วันพุธที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2565

ตัวเลขทำยายคน

แม่นจนขนลุก
#ทำนายได้แม่นยำมาก
การนับเศษนี้เป็นตำราของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ที่ขึ้นชื่อว่าทำนายได้แม่นยำมาก ว่ากันว่าหากผู้ใดประสงค์นำบุตรชายมาถวายตัวเป็นมหาดเล็ก ก็จะต้องนับเลขวัน เดือน ปีก่อน ผู้ที่ตกเศษ 8 นั้นจะรับพิจารณาเข้ามาเลี้ยงดูทันที แต่หากตกเศษ 7 ให้เอาตัวกลับไปทันที

หม่อมหลวงเนื่อง นิลรัตน์ กล่าวว่าได้พบเจอคนตกเศษ 7 มาหลายคนแล้ว และไม่ผิดคาดอย่างตำราว่าไว้ อย่างไรก็ตาม การนับเศษนี้มิใช่เพื่อหวังประโยชน์โชคลาภเงินทอง เพียงแต่ดูดวงชะตาพื้นฐานของคนนั้นว่าชีวิตดีหรือไม่ รวยหรือจนไปชั่วชีวิต หรือดูให้รู้ว่าต้องให้ระวังตนอย่าประมาท

วิธีคือเอา วัน เดือน ปีนักษัตร​มาบวกกันแล้วลบออกทีละ 10 จนเหลือเลขหลักเดียว เอาให้เหลือ 1 -​10 พอ

ตัวอย่างเช่น

เกิดวันอังคาร = 3 + เดือน พ.ค. = 6 + ปีมะโรง 5  = ได้ผลรวมมา 14
เอา 14 มาลบ 10 จะเหลือเศษ 4
หรือ
เกิดวันจันทร์ 2  + เดือน ก.พ.=3  + ปี มะโรง = 5 ผลรวม 10 คำนายมีแค่ 10 ไม่ต้องลบแล้ว 

หรือง่าย ๆ 
 7+10+12 = 29 -10 = 19 -10 = 9 ได้เศษ 9 

เริ่ม
เศษ 1
เสาเรือนไฟไหม้ ชะตาใครทั้งชายหญิง
ไร้เรือนที่พักพิง ที่พึ่งพักสำนักเนา
ร่อนเร่ระเหระหน เร่งเจียมตนอย่าดูเบา
เพราะว่าชะตาเรา โทษประกอบจึงเกิดกรรม

หมายถึง หญิงชายใดตกเข้าแล้ว จะไม่มีที่พักพิงอาศัย มีเรือนก็ไฟไหม้ ให้พึงเจียมเนื้อเจียมตนให้จงหนัก กระทำการใดให้พินิจพิจารณาอย่างรอบคอบ

เศษ 2
จะครองไข้ มีโรคร้ายรุมประจำ
หยูกยาจะหาทำ บ่ถูกแท้จนแก่ตัว

หมายถึง จะมีโรคประจำตัว รักษาอย่างไรก็หายได้ยาก ต้องเสียทรัพย์สินอยู่เรื่อยไป ทำให้มีฐานะค่อนข้างจะยากจน

เศษ 3
ความสบาย มีม้าควายเกวียนและวัว
พอสมสกุลตัว เข้าที่ทายสถานกลาง

หมายถึง เป็นคนมีฐานะพอเหมาะสมตัว แค่สถานประมาณกลาง จะว่าจนก็ไม่ได้ จะว่ารวยก็ไม่เชิง

เศษ 4
มีข้าครอก อเนกนอกคณานาง
อุปถัมภ์ล้วนสำอาง บ่ไข้ชุกบ่ทุกข์เป็น

ความหมาย เป็นคนมีบุญ คิดการสิ่งใดก็สมความปรารถนา มีข้าทาสบริวาร และทรัพย์สินเงินทองเพียงพอ แก่การใช้จ่ายได้อย่างสะดวก สบาย

เศษ 5
ชะตากลับ ทุนทรัพย์แลแสนเข็ญ
ภายหน้าชะตาเป็น ทุนทรัพย์จะนับพัน

หมายถึง ในขั้นต้นจะเป็นคนไม่มีฐานะ แต่เมื่ออายุย่างมากเข้า ฐานะก็จะกลับกลายจนมีหลักฐานมั่นคงดี

เศษ 6
จะยกญาติ เป็นเชื้อชาติประเสริฐสรรพ์
เงินตรายศถาพันธ์ ทุนทรัพย์ลำดับดี

หมายถึง จะได้รับความอุดหนุนจากหมู่ญาติที่สนิทสนมกับตน ช่วยฟื้นฟูฐานะของตนจนกลายเป็นคนมีฐานะดีในอนาคต

เศษ 7
นั้นผ้าขาด จะนุ่งห่มก็เต็มที
พักตราย่อมราศี ระคายคับทั้งทรัพย์สิน

หมายถึง เป็นคนค่อนข้างอาภัพ กระทำการใดก็ไม่สำเร็จผล ทุนทรัพย์ก็มีน้อย ไม่เพียงพอแก่การใช้จ่าย การนุ่งห่มก็ซมซ่อ เป็นที่เหยียดหยามของคนทั่วไป

เศษ 8
นั้นเปรื่องยศ จะปรากฏกระเดื่องดิน
ทรัพย์ศฤงคารสถานถิ่น ทั้งอำนาจวาสนา

หมายถึง เป็นคนมีชาติมีตระกูล จะกระทำการใดก็ได้ดังความปรารถนา จะเป็นคมมีเกียรติยศเป็นที่เชื่อถือของคนทั่วไป และสมบูรณ์ด้วยทรัพย์สิน

เศษ 9
กินข้าวกลางตลาด เสมอชาติสุนักขา
ถึงจะมีวาสนา ต้องประกอบกิจการ
แม้นตระกูลทลิทก ถึงตกต่ำก็บ่นาน
ดั่งนักเลงสุราบาน พอขวนขวายใส่ท้องตน

หมายถึง เป็นคนที่มีวาสนา แต่ต้องทำงานด้วยน้ำพักน้ำแรงตัวเอง ถึงแม้เกิดในกระกลูยากจนก็สามารถ พลิกพื้นได้ในไม่ช้า ในชีวิตถึงแม้จะไม่รวยมหาศาลแต่ก็พอมีพอกิน

เศษ 10
นกแขกเต้า เฝ้าทำรวงรังระวังผล
แสวงดีย่อมมีผล อย่าคลอเคล้ากับเหล่าพาล
เหมือนปักษีอันมีปีก รู้หลบหลีกธนูพราน
ถ้าประมาทจะเสียการ ถึงชอกช้ำระกำกาย

หมายถึง ให้พึงระวังการคบหาสมาคม เพราะคบกับผู้ใดก็เป็นเช่นนั้น เปรียบเสมือนนิทานนกแขกเต้าที่อยู่กับโจรและพระฤษี ทั้งที่เป็นพี่น้องท้องเดียวกัน ดังนั้นคนในเศษนี้ ไม่ควรที่จะประมาท เพราะภัยจะตกต้องมาถึงตนได้

ที่มา เกร็ดโหราศาสตร์
ตำราเศษพระจอมเกล้า
ผู้เขียน ฮิมวัง

วันพุธที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2565

จิตใต้สำนึก โดย ทันตแพทย์สม สุจีรา




“จิตใต้สำนึก”

        กรรมที่สั่งสมอยู่ในจิต ส่วนใหญ่จะฝังอยู่ในส่วนของจิตใต้สำนึกและจิตไร้สำนึก ซึ่งกรรมส่วนนี้สติสัมปชัญญะอาจรู้ไม่เท่าทัน  บางครั้งมันสามารถหลุดรอดออกมาสู่จิตสำนึกได้ขณะที่ฝันหรือเมื่อมีสมาธิระดับสูง  จิตใต้สำนึกบันทึกกรรมที่ได้ทำในชาตินี้ไว้ 

        ส่วนจิตไร้สำนึก ไม่มีโอกาสแม้แต่นิดที่จะหลุดออกมาให้เราได้รับรู้ เพราะมันบันทึกข้อมูลในหลายภพชาติที่ผ่านมา แต่เป็นส่วนที่มีอิทธิพลต่อชีวิตมากที่สุด ก่อให้เกิดนิสัย บุคลิกภาพ พรสวรรค์ รวมไปถึงชะตากรรมของชีวิต

        วิทยาศาสตร์เชื่อว่าจิตใต้สำนึก เป็นความทรงจำที่ประทับไว้จากวัยเด็ก และส่วนใหญ่เกิดขึ้นในช่วง 1-7 ปีแรกของชีวิต   จิตแพทย์ นักจิตวิทยา สามารถสะกดจิต เพื่อให้ผู้ป่วยดึงเอาจิตใต้สำนึกในแต่ละช่วงวัยขึ้นมาได้ แต่...สำหรับ จิตไร้สำนึก ซึ่งอยู่ลึกลงไป วิทยาศาสตร์ก็ยังหาคำตอบไม่ได้ว่า มันบรรจุอะไรไว้บ้าง 

       ซิกมุนด์ ฟรอยด์ บิดาแห่งจิตวิเคราะห์ แยกสภาพจิตเป็นจิตสำนึก จิตใต้สำนึกและจิตไร้สำนึก  ตามหลักพุทธศาสนาก็แบ่งจิตออกเป็น 2 ระดับคือ จิตในระดับวิถีจิต และจิตในระดับภวังค์  ซึ่งจิตในระดับภวังค์ก็คือจิตไร้สำนึกนั่นเอง พระพุทธองค์ทรงค้นพบมาก่อน ซิกมุนด์ ฟรอยด์ กว่าสองพันปี 

      การวิเคราะห์โครงสร้างของจิตตามทฤษฎีจิตวิเคราะห์เทียบไม่ได้กับโครงสร้างของจิตที่พระพุทธองค์ค้นพบ ซึ่งรู้ถึงองค์ประกอบของจิต (เจตสิก) เหมือนกับที่รู้คุณสมบัติของอิเล็กตรอน โปรตอน นิวตรอนในอะตอม ขณะที่โครงสร้างจิตของฟรอยด์บอกไว้เพียงว่า  มี 3 ส่วนด้วยกัน ได้แก่ อิด (id) อีโก้ (ego) และซุปเปอร์อีโก้ (super ego) 

       “อิด” เป็นพื้นฐานดั้งเดิมของบุคคล เช่น ความอยาก กิเลส ตัณหา ความต้องการ ความป่าเถื่อน  “อีโก้” เป็นพลังส่วนที่จะพยายามหาทางตอบสนองความต้องการของอิด และ “ซุปเปอร์อีโก้” เป็นพลังที่คอยควบคุม อีโก้ ให้อีโก้ หาหนทางที่เหมาะสมที่สุดในการสนองความต้องการของ อิด โดยเหนี่ยวรั้งให้ทำอะไรอยู่ภายในกรอบประเพณี ถูกเหตุถูกผลให้คำนึงถึงความผิดชอบชั่วดี คุณธรรม และสังคมที่แวดล้อม  ระบบทั้ง 3 จะต่อสู้กันอยู่ภายในจิตใจของเราอยู่ตลอดเวลา และหากว่าระบบใดเป็นผู้ชนะในช่วงเวลานั้นๆ คนเราก็จะแสดงพฤติกรรมไปตามระบบดังกล่าว ดังนั้น มนุษย์คนหนึ่งจึงอาจจะแสดงพฤติกรรมที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้วออกมาได้ แต่ฟรอยด์ไม่ได้บอกเหตุผลที่มา เพราะเขาไม่เข้าใจในเรื่องเจตสิก  

         จะเห็นได้ว่าโครงสร้างของจิตตามทฤษฎีจิตวิเคราะห์ เป็นเพียงโครงสร้างในเชิงคุณสมบัติ ไม่ใช่โครงสร้างภายในอย่างที่พระพุทธองค์ทรงค้นพบ เหมือนกับการพบคุณสมบัติของน้ำว่ามีจุดเดือด จุดหลอมเหลว ความหนาแน่น เท่าไร  แต่ไม่รู้ว่าในน้ำนั้นประกอบไปด้วยออกซิเจน ไฮโดรเจน  มีอิเล็กตรอน โปรตอนกี่ตัว  การค้นพบของบิดาแห่งจิตวิเคราะห์อย่าง ซิกมุนด์ ฟรอยด์ ยังไม่ลงลึกไปถึงขั้นนั้น     

     ทฤษฎีทางจิตวิเคราะห์มักจะอ้างถึงจิตใต้สำนึก ซึ่งความทรงจำต่างๆจะถูกประทับลงในช่วงวัยเด็กโดยเฉพาะตั้งแต่วัย 1-7 ขวบ เพราะเด็กในวัยนี้เหมือนผ้าขาว จิตว่างเปล่า สิ่งใดก็ตามที่เด็กรับไปในช่วงวัยเริ่มต้นชีวิตนี้ มักจะฝังลึกอยู่ในจิตใต้สำนึก ตัวอย่างเช่น เด็กที่เคยตกจากที่สูงจะกลัวความสูงแม้ว่าลืมเลือนวันเวลาและเหตุการณ์ในครั้งนั้นไปแล้วก็ตาม แต่ภายในจิตใต้สำนึกยังมีข้อมูลเหล่านี้อยู่ และข้อมูลเหล่านี้จะมีอิทธิพลเสมอต่อระบบประสาท ความรู้สึกและอารมณ์เวลาที่ต้องอยู่ในที่สูงเช่นขึ้นเครื่องบิน หรืออยู่บนดาดฟ้าตึก  

     มีข้อสงสัยตามมาว่า แล้วทำไม ในเมื่อมีเด็กที่เคยตกจากที่สูงนับร้อยนับพัน แต่มีเพียงไม่กี่คนที่สร้างความรู้สึกประทับจิต จนเป็นโรคกลัวความสูงในเวลาต่อมา คำถามนี้ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ให้คำตอบไม่ได้  โดยแท้จริงแล้ว จิตใต้สำนึกก็ถูกควบคุมโดยจิตไร้สำนึก การเป็นโรคกลัวความสูงเกิดจากกรรมเก่าในจิตไร้สำนึกผุดขึ้นมารับกับความรู้สึกกลัวที่เกิดจากการตกจากที่สูง และก่อให้เกิดเป็นทุกขเวทนา ประทับไว้ในจิตใต้สำนึก สำหรับเด็กบางคนที่ไม่มีข้อมูลของกรรมในจิตไร้สำนึก แม้จะตกจากที่สูงเป็นสิบเป็นร้อยครั้ง ก็ไม่มีทางเป็นโรคกลัวความสูง

         แล้วถ้าเรามีกรรมเก่าแฝงอยู่ในจิต จะสกัดไม่ให้มันแสดงผลได้อย่างไร ?   คำตอบคือ “สติ”  เช่นในขณะตกจากที่สูงถ้าเรามีสติตลอด กรรมเก่าจะบรรเทาลง  แต่ก็นั่นแหละคนที่จะทำเช่นนี้ได้ ต้องฝึกมาก่อน เพราะเวลาตกจริง ความตกใจจะทำให้ทุกอย่างเป็นไปตามกรรม  “สติ” คือยาครอบจักรวาลที่จะป้องกันกรรมเก่าได้ทุกชนิด

          >>> วิธีฝึกสติที่ดีที่สุดในจักรวาล คือ "สติปัฏฐาน 4"

พลิกประวัติศาสตร์ฟิสิกส์! นักวิทยาศาสตร์เดนมาร์กโชว์เหนือ "สยบแสง" ให้ช้าเท่าจักรยาน ก่อนสั่งหยุดนิ่งสนิทสำเร็จ

พลิกประวัติศาสตร์ฟิสิกส์! นักวิทยาศาสตร์เดนมาร์กโชว์เหนือ "สยบแสง" ให้ช้าเท่าจักรยาน ก่อนสั่งหยุดนิ่งสนิทสำเร็จ เคมบริ...