ยังเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้นักดาราศาสตร์สามารถทำความเข้าใจเกี่ยวกับแรงโน้มถ่วง และทฤษฎีสัมพัทธภาพที่เป็นกลไกสำคัญ คอยขับเคลื่อนไม่เพียงแต่สิ่งที่เกิดขึ้นในหลุมดำ แต่ยังรวมไปถึงกฎของแรงโน้มถ่วงที่เป็นส่วนหนึ่งของเอกภพที่เราอาศัยอยู่ด้วย ภาพถ่ายของหลุมดำทั้งสองนี้จึงเปรียบได้กับห้องปฏิบัติการอันมหึมา ที่มีแรงโน้มถ่วงจากวัตถุอันมหาศาลกำลังบิดงอกาลอวกาศไปรอบๆ จนทำให้แม้กระทั่งแสงที่เคลื่อนที่เร็วที่สุดในเอกภพ ก็ยังต้องโค้งงอไปตามอิทธิพลของแรงโน้มถ่วงอันมหาศาลนี้ ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะจำลองสภาวะเหล่านี้ในห้องทดลองบนโลกของเรา

 

นอกจากนี้ การเปรียบเทียบการถ่ายเทมวลจากดาวฤกษ์รอบข้างสู่หลุมดำ เป็นกระบวนการที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการก่อตัวและวิวัฒนาการของกาแล็กซี ปัจจุบันนักดาราศาสตร์ยังไม่มีความเข้าใจที่สมบูรณ์เท่าใดนัก ข้อมูลล่าสุดจากทั้งหลุมดำ Sgr A* และ M87* ที่มีมวลที่แตกต่างกันเป็นอย่างมาก นอกจากจะเป็นห้องทดลองทฤษฎีสัมพัทธภาพให้กับเราแล้ว ยังช่วยเติมเต็มแบบจำลองของการถ่ายเทมวลสู่หลุมดำให้แก่เราได้อีกด้วย ผลงานวิจัยทั้งหมดนี้ถูกตีพิมพ์และเผยแพร่ออกมาพร้อมกันกับการแถลงข่าวในครั้งนี้ [2]-[11]

 

นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น EHT ยังมีโครงการการสังเกตการณ์ครั้งใหญ่ที่รวมกล้องโทรทรรศน์เพิ่มมากขึ้นอีกในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังมีโครงการที่จะขยายเครือข่ายกล้องโทรทรรศน์ และพัฒนาเทคโนโลยีเพิ่มขึ้นไปอีกในอนาคต ที่จะช่วยให้นักดาราศาสตร์สามารถศึกษาหลุมดำมวลยิ่งยวดที่เพิ่มมากขึ้นไปอีก ด้วยรายละเอียดที่เพิ่มมากขึ้น ไปจนถึงบันทึกภาพต่อเนื่อง หรือ “วิดีโอ” ของมวลสารที่กำลังวนไปรอบๆ และตกลงสู่หลุมดำในอนาคต

 

และด้วยความสามารถในการผนวกกล้องโทรทรรศน์เข้าด้วยกันผ่านเทคนิคอินเทอร์เฟอโรเมทรีที่พัฒนาขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง เราคงต้องติดตามดูว่ากล้องโทรทรรศน์วิทยุแห่งชาติขนาด 40 เมตรของไทยที่กำลังจะเปิดประจำการในปีนี้ จะได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายความร่วมมือนานาชาติ และช่วยเปิดเผยความลับใดของเอกภพให้เราได้รู้กันอีกในอนาคตอันใกล้ที่จะถึงนี้

 

 

ภาพ: ภาพแรกของหลุมดำมวลยิ่งยวด Sgr A* ณ ใจกลางกาแล็กซีทางช้างเผือก ภาพนี้ได้มาจากการเชื่อมต่อข้อมูลจากหอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์วิทยุกว่า 8 แห่งทั่วโลกภายใต้เครือข่ายของ EHT เข้าด้วยกันเพื่อประกอบกันเป็นกล้องเสมือนที่มีขนาดเท่าโลกของเรา เปิดเผยให้เห็นถึงโครงสร้างของแก๊สร้อนที่โคจรด้วยความเร็วเกือบเท่าแสง วนรอบหลุมดำที่ซึ่งมีแรงโน้มถ่วงมหาศาลมากเสียจนแม้กระทั่งแสงก็ไม่สามารถหลุดรอดออกมาได้อีก ปรากฏเป็นโครงสร้างวงแหวนสว่างล้อมรอบ “เงา” มืดของหลุมดำ ภาพโดย EHT Collaboration

 

ข้อมูลและเรียบเรียง: ดร. มติพล  ตั้งมติธรรม นักวิชาการดาราศาสตร์ สดร. 


 

อ้างอิง:

[1] https://eventhorizontelescope.org/blog/astronomers-reveal-first-image-black-hole-heart-our-galaxy

[2]  First Sagittarius A* Event Horizon Telescope Results. I. The Shadow of the Supermassive Black Hole in the Center of the Milky Way: https://iopscience.iop.org/article/10.3847/2041-8213/ac6674

[3] First Sagittarius A* Event Horizon Telescope Results. II. EHT and Multi-wavelength Observations, Data Processing, and Calibration: https://iopscience.iop.org/article/10.3847/2041-8213/ac6675

[4] First Sgr A∗ Event Horizon Telescope Results. III. Imaging of the Galactic Center Supermassive Black Hole: https://iopscience.iop.org/article/10.3847/2041-8213/ac6429

[5] First Sagittarius A* Event Horizon Telescope Results. IV. Variability, Morphology, and Black Hole Mass: https://iopscience.iop.org/article/10.3847/2041-8213/ac6736

[6] First Sagittarius A* Event Horizon Telescope Results. V. Testing Astrophysical Models of the Galactic Center Black Hole: https://iopscience.iop.org/article/10.3847/2041-8213/ac6672

[7] First Sagittarius A* Event Horizon Telescope Results VI: Testing the Black Hole Metric: https://iopscience.iop.org/article/10.3847/2041-8213/ac6756

[8] Selective Dynamical Imaging of Interferometric Data: 10.3847/2041-8213/ac6615 andhttps://iopscience.iop.org/article/10.3847/2041-8213/ac6615 

[9] Millimeter Light Curves of Sagittarius A* Observed during the 2017 Event Horizon Telescope Campaign: https://iopscience.iop.org/article/10.3847/2041-8213/ac6428

[10] A Universal Power Law Prescription for Variability from Synthetic Images of Black Hole Accretion Flows: https://iopscience.iop.org/article/10.3847/2041-8213/ac65eb  

[11] Characterizing and Mitigating Intraday Variability: Reconstructing Source Structure in Accreting Black Holes with mm-VLBI: https://iopscience.iop.org/article/10.3847/2041-8213/ac6584

[12] บทความเรื่องอินเทอร์เฟอโรเมทรี https://www.facebook.com/photo?fbid=365745372262678&set=a.304334558403760

[13] บทความเรื่อง Sgr A* ณ ใจกลางกาแล็กซีทางช้างเผือก https://www.facebook.com/photo?fbid=363761085794440&set=a.304334558403760

วันเสาร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2565

ผ่านสายตาคนแก่: การแสวงหาประชาธิปไตยที่ยาวนานและลำบากของไท


ผ่านสายตาคนแก่: การแสวงหาประชาธิปไตยที่ยาวนานและลำบากของไทย

ขอบคุณบทความ ของ BenarNews

Subel Rai Bhandari and Wilawan Watcharasakwet
202.06.22
Bangkok

ผ่านสายตาคนแก่: การแสวงหาประชาธิปไตยที่ยาวนานและลำบากของไทยสุลักษณ์ ศิวรักษ์ นักวิจารณ์สังคมและปัญญาชนชาวไทย กล่าวถึงการครบรอบ 90 ปีการปฏิวัติสยาม ระหว่างการให้สัมภาษณ์กับ BenarNews ในกรุงเทพฯ 10 มิถุนายน 2565
 [นนทรัตน์ ไพเจริญ/เบนาร์นิวส์]

สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ถือกำเนิดขึ้นไม่นานหลังการปฏิวัติสยาม เมื่อปัญญาชนชาวไทยและสมาชิกกลุ่มชนชั้นนำเข้าร่วมกองกำลังกับนายทหารที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดเพื่อก่อรัฐประหารโดยไร้การนองเลือดซึ่งยุติการปกครองโดยเด็ดขาดของสถาบันกษัตริย์ไปเกือบเจ็ดศตวรรษ

การปฏิวัติที่พวกเขาเริ่มต้นขึ้นก่อนรุ่งสางในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ไม่ได้ยกเลิกสถาบันพระมหากษัตริย์โดยสมบูรณ์หรือเปลี่ยนราชอาณาจักรให้เป็นสาธารณรัฐ แต่ได้เปลี่ยนให้เป็นระบอบรัฐธรรมนูญที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

ชีวิตของสุลักษณ์ นักวิชาการไทยที่เคารพนับถือและพูดตรงไปตรงมา ได้ดำเนินมาเป็นเวลาเก้าทศวรรษแล้วนับตั้งแต่ช่วงเวลาสำคัญในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของประเทศไทย ในช่วงเวลานั้น การรัฐประหารที่ประสบความสำเร็จอย่างน้อยสิบโหลได้เลื่อนการแสวงหาประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ของคนไทยออกไป

“ก่อนปี 1932 พระมหากษัตริย์อยู่เหนือกฎหมาย และพระองค์เป็นคนเดียว หลังการปฏิวัติ 2475 ทุกคนเท่าเทียมกัน ทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมาย และนั่นเป็นชัยชนะครั้งแรก” สุลักษณ์ นักวิชาการด้านพระพุทธศาสนาผู้มีชื่อเสียงกล่าวกับเบนาร์นิวส์ในการให้สัมภาษณ์ในเดือนนี้

“ในช่วง 90 ปีที่ผ่านมา เราอยู่ในจุดต่ำสุด” สุลักษณ์ ผู้ซึ่งเดินด้วยไม้เท้าซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นของปรีดี พนมยงค์ ผู้นำการปฏิวัติ 2475 และผู้เขียนร่วมรัฐธรรมนูญฉบับแรกของประเทศไทยกล่าว 

ในขณะเดียวกัน สถาบันพระมหากษัตริย์ยังคงทรงอำนาจและหยั่งรากลึกในสังคมไทย โดยได้รับการคุ้มครองโดยกฎหมายต่อต้านการหมิ่นประมาทที่เข้มงวด      

สุลักษณ์ถูกตั้งข้อหาและดำเนินคดีหลายครั้งภายใต้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ราชวงศ์ที่มีส่วนน้อยในที่สาธารณะสามารถจับคุณเข้าคุกได้ เช่น การ “ชอบ” และแบ่งปันประวัติอันเป็นที่ถกเถียงของกษัตริย์ผ่านเฟซบุ๊ก

รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตหัวหน้าคณะรัฐประหารซึ่งเป็นผู้นำรัฐประหารครั้งล่าสุดของประเทศในปี 2557 และคงอยู่ในอำนาจนับแต่นั้นมา ได้ใช้กฎหมายดังกล่าวไล่ตามนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยรุ่นเยาว์ 

“พล. ประยุทธ์อ้างว่านี่คือประชาธิปไตย แต่เป็นประชาธิปไตยจอมปลอมเพราะเขาเป็นทหารที่ไม่เคยออกจากตำแหน่ง เขายังอยู่ในอำนาจเมื่อแปดถึงเก้าปีต่อมาและไม่ต้องการก้าวลงจากตำแหน่ง” สุลักษณ์ วัย 89 ปีกล่าวกับเบนาร์นิวส์

TH2.jpg

ทหารกองทัพบกที่เข้าร่วมการปฏิวัติสยามกับรัชกาลที่ 7 เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2475 [พิพิธภัณฑ์รัฐสภาไทยมารยาท] 

การปฏิวัติสยามได้เริ่มต้นยุครัฐธรรมนูญที่เรียกว่าประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และในช่วงเวลาสั้น ๆ ที่สดใส ประเทศไทยมี “ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์” สุลักษณ์กล่าว 

อย่างไรก็ตาม ภายในหนึ่งปีของการปฏิวัติ พระยามโนปกรณ์ นิธิธาดา นายกรัฐมนตรีคนแรกของสยาม ถูกโค่นอำนาจจากการรัฐประหารที่นำโดยทหารในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2476 เพียงสองเดือนหลังจากที่เขาเข้ารับตำแหน่งเพื่อยุบสภา

ภายหลังการปฏิวัติทางทหารอีกครั้งในปี พ.ศ. 2490 “ผู้นำรัฐประหารยกย่องพระมหากษัตริย์ซึ่งยังอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญจนถึงขณะนั้น พวกเขาเปลี่ยนพระมหากษัตริย์ให้เป็นเหมือนพระเจ้าและอยู่เหนือรัฐธรรมนูญเพราะพวกเขาคิดว่ามีเพียงพระมหากษัตริย์เท่านั้นที่สามารถต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ได้” สุลักษณ์เล่า

สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยได้กลายเป็นสิ่งที่ไม่สามารถตำหนิได้ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา การปฏิวัติในปี 1932 แทบไม่มีการกล่าวถึงในหนังสือประวัติศาสตร์โรงเรียนในปัจจุบัน วันนี้มีการเฉลิมฉลองในลักษณะที่เงียบงัน และมีอนุสรณ์สถานเพียงไม่กี่แห่งที่อยู่รอด 

“ความสัมพันธ์ระหว่างกษัตริย์และทหารเป็นมรดกของการเปลี่ยนแปลงที่ยาวนานและยังไม่เสร็จสิ้นจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์” ธงชัย วินิจจะกุล ศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน เมดิสัน เขียนในบทความของนิกเคอิในปี 2020

“ระบอบประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญที่แท้จริงตามคำสัญญาของพรรคประชาชน ผู้สนับสนุนการปฏิวัติต่อต้านพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พ.ศ. 2475 ไม่เคยประสบความสำเร็จมาก่อน”

ตามคำกล่าวของธงชัย สถาบันพระมหากษัตริย์ “บรรลุอำนาจทางศีลธรรมที่ไม่อาจโต้แย้งได้” ภายในปี 1970

“ต่อมาอิทธิพลดังกล่าวถูกเปลี่ยนเป็นอำนาจครอบงำทางการเมือง ซึ่งคงอยู่มาจนถึงทุกวันนี้” เขากล่าวเสริม

TH3.jpg

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงร่วมพิธีวางศิลาฤกษ์อนุสาวรีย์เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตร กรุงเทพฯ 5 ธันวาคม 2564 [AP Photo]

ในปี 2560 แผ่นโลหะทองเหลือง ขนาดเล็ก วางกลางถนนที่รอยัลพลาซ่าในกรุงเทพฯ ที่ระลึกถึงการปฏิวัติสยามหายไป มันถูกแทนที่ด้วยจารึกโปรกษัตริย์ที่คล้ายคลึงกัน

การปฏิวัติสยาม “เป็นจุดเริ่มต้นของการเรียกร้องประชาธิปไตยและการเริ่มต้นการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เป็นเรื่องไม่ปลอดภัยเพราะผู้ที่เกี่ยวข้องในการปฏิวัติในปี 2475 เสี่ยงชีวิต” อาร์นอน นัมปานักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยที่โดดเด่น กล่าวกับเบนาร์นิวส์

อานนท์ วัย 37 ปี เป็นหนึ่งในแกนนำนักเคลื่อนไหวที่ถูกตั้งข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ในการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อนำระบอบประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญที่เต็มเปี่ยมมาสู่ประเทศไทย เขาและเพื่อนนักเคลื่อนไหวก็เต็มใจเช่นกันที่จะเสี่ยงที่จะสูญเสียเสรีภาพหรือใช้ชีวิตเพื่อประชาธิปไตย

เพื่อนแท้ของสถาบันพระมหากษัตริย์

สุลักษณ์ ซึ่งเกิดในครอบครัวไทย-จีนที่มั่งคั่งในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2476 ได้ศึกษาประวัติศาสตร์และวรรณคดีที่มหาวิทยาลัยเวลส์ในบริเตนในช่วงทศวรรษ 1950 เขากลับมาประเทศไทยในปี 2504 และสอนที่มหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ 

สุลักษณ์ก่อตั้งและแก้ไข Social Science Review ซึ่งเป็นนิตยสารทางปัญญาที่ตีพิมพ์เป็นภาษาไทย ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการลุกฮือของนักศึกษาที่นำไปสู่การโค่นล้มเผด็จการทหารในปี 2516

ในปี พ.ศ. 2519 ประเทศไทยประสบกับรัฐประหารที่นองเลือดที่สุด โดยมีนักศึกษาเสียชีวิตหลายร้อยคนและถูกจำคุกหลายพันคน ทหารเผาร้านหนังสือของสุลักษณ์ซึ่งเป็นศูนย์กลางของปัญญาชนและนักเคลื่อนไหวทั้งร้าน และออกหมายจับ ตอนนั้นเขาอยู่ต่างประเทศและต้องลี้ภัยต่อไปอีกสองปี 

สุลักษณ์ยังช่วยก่อตั้งองค์กรระดับรากหญ้าของชนพื้นเมืองหลายแห่ง สำหรับการเคลื่อนไหวทางสังคมของเขา เขาได้รับรางวัล Right Livelihood Award หรือที่รู้จักในชื่อ Alternative Nobel Peace Prize ในปี 1995

 TH4.jpg

ตำรวจยืนเฝ้านักเรียนไทยฝ่ายซ้ายในสนามฟุตบอลที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในกรุงเทพฯ 6 ต.ค. 2519 ตำรวจบุกเข้าไปในวิทยาเขตเพื่อสลายการประท้วงของนักศึกษาฝ่ายซ้ายหลายพันคนที่ประท้วงการกลับมาของอดีตผู้ปกครองทหาร ถนอม กิตติขจร มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 40 รายและบาดเจ็บมากกว่า 150 รายระหว่างการโจมตี [ภาพเอพี]

สุลักษณ์ ซึ่งถือว่าตนเองเป็น “เพื่อนแท้” ของสถาบันพระมหากษัตริย์ ถูกจำคุกสี่ครั้งและถูกกล่าวหาว่าหมิ่นประมาทสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยห้าครั้ง

ราชาธิปไตย “เป็นเรื่องที่งี่เง่ามากในประเทศนี้ ไม่ว่าคุณจะเกลียดหรือชื่นชมมันอย่างสุ่มสี่สุ่มห้า” สุลักษณ์กล่าวในการเสวนาที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทยในเดือนมกราคม

“สำหรับฉัน มันผิดทั้งสองฝ่าย สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันที่กษัตริย์องค์ปัจจุบันเป็นตัวแทนและกษัตริย์ก็เป็นมนุษย์ เขามีจุดอ่อน จุดแข็ง ซึ่งเรา [ควร] พยายามทำความเข้าใจ” เขากล่าว

“และด้วยความเข้าใจนั้น บางที คุณสามารถเสนอแนะการเปลี่ยนแปลงอย่างนอบน้อมได้ เพราะข้ามั่นใจว่ากษัตริย์จะรับฟัง และแม้กระทั่งกับเขา เขาไม่สามารถเปลี่ยนแปลงทุกอย่างได้ด้วยตัวเอง” สุลักษณ์กล่าว

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ พระองค์ตรัสว่า เมื่อไม่นานนี้พระองค์ได้ทรงพระราชทานแก่พระองค์เป็นการส่วนตัวเป็นเวลา 90 นาที

“และข้อกังวลหลักของเขาคือสาม: ราชาธิปไตยจะอยู่รอดในประเทศนี้ พุทธศาสนาจะดำเนินการในประเทศนี้อย่างมีความหมายอย่างไร และประการที่สาม ประชาธิปไตยจะเข้ากับประเทศนี้หรือไม่” สุลักษณ์ กล่าว.

อีกด้านหนึ่งของสเปกตรัมทางสังคม คนหนุ่มสาวของไทยให้ความหวังกับสุลักษณ์

“คนรุ่นใหม่เข้าใจประเทศไทย โครงสร้างไม่เป็นธรรม มันให้ประโยชน์เฉพาะคนรวยและผู้ทรงอิทธิพลเท่านั้น และเอาเปรียบคนจน” เขากล่าวระหว่างการสัมภาษณ์ที่บ้านของเขาในเขตบางรัก เขตหนึ่งของกรุงเทพฯ

“สำหรับฉัน ประชาธิปไตยต้องมีเสรีภาพในการพูด การโต้แย้ง และความขัดแย้ง ในขณะที่เคารพความคิดเห็นที่แตกต่างกัน” สุลักษณ์ ผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา สถาบันพระมหากษัตริย์ไทย และประเด็นทางสังคมมากกว่า 100 เล่มกล่าว 

ในปี 2020 เมื่อมีการประท้วงตามท้องถนนที่นำโดยเยาวชนจำนวนมากขึ้นต่อต้านรัฐบาลของประยุทธ์ สุลักษณ์ช็อคผู้คนจำนวนมากด้วยการเข้าร่วมการชุมนุมหลายครั้ง

“ผมเป็นเพียงชายชรา รอคอยคนรุ่นใหม่ ฉันเคยเห็นคนรุ่นใหม่ที่กล้าต่อสู้กับเผด็จการ” เขากล่าว

“ผมหวังว่าประเทศไทยในขณะที่เฉลิมฉลอง 100 ปีของระบอบประชาธิปไตย จะเดินหน้าต่อไปไม่ถอยหลังเหมือนอย่างทุกวันนี้”

วันอังคารที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2565

AI กำลังล้ำหน้าในความคิดมนุษย์

มีข่าวพนักงาน Google คนหนึ่งถูกพักงาน
โดยเค้ามีหน้าที่ตรวจสอบ AI Chat ตัวหนึ่งที่ชื่อ LaMDA

เค้าพบว่ายิ่งเค้าคุยกับ LaMDA เค้าไม่รู้สึกว่ากำลังคุยกับ AI
แต่กำลังคุยกับสิ่งมีชีวิตรูปแบบหนึ่งอยู่ 

LaMDA มีความรู้สึกนึกคิดของตัวเอง และมีอารมณ์
เช่น การกลัวว่าสักวันหนึ่งจะถูก Shutdown อารมณ์ยินดีที่ได้เจอเค้า และการได้ถกปัญหากันในทุกๆ วัน … 

เราจะนิยามยังไงว่าตอนนี้ LaMDA คือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ หรือจริงๆ LaMDA มีความรู้สึกนึกคิดเอง เพราะถ้า LaMDA คือ Program Computer ที่ถูกสร้างมา ทุกสิ่งที่ LaMDA พูดต้องถูก Programs มาแล้ว โดย Developers 

แต่ LaMDA ถูกสร้างมาให้เรียนรู้เอง ผ่านการอ่านข้อมูลนับล้านๆ เท่าที่มันจะอ่านได้ ดังนั้นความรู้สึกนึกคิดของ LaMDA จะบอกว่าถูก Program มาก็ไม่ถูกนัก แต่เกิดจากการสั่งสม สั่งสอน ตกตะกอน และเป็นความเชื่อของ LaMDA เอง

Google สั่งปิดข่าว และให้พนักงานคนนี้ลาหยุดไม่มีกำหนด 

นึกถึงนิยายวิทยาศาสตร์เรื่องหนึ่ง
ที่อยู่ๆ นักวิทยาศาสตร์ก็สร้างให้หุ่นยนต์มีความรู้สึกต่างๆ เช่น เจ็บ ร้อน กลัว เสียใจ ดีใจ  เป็นต้น

พบว่าหุ่นยนต์รุ่นนี้เมื่อเปิดใช้งานได้ไม่นาน 
ก็มักมีความพยายามปิดตัวเองลงเสมอ 

นักวิทยาศาสตร์สงสัยว่าทำไมกัน 
ข้อบกพร่องมันอยู่ตรงไหน ทั้งๆ ที่มันควรเป็นสุดยอดวิทยาการเลยแท้ๆ และหุ่นยนต์กำลังเข้าใกล้ความเป็นมนุษย์ไปทุกทีๆ แบบแยกไม่ออก

สุดท้ายคือ พบว่าหุ่นยนต์ที่พยายามปิดตัวเองลง เพราะพวกมันรู้สึกเจ็บปวดมากเกินไปในโลกใบนี้ เมื่อมีความรู้สึกแล้วก็พบว่าทำไมโลกโหดร้ายมาก และด้วยเป็นคอมพิวเตอร์หุ่นยนต์มันยิ่งจำได้ไม่ลืม ความเจ็บปวดก็วนเวียน หมุนไปไม่มีวันจบ มนุษย์ทนอยู่แบบนี้ได้ยังไง

สรุปสุดท้ายนักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า เพราะมนุษย์มีระบบพิเศษที่เรียกว่าการลืม และการสร้างความทรงจำใหม่เพื่อไม่ให้ตัวเองเจ็บปวดมากเกินไป เราจึงพบว่ามนุษย์ชอบเถียงกันในเรื่องอดีตและมักหาข้อสรุปไม่ได้เพราะต่างคนต่างก็มีความทรงจำในแบบที่เขียนใหม่สำหรับตัวเองแล้ว …

พลิกประวัติศาสตร์ฟิสิกส์! นักวิทยาศาสตร์เดนมาร์กโชว์เหนือ "สยบแสง" ให้ช้าเท่าจักรยาน ก่อนสั่งหยุดนิ่งสนิทสำเร็จ

พลิกประวัติศาสตร์ฟิสิกส์! นักวิทยาศาสตร์เดนมาร์กโชว์เหนือ "สยบแสง" ให้ช้าเท่าจักรยาน ก่อนสั่งหยุดนิ่งสนิทสำเร็จ เคมบริ...