วันอังคารที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2565

ลืมไป..ว่า..ขณะที่เรามีชีวิตอยู่นั้น...เราต้องตาย

ยามที่เรายังมีชีวิต 
สิ่งที่จำเป็นในการดำรงชีวิตมากที่สุด คือ เงิน
เงินสามารถหล่อเลี้ยงเราให้มีความสุขในทุกๆด้าน 
ในทางโลก หากปราศจากเงินคงยากที่เราจะสามารถ
ดำรงชีวิตสืบต่อไปได้

หลายคนจึงเสาะแสวงหาทรัพย์กัน หาตั้งแต่หนุ่มสาว จนเจริญวัย และล่วงเข้าสู่วัยชรา บางคนก็ยังดิ้นรนอยู่ 

ทุกคนทราบดีว่า...เงินสำคัญเพียงใด ไม่เฉพาะตนเพียงคนเดียว แต่ยังสำคัญต่อครอบครัว และคนที่เรารัก
จนลืมคิดไปว่า.. "เราต้องตาย"

เมื่อหาเงินจนกายแตกทำลายลงไป ทุกอย่างที่หามาได้นั้น...ดุจดั่งความว่างเปล่า
ทั้งทรัพย์สิน เงินทอง ชื่อเสียง ไม่สามารถนำติดตัวไปได้ 
หลับตาเพียงวูบเดียวเหมือนหน้าจอทีวีดับลงชั่วนิรันดร์ 
ชีวิตหลังความตายนั้น เป็นของน่ากลัว ที่เราไม่สามารถ
พกเงินเพื่อไปซื้อสิ่งที่ต้องการได้

ถ้าเราหิวโหยตอนมีชีวิต ยังพอจะหาซื้อมาได้ 
แต่ตอนตายแล้ว เราต้องพึ่ง
สิ่งที่เรียกว่า "บุญ" เพียงอย่างเดียวเท่านั้น
บุญนั้นเป็นที่พึ่งพิงได้จริง ไม่ว่ายามเราเป็นหรือตาย บางดวงจิตไร้บุญเร่ร่อน เป็นสัมภเวสี อาศัยรอญาติมิตรอุทิศไปให้

เราอาจจะร่ำรวย หรือมีทรัพย์เพียงพอต่อการใช้จ่ายดำรงชีวิตในชาตินี้ แต่เราอาจจะเป็นคนที่ยากจนข้นแค้นเมื่อเราตายลงไป 
อย่าลืมที่จะสร้างบุญกุศลให้งอกงามขึ้น ก่อนที่ตัวเราเองจะไม่เหลืออะไรเลย มีติดตัวไปเพียงความว่างเปล่าเท่านั้น และใช่ว่าญาติมิตรจะอุทิศให้เราได้ตลอด
เมื่อเรามีเงินของตนเองแล้ว ควรจะมีบุญของตนเองบ้าง "อย่าลืมว่าหลังจากใช้เงินต้องใช้บุญด้วย"

บุญนั้นไม่ไช่ว่าจะต้องนำเงินไปทำบุญ ไปบริจาค 
ถึงจะได้บุญมาก บุญที่มีผลมาก มีอานิสงส์มาก 
เป็นบารมีธรรม คือ การมีสติสำรวมรักษาศีล 
และ การเจริญสติ ทำสมาธิ ภาวนา ให้ได้ตลอด
ไม่ว่า จะยืน เดิน นั่ง นอน ก็ให้ภาวนาพุทโธ 
ในใจให้ได้ตลอดเวลา นี่เป็นบุญใหญ่ 
เป็นอริยทรัพย์อันประเสริฐสูงสุด 

โลกมนุษย์ นับถือกันที่ใครมีเงินมาก นั้นรวยน่านับถือ
โลกหลังความตายนั้น นับถือกันที่บารมีธรรม 
บางคนเป็นเศรษฐีตอนมีชีวิต ตายไปเป็นยาจก
เป็นเปรต ก็มีมากประมาณไม่ได้ 

บางคน เป็นคนธรรมดา แต่พอถึงเวลาต้องตาย
จากโลกนี้ไป บุญบารมีธรรม ที่ได้สร้าง สะสมมาดีแล้ว
ก็มารวมกัน เป็นเทวดา เป็นพรหม สว่างไสวมาก 
เพราะเหตุอย่างนี้ เราท่านทั้งหลาย ก็อย่าลืม
ให้ความสำคัญกับ ทาน ศีล ภาวนา ด้วย อย่าประมาท

บทความธรรมะบางส่วนจากกลุ่ม ศีล สมาธิ ปัญญา
เรียบเรียงเพิ่มเติมโดย อมตะธรรม ประเทศไทย 
#ธรรมะ #อมตะธรรม #ธรรมะสอนใจ

วันอาทิตย์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2565

"สมการชีวิต"

สิ่งที่คุณควรสรรหาคือ “แรงบันดาลใจ”
สิ่งที่คุณควรปล่อยไปคือ “ความพยาบาท”
สิ่งที่คุณไม่ควรพลาดคือ “การเรียนรู้”
สิ่งที่คุณควรมอบให้เฉพาะคนที่ควรคู่คือ “หัวใจ”

"สมการชีวิต"
โง่ + ขยัน = เหนื่อย
โง่ + โลภ = เหยื่อ
โง่ + ขี้เกียจ = ยากจน
โง่ + บริโภคนิยม = หมดตัว
โง่ + ช้า = ล้าหลัง
โง่ + รีบร้อน = สะดุด
โง่ + อดทน = ถึงจุดหมาย แต่ช้าหน่อย
โง่ + ขยัน + อดทน = ลืมตาอ้าปากได้
โง่ + ซื่อสัตย์ = คนเมตตา
โง่ + กตัญญู = พระคุ้ม
โง่ + เรียนรู้ = ไม่โง่

ฉลาด + ขยัน = ความสำเร็จ
ฉลาด + อดทน = ความเจริญ
ฉลาด + ขี้เกียจ = โกง
ฉลาด + ขี้เกียจ + โลภ = โคตรโกง
ฉลาด + โอกาส = ติดปีก
ฉลาด + โอกาส + ขยัน = ติดจรวด
ฉลาด + กตัญญู = สัตบุรุษ
ฉลาด + ซื่อสัตย์ = ยอดคน
ฉลาด + ไม่เรียนรู้ = ไม่ฉลาด

โลภ + ขี้เกียจ = ชีวิตหมดไปกับการหาทางลัด
โลภ + ขยัน = รวย
โลภ + โกรธ = โรคหัวใจ
โกรธ + เกลียด = ไฟในอก
โกรธ + อโหสิ = สวรรค์

รัก + หลง = อุปาทาน
รัก + ใจร้อน = ชิงสุกก่อนห่าม
รัก + ใจเย็น = ไม้เท้ายอดทอง ตะบองยอดเพชร
รัก + เข้าใจ = รักจริง
เข้าใจ + ให้อภัย = รักแท้
รัก + อดทน = บ้านเย็น
รัก + อกหัก = ปรากฏการณ์ธรรมชาติ
อกหัก + เหล้า = ยืดเวลาอกหัก
อกหัก + เข้าใจ = ลดเวลาอกหัก
อกหัก + เมตตา = หายอกหัก
ความรู้ + ความโลภ = โมหะ
ความรู้ + ความหลง = เอาตัวไม่รอด
ความรู้ + จริยธรรม = ปัญญา
สติ + ปัญญา = ความเจริญ
จินตนาการ + ความคิดสร้างสรรค์ = นวัตกรรมด้านบวก
จินตนาการ + โมหะ = นวัตกรรมด้านลบ
จินตนาการ + อารมณ์ลบ = ฟุ้งซ่าน

ปัญหา + กลุ้มใจ = ปัญหา + กลุ้มใจ
ปัญหา + วิเคราะห์ = ลดปัญหา

ใจเย็น + รอบคอบ = สำเร็จมั่นคง

รีบร้อน + มีแผน = วิ่งสะดุด
รีบร้อน + ไม่มีแผน = วิ่งอยู่กับที่

รวย + เมตตา = บุญ
รวย + ธรรม = กุศล
ทำบุญ + ชื่อเสียง = แบกโลก
ทำบุญ + ชาติหน้า = การลงทุน
ทำบุญ + เมตตา = ปล่อยวาง

ไม่เข้าใจ + ไม่ปล่อยวาง = อุปาทาน
เข้าใจ + ไม่ปล่อยวาง = โซ่ตรวน
เข้าใจ + ปล่อยวาง = เย็น

สูตรชีวิตสำเร็จ

ขยัน + อดทน + เรียนรู้ + ใจเย็น + เมตตา + ปล่อยวาง = ความเจริญรุ่งเรืองทั้งทางโลกและจิตใจ
Cr:วินทร์ เลียววารินทร์
#เฮียติงลี่ #เฮียติงลี่โชคดีแสนล้าน
#สามก๊ก #ปรัชญาจีน #คำคม #ปรัชญาชีวิต
https://www.facebook.com/htingly เพจรวบรวมบทความ คติพจน์ ปรัชญาชีวิตแขนงต่างๆเพื่อการเรียนรู้และปรับใช้

วันเสาร์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2565

ถ้ำเซินด่อง’ ถ้ำตามธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลก

‘ถ้ำเซินด่อง’ ถ้ำตามธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ถ้ำเซินด่อง (hang Sơn Đoòng) เป็นถ้ำในอุทยานแห่งชาติโฟงญาเก่บาง อำเภอโบ๋จ่าย จังหวัดกว๋างบิ่ญ ประเทศเวียดนาม เป็นหนึ่งในถ้ำตามธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ถ้ำตั้งอยู่ใกล้กับพรมแดนกับประเทศลาว ภายในถ้ำมีแม่น้ำใต้ดินที่ไหลเชี่ยวกรากอยู่ และข้อมูลจากปี 2009 ถือว่าถ้ำนี้มีขนาดตัดข้าง (cross-section) ใหญ่ที่สุดในบรรดาถ้ำทั่วโลก ถ้ำนี้เกิดขึ้นจากกระบวนการกร่อนของหินปูน และมีการกำหนดอายุของถ้ำอยูที่ราว 2 ถึง 5 ล้านปี  ทางเข้าถ้ำเซิยด่องค้นพบในปี 1991 โดยชายชาวท้องถิ่นชื่อ ‘โห่ ฮาญ’  ขณะที่เขาเข้าป่าเพื่อหาไม้กฤษณา เขาได้ยินเสียงลมกรรโชกแรงและลำธารไหลเชี่ยวกรากตั้งแต่ปากถ้ำ เมื่อเข้าไปยังพบทางลดหลั่นที่มีความชัน

ในปี 2009 ถือเป็นครั้งแรกที่ถ้ำได้รับความสนใจในระดับนานาชาติ ทีมนักสำรวจถ้ำจากสมาคมวิจัยถ้ำอังกฤษ (BCRA) ทำการสำรวจถ้ำตั้งแต่วันที่ 10 ถึง 14 เมษายน 2009 การสำรวจชะงักลงหลังทีมเผชิญหน้ากับผนังถ้ำที่เต็มไปด้วยหินย้อยแหลมความสูงกว่า 60-เมตร (200-ฟุต) ที่ซึ่งทีมงานตั้งชื่อให้ว่าเป็น "กำแพงเมืองเวียดนาม" (Great Wall of Vietnam) ทีมสำรวจถ้ำข้ามทะลุผนังดังกล่าวได้สำเร็จในปี 2010 และสำรวจจนถึงสุดทางเดินของถ้ำ ในปี 2010 ทีมสำรวจถ้ำจาก BCRA นำโดบฮอเวิร์ด ลิมเบิร์ท (Howard Limbert) ทำการสำรวจถ้ำเซินด่องเสร็จสมบูรณ์ และประกาศให้เป็นถ้ำตามธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลกในวันที่ 14 เมษายน 2010 ด้วยปริมาตรถ้ำอยู่ที่ 38.5 ล้านลูกบาศก์เมตร

Wikipedia
Photo: ProofreadNZ Ltd

#ทันโลก

วันศุกร์ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2565

พลังบวก "ทะยาน"

“สูง” ที่สุด ไม่ใช่ “ท้องฟ้า”
แต่มัน คือ “..ความทะเยอทะยาน..”
“ต่ำ” ที่สุด ไม่ใช่ “นรกอเวจี”
แต่มัน คือ “..อกตัญญู เนรคุณ..”
“มาก” ที่สุด ไม่ใช่ “ดวงดาวในจักวาล”
แต่มัน คือ “..กิเลส ตัณหา ความอยาก..”
“น้อย” ที่สุด ไม่ใช่ “เศษตังค์”
แต่มัน คือ “..ความสำนึกดี..”
“ลึก” ที่สุด ไม่ใช่ “ใต้ท้องมหาสมุมร”
แต่มัน คือ “..ก้นบึ้งจิตใจมนุษย์..”
“ตื้น” ที่สุด ไม่ใช่ “ผิวน้ำ”
แต่มัน คือ “..ความคิด..”
“หนัก” ที่สุด ไม่ใช่ “ภูเขา”
แต่มัน คือ “..การแบกรับ..”
“เบา” ที่สุด ไม่ใช่ “ขนนก”
แต่มัน คือ “..อุเบกขา..”
“ยาว” ที่สุด ไม่ใช่ “ฟากฟ้า”
แต่มัน คือ “..การเวียนว่ายตายเกิด..”
“สั้น” ที่สุด ไม่ใช่ “ขนไร”
แต่มัน คือ “..ลมหายใจในชีวิต..”
“ไกล” ที่สุด ไม่ใช่ “ขอบจักรวาล”
แต่มัน คือ “..อดีตกาลที่ผ่านมา..”
“ใกล้” ที่สุด ไม่ใช่ “แค่สายตามอง”
แต่มัน คือ “..ความตายในชีวิต..”
Cr.  ทางของเสือ

วันเสาร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2565

กาลามสูตร10


#กาลามสูตร10 กับ #สังคมออนไลน์

พระพุทธเจ้าตรัสว่า ใครจะพูดก็พูดไปเราก็ฟังไป อย่าไปว่าหรือค้านเขา 

แต่ #อย่าเพิ่งเชื่อ  ต้องพิจารณาดูก่อนว่า 
• ถูกหรือผิด  
• เป็นบุญหรือเป็นบาป 
• เป็นประโยชน์หรือไม่เป็นประโยชน์ 

พระสูตรนี้มีที่มาจาก ครั้งหนึ่งในสมัยพุทธกาล องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้เสด็จไปยังเกสปุตตนิคม อันเป็นที่อยู่ของชาวกาลามโคตร ชาวบ้านได้ไปเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในครั้งนั้น มีทั้งพวกที่ไม่เชื่อบุญก็มี ไม่เชื่อบาปก็มี พวกที่ไม่นับถือศาสนาก็มี นับถือพุทธศาสนาก็มี นับถือศาสนาอื่นก็มี สงสัยก็มี ไม่สงสัยก็มี

พระองค์จึงให้พระสูตรที่สำคัญสูตรหนึ่ง นั้นก็คือ กาลามสูตร  เพื่อให้เป็นหลักแห่งเหตุ และผล ไม่ให้เชื่อสิ่งใดๆ อย่างงมงายโดยไม่ใช้ปัญญาพิจารณาให้เห็นจริงถึงคุณ-โทษ หรือดี-ไม่ดี ก่อนเชื่อ มีอยู่ 10 ประการ ได้แก่

1. อย่าเพิ่งเชื่อ โดยฟังตามๆ กันมา 
2. อย่าเพิ่งเชื่อ โดยถือว่าเป็นของเก่า เล่าสืบๆ กันมา
3. อย่าเพิ่งเชื่อ เพราะเป็นข่าวเล่าลือ
4. อย่าเพิ่งเชื่อ โดยอ้างคัมภีร์หรือตำรา
5. อย่าเพิ่งเชื่อ โดยคิดเดาเอาเอง 
6. อย่าเพิ่งเชื่อ โดยคาดคะเน อนุมานเอา
7. อย่าเพิ่งเชื่อ โดยตรึกเอาตามอาการที่ปรากฏ
8. อย่าเพิ่งเชื่อ เพราะเห็นว่าต้องกับความเห็นของตน 
9. อย่าเพิ่งเชื่อ เพราะผู้พูดควรเชื่อได้
10. อย่าเพิ่งเชื่อ เพราะผู้พูดนั้นเป็นครูของเรา

ในปัจจุบันนี้นักวิทยาศาสตร์ และนักคิดต่างๆ  ได้สรรเสริญพระพุทธศาสนาในแง่ของ หลักแห่งการมีเหตุ มีผล และสอดคล้องกับหลักวิทยาศาสตร์

ดังนั้น กาลามสูตรจึงเป็นพระสูตรที่ให้อิสระในด้านความคิด แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่ให้เราเชื่อ แต่ให้พิจารณาให้ดีเสียก่อน แล้วจึงค่อยเชื่อ อย่าเชื่อโดยฟังตามๆ กันมา แม้แต่พระคัมภีร์ก็อย่าเพิ่งเชื่อ ให้พิจารณา ดูเสียก่อน ไม่เชื่ออะไรอย่างไร้เหตุผล โดยไม่พิจารณาว่าควรเชื่อ หรือไม่เพียงไร 

#หยุดโกหกบนอินเตอร์เน็ต #StopOnLies

ฝึก 8 อย่าง จะไม่ทุกข์

วันพฤหัสบดีที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2565

วิชาอาแปะ สอนรวย



หนังสือราคาหลักร้อย ช่วยปลดหนี้ให้คนไทยมานับหมื่นคน
วิชาอาแปะ สอนรวย ทำสิ่งนี้ เพื่อช่วยให้คนที่เป็นหนี้ทุกคน
ได้มีชีวิตใหม่

มหาเศรษฐีทุกคนเคยเป็นหนี้
แต่เขากลับมารวย
เพราะรู้วิธีเอาตัวรอดจากหนี้

100 วิธีเอาตัวรอด ฉบับคนเคยเป็นหนี้ 50 ล้าน 
>> 📚 หนังสือที่คนเป็นหนี้ต้องอ่าน ขายแล้วกว่า 10,000 เล่ม ทั่วประเทศไทย
.
หยุดกู้เงินก้อนใหม่ มาโปะหนี้เรื้อรังก้อนเก่า รีบค้นหาทางออกที่ใช่ โดยไม่ต้องสร้างหายนะเพิ่ม 
.
"เป็นหนี้มีทางออกเสมอ" ไม่ต้องกู้เพิ่ม ก็ปลดหนี้ได้ หนี้บ้าน หนี้รถ หนี้บัตรเครดิต หนี้นอกระบบ ไม่ต้องกลัว ! อ่านเล่มนี้จบ แล้วคุณจะพบทางออก
.
📚 "100 วิธีเอาตัวรอดจากหนี้"

หนังสือที่รวบรวม 100 เทคนิคจากประสบการณ์จริงของ นพ.ธีรวัฒน์ เนียมสุวรรณ ที่เคยเป็นหนี้กว่า 50 ล้าน จนเกือบเอาตัวไม่รอด แต่เมื่อละทิ้งความกลัวและไม่ยอมแพ้..จึงได้ปลดล็อคความคิดและหาทางก้าวผ่านจุดที่ชีวิตดิ่งลงเหวมาได้
.
#สารบัญ 
บทนำ
วิธีที่ 1 กำลังใจก่อนปลดหนี้
วิธีที่ 2 จะปลดหนี้ ใจต้องพร้อม
วิธีที่ 3 ธนาคารลดหนี้ได้ แต่ไม่เคยบอกลูกหนี้ 
วิธีที่ 4 ธนาคารลดหนี้ให้ใครบ้าง 
วิธีที่ 5 ธนาคารกลัวลูกหนี้ประเภทไหน
วิธีที่ 6 ชนะธนาคารด้วยวิชามารและวิชามัน
วิธีที่ 7 การปลดหนี้ที่ธนาคารไม่เคยบอกลูกหนี้
วิธีที่ 8 สิ่งที่คุณต้องรู้ทันธนาคาร
วิธีที่ 9 การคิดดอกเบี้ยบัตรเครดิต 
วิธีที่ 10 ธนาคารเก็บดอกเบี้ยเกินกว่า 15% ต่อปี

วิธีที่ 11 ธนาคารเก็บดอกเบี้ยสองเด้ง
วิธีที่ 12 ดอกเบี้ยปรับ คิดตั้งแต่วันผิดนัด
วิธีที่ 13 จ่ายขั้นต่ำก็ผิดนัด
วิธีที่ 14 จ่ายดอกตามอำเภอใจ
วิธีที่ 15 ดอกเบี้ยแบบนี้ ต้องรีบปิด
วิธีที่ 16 การคิดดอกเบี้ยกรณีบัตรกดเงินสด
วิธีที่ 17 เงินปากถุง
วิธีที่ 18 จ่ายขั้นต่ำ เสียดอกปรับ
วิธีที่ 19 ขอลดหย่อนหนี้ได้ ถ้าปิดเร็ว
วิธีที่ 20 การคิดดอกเบี้ย

วิธีที่ 21 การคิดดอกเบี้ยบ้าน
วิธีที่ 22 การคิดดอกเบี้ยปรับ
วิธีที่ 23 เงินต้นเท่านั้นที่คิดดอกเบี้ยได้
วิธีที่ 24 ทำไมจ่ายหนี้บัตรเครดิต..แต่หนี้จึงไม่ลด
วิธีที่ 25 สิ่งที่ต้องรู้ก่อนต่อรองหนี้กับธนาคาร
วิธีที่ 26 การเจรจาต่อรองที่ธนาคารต้องยอม
วิธีที่ 27 หลักการเจรจาต่อรองหนี้กับธนาคาร
วิธีที่ 28 หลักการเจรจาต่อรองกับเจ้าหนี้ให้ได้ผล
วิธีที่ 29 ทำการบ้านก่อนไปเจรจาต่อรอง
วิธีที่ 30 ต่อรองให้เราได้ประโยชน์มากที่สุด

วิธีที่ 31 ต่อรองให้แล้วทำชำระหนี้ได้จริง ไม่ผิดนัดอีก
วิธีที่ 32 ต่อรองภายใต้กรอบของกฎหมาย 
วิธีที่ 33 เพิ่มอำนาจต่อรอง ถ้ามีเงินสดไปเจรจา
วิธีที่ 34 มีหลักฐานการต่อรองที่เป็นลายลักษณ์อักษร
วิธีที่ 35 ตัวอย่างการเขียนหนังสือง่าย ๆ ที่เป็นลายลักษณ์อักษร
วิธีที่ 36 หนี้ท่วมหัวจะเอาตัวรอดได้อย่างไร
วิธีที่ 37 คุณเป็นหนี้ขั้นไหน
วิธีที่ 38 คุณเป็นหนี้ขั้นไหนจะได้แก้ได้ตรงจุด
วิธีที่ 39 สร้างความกังวลใจหรือเปล่า
วิธีที่ 40 สร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่นหรือเปล่า

วิธีที่ 41 สร้างความอดอยากให้กับครอบครัวหรือเปล่า
วิธีที่ 42 หยุดส่งทุกอย่าง หรี้จะหมดเร็วกว่าจริง ๆ
วิธีที่ 43 ทำไมถึงหยุดจ่าย แต่..ปลดหนี้เร็วกว่า?
วิธีที่ 44 หยุดจ่าย..แล้วมีเงินเหลือ
วิธีที่ 45 หลุดจ่าย..จะต่อรองได้มากขึ้น
วิธีที่ 46 หยุดจ่าย..เพื่อเลือกปิดหนี้ทีละก้อน
วิธีที่ 47 ทำอย่างไรได้ลดทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย
วิธีที่ 48 ประวัติเครดิตบูโร
วิธีที่ 49 แก้หนี้ถูกทาง..ชีวิตไม่พังเพราะหนี้
วิธีที่ 50 หนี้กตัญญู

วิธีที่ 51 หนี้ตัวเอง 
วิธีที่ 52 หนี้คู่ชีวิต
วิธีที่ 53 หนี้นอกระบบ
วิธีที่ 54 หนี้ในระบบ
วิธีที่ 55 หนี้บัตรเครดิตและบัตรกดเงินสด
วิธีที่ 56 หนี้สินเชื่อเงินสด
วิธีที่ 57 หนี้รถ
วิธีที่ 58 หนี้ธุรกิจ
วิธีที่ 59 หนี้บ้าน
วิธีที่ 60 ประเภทของการปลดหนี้

วิธีที่ 61 การปิดหนี้ทั้งก้อนทีเดียว
วิธีที่ 62 หักกลบลบหนี้
วิธีที่ 63 โอนทรัพย์ชำระหนี้
วิธีที่ 64 แปลงหนี้เป็นทุน
วิธีที่ 65 วางชำระหนี้ที่กรมบังคับคดี
วิธีที่ 66 ขายทอดตลาด
วิธีที่ 67 ประนอมหนี้
วิธีที่ 68 ปรับลดการส่งต่อเดือน
วิธีที่ 69 ปรับปรุงโครงสร้างหนี้
วิธีที่ 70 รีไฟแนนซ์

วิธีที่ 71 รวมหนี้แล้ว..ปิดบางส่วน
วิธีที่ 72 ขอลดยอดหนี้แล้วแบ่งชำระเป็นงวด
วิธีที่ 73 ขอลดยอดหนี้แล้วแบ่งชำระแบบบอลลูน หรือขั้นบันได
วิธีที่ 74 จ่ายหนี้เกินขั้นต่ำจนหนี้หมด
วิธีที่ 75 เปลี่ยน OD เป็น Term Loan 
วิธีที่ 76 การรับมือขั้นเทพกับพวกชอบทวงหนี้
วิธีที่ 77 เมื่อจะโดนฟ้องแล้วทำอย่างไรดี
วิธีที่ 78 โดนหมายฟ้องแล้วทำอย่างไรดี
วิธีที่ 79 หลักการและขั้นตอนการฟ้องร้องดำเนินคดี
วิธีที่ 80 จะโดนยึดทรัพย์แล้วทำอย่างไรดี

วิธีที่ 81 ล้มละลาย..ไม่ตายสักหน่อย
วิธีที่ 82 ทำไงดี ปลดหนี้หมดแล้ว
วิธีที่ 83 แนวคิดของคนเป็นหนี้
วิธีที่ 84 สิ่งที่ป้องกันคุณไม่ให้เป็นหนี้เพิ่ม
วิธีที่ 85 ต้องเก็บเอกสารสำคัญของคนเป็นหนี้ 10 ปี
วิธีที่ 86 สัญญากู้ตัวจริงหรือสำเนา เป็นรายการที่สรุปยอดหนี้ทั้งสิ้น
วิธีที่ 87 ใบค่างวด ใบเสร็จรับเงิน
วิธีที่ 88 ประกันแนบบัตรเครดิต บัตรเอทีเอ็ม
วิธีที่ 89 ประกันแนบสินเชื่อ ธุรกิจ
วิธีที่ 90 ประกันคุ้มครองสินเชื่อประเภท MRTA

วิธีที่ 91 ข้อกฎหมายที่ลูกหนี้ที่ต้องรูปเพื่อเอาตัวรอด
วิธีที่ 92 ความเป็นจริงเกี่ยวกับธนาคาร
วิธีที่ 93 สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้
วิธีที่ 94 ดอกเบี้ยคืออะไร ?
วิธีที่ 95 ดอกเบี้ย ค่าปรับ ค่าธรรมเนียม และค่าบริการอื่น ๆ ของบัตรเคดิต
วิธีที่ 96 ดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมของสินเชื่อส่วนบุคคล
วิธีที่ 97 อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ แต่ละธนาคาร
วิธีที่ 98 อัตราดอกเบี้ยเงินฝาก แต่ละธนาคาร
วิธีที่ 99 ศัพท์เฉพาะทางลูกหนี้
วิธีที่ 100 ลักษณะของสินเชื่อเพื่อการบริโภค
.
#เป็นเจ้าของหนังสือเล่มนี้ 
จากราคาเต็ม 245 บาท ลดเหลือ
• E-Book : 172 บาท
• รูปเล่ม : 221 บาท
.
#ช่องทางการสั่งซื้อ :
พิมพ์คำว่า "สนใจ" ในคอมเมนต์ หรือ inbox เข้ามาได้เลย

“ถ้าผมไม่สามารถคิดเป็นภาพ แสดงว่าผมยังไม่เข้าใจมัน” อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์


“ถ้าผมไม่สามารถคิดเป็นภาพ  แสดงว่าผมยังไม่เข้าใจมัน”
                                                           อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์

>>>

      ถ้าเราเคยไปนิวซีแลนด์  เมื่อนึกถึงนิวซีแลนด์ภาพจะปรากฏขึ้นในสมองทันที   สิ่งใดที่เกิดจากประสบการณ์ เมื่อหวนนึกอีกครั้งมันจะปรากฏในรูปของภาพไม่ใช่ถ้อยคำ

        ผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิตในทุกสาขาอาชีพ   ไม่ว่านักธุรกิจ  แพทย์   วิศวกร   สถาปนิก  นักกีฬา  นักวิทยาศาสตร์  ดารานักแสดงฯลฯ   หรือแม้แต่คนขับแท็กซี่  ช่างไม้   ช่างซ่อมเครื่องยนต์ที่มีฝีมือโดดเด่น  ล้วนมีพรสวรรค์ในการคิดเป็นภาพ แต่เนื่องจากเป็นการเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ทำให้ไม่มีใครออกมาอธิบายเคล็ดลับสู่ความสำเร็จของพวกเขา 

         นักฟุตบอลเก่งๆก่อนเข้ายิงประตู เขาจะคิดเป็นภาพก่อน แล้วค่อยเลี้ยงลูกและยิงไปตามภาพนั้น ความคิดของคนเราเร็วกว่าแสง แม้มีเวลาก่อนยิงประตูเพียงเสี้ยววินาที ก็ยังคิดเป็นภาพทัน  ตอนที่เมสซี่ยิงจุดโทษ เขาต้องคิดเป็นภาพถึงยิงได้แบบนั้น ถ้าคิดเป็นคำว่า จะยิงเข้ามุมบนซ้าย ประสิทธิผลที่ออกมาจะต่ำมาก

         ความคิดสร้างสรรค์จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อรู้จักการคิดเป็นภาพ และการที่เราสามารถคิดเป็นภาพได้ เป็นเพราะมีความระลึกได้ที่มาจากประสบการณ์จริง  ถ้าภาพในใจยิ่งชัดเท่าไหร่สมองจะระดมศักยภาพภายในให้สอดคล้องกับภาพแห่งความสำเร็จนั้น  และไม่ใช่เฉพาะภาพแต่เราควรระลึกให้ครบทั้งรูปรสกลิ่นเสียงและสัมผัสในเหตุการณ์นั้น  ซึ่งแน่นอนว่าคนช่างสังเกต มีกำลังสติสูงจะสามารถเห็นภาพได้ละเอียดและชัดกว่า

        คำสุภาษิตทั้งหลายเช่น เห็นช้างขี้ขี้ตามช้าง   จับปลาสองมือ   เข็นครกขึ้นภูเขา ฯลฯ ล้วนเป็นคำที่แสดงให้เห็นเป็นภาพ   นั่นก็เพราะว่าคำที่เป็นภาพจะเข้าถึงจิตจนสามารถกลายเป็นสุภาษิตที่ลึกซึ้งตรึงใจได้

          ถ้อยคำมีหลายภาษาแต่ภาพมีเพียงภาษาเดียว  เป็นภาษาสากลที่จิตใต้สำนึกเข้าใจ   แม้แต่การอธิษฐานถ้าอธิษฐานเป็นภาพผลของการอธิษฐานจะส่งพลังสูงกว่าการอธิษฐานเป็นคำพูดอย่างมาก

        นอกจากนั้นสมองส่วนที่จำเป็นภาพ  อยู่ด้านเดียวกับสมองส่วนอารมณ์ความรู้สึก ทำให้การจำเป็นภาพ สามารถกระตุ้นความรู้สึกบางอย่างขึ้นมาได้  เช่นความอยากรู้อยากเห็น  แรงบันดาลใจ   ความประทับใจ   ความเข้าใจแบบองค์รวม ฯลฯ

         ความลับสู่ความสำเร็จของผู้นำในทุกสาขาก็คือพวกเขาต้องพยายามอธิบายให้ทีมงานเห็นเป็นภาพ   แน่นอนว่าถ้าแม้แต่ตัวผู้นำเองยังมองไม่เห็นภาพก็ย่อมมิอาจทำให้คนอื่นเห็นขึ้นมาได้  ดังนั้นตัวผู้นำจะต้องเป็นคนที่เห็นภาพชัดที่สุดและสามารถสื่อออกมาให้ทุกคนเห็นภาพเดียวกันด้วย การคัดเลือกผู้นำองค์กรขนาดใหญ่ จึงต้องมีการแสดงวิสัยทัศน์ เพราะถ้าขาดสิ่งนี้แล้ว ไม่มีทางเป็นผู้นำได้

          สิ่งที่ช่วยให้ภาพชัดคือประสบการณ์  การเรียน  การฝึกซ้อม    การทดลอง   การสร้างภาพจำลอง  ฟังจากผู้รู้  ฯลฯ  ดังนั้นความสามารถในการกำหนดเป็นภาพไม่ใช่การมานั่งจินตนาการเพ้อฝันโดยที่ไม่ได้ศึกษาค้นคว้ามาก่อนเลย 

          ทฤษฎีทางจิตวิทยาของกลุ่มเกสตัลท์ อธิบายว่าการหยั่งรู้จะเกิดภายหลังการหยั่งเห็น  เคยมีการทดลองนำกล้วยมาวางไว้ห่างจากกรงลิงมาก  แล้วนำไม้ท่อนสั้นวางไว้ในช่วงที่มือลิงเอื้อมถึง   ส่วนไม้ท่อนยาววางไว้ห่างไกลออกไป ปรากฏว่าลิงบางตัวหยั่งเห็น  มันคว้าไม้ท่อนสั้นไปเขี่ยไม้ท่อนยาวเข้าหาตัวแล้วจับไม้ท่อนยาวนั้นเขี่ยกล้วยเข้ามา  ในขณะที่ลิงส่วนใหญ่นั่งมองกล้วยตาละห้อย

          มนุษย์เราก็มีความสามารถในการหยั่งเห็นไม่เท่ากัน จึงประสบความสำเร็จต่างกัน

วันอังคารที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2565

พรหมวิหาร ๔ โดย พระอาจารย์ชยสาโร


คุณธรรมข้อต่างๆ ในพรหมวิหาร ๔ คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา มีความเชื่อมโยง ส่งเสริมกันได้อย่างไร?

การที่พระพุทธองค์ตรัสคุณธรรมต่างๆ เป็นหมวดหมู่นี่ไม่ใช่โดยบังเอิญ แต่เป็นเพราะมีความสัมพันธ์เนื่องอาศัยกันที่ลึกซึ้ง ส่วนพรหมวิหาร ๔ ข้อนั้น เมตตาคือความหวังดี หวังดีขอให้สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงมีความสุขๆ เถิด ส่วนกรุณาก็จะเน้นที่ความหวัง หรือความต้องการให้สรรพสัตว์ทั้งหลายได้พ้นทุกข์ 

ส่วนมุทิตาก็คือการฝึกให้จิตได้พลอยมีความสุขเมื่อได้คำนึงถึง ได้ระลึกถึงคุณงามความดีหรือการประสบความสำเร็จในสิ่งดีงามของคนอื่น ๓ ข้อนี้เป็นฝ่ายจิตโดยตรง เป็นการฝึกให้จิตงาม แต่ข้อที่ ๔ เป็นฐานเป็นตัวกำกับ ๓ ข้อแรก อุเบกขา เป็นตัวแทนของปัญญา หมวดเกือบทุกหมวดก็จะมีคำว่าปัญญาหรือคุณธรรมที่ทำหน้าที่แทนปัญญา ในพรหมวิหาร ๔ อุเบกขาเป็นคุณธรรมแทนปัญญา 

อุเบกขาเกิดจากการพิจารณากฏแห่งกรรม ถ้าขาดอุเบกขาแล้วอาจจะเป็นทุกข์เพราะ เมตตา กรุณา มุทิตา ได้ อย่างเช่น อยากช่วยให้เขามีความสุข หรือช่วยให้เขาพ้นทุกข์ แต่ช่วยเขาไม่ได้ อาจจะเป็นเพราะเขาพอใจกับสิ่งที่เขาทำ เราเห็นว่ามันไม่ดีแล้ว มันแย่แล้ว เขาก็พอใจเขาไม่สนใจเรา หรือว่าอาจจะเป็นเพราะเขาไม่ไว้ใจเรา ไม่ชอบเรา เพราะฉะนั้นก็มีเหตุปัจจัยมากที่ทำให้เราไม่สามารถช่วยให้คนอื่นเป็นสุขได้ หรือช่วยให้เขาพ้นทุกข์ได้ 

อุเบกขาจึงจะเป็นคุณธรรมสำคัญที่เราได้ยอมรับว่า เหตุปัจจัยไม่พร้อมที่จะช่วยพวกเขาได้ มันเป็นเรื่องของกรรม เขาก็มีกรรมเป็นของๆ ตน เขาต้องรับผิดชอบต่อกรรมของเขา ในระหว่างนี้ที่เราทำอะไรไม่ได้เราวางจิตเป็นกลางเสียก่อน ถ้าเกิดมีความเปลี่ยนแปลงเมื่อไร สามารถช่วยเขาได้เราก็ค่อยช่วย แต่ระหว่างที่เราทำอะไรไม่ได้เราก็วางจิตให้เป็นกลาง

พระอาจารย์ชยสาโร

วันจันทร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2565

ทรัพย์ ๕ ประการเหล่านี้มีอยู่ ๕ ประการเป็นอย่างไร

ภิกษุทั้งหลาย !  ทรัพย์ ๕ ประการเหล่านี้มีอยู่  ๕ ประการเป็นอย่างไร คือ 
(๑) ทรัพย์คือ ศรัทธา (๒) ทรัพย์คือ ศีล (๓) ทรัพย์คือ สุตะ (๔) ทรัพย์คือ จาคะ (๕) ทรัพย์คือ ปัญญา

    ภิกษุทั้งหลาย !  ก็ทรัพย์คือศรัทธาเป็นอย่างไร. 
ภิกษุทั้งหลาย !  อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศรัทธา ย่อมเชื่อปัญญาเครื่องตรัสรู้ของตถาคตว่า แม้เพราะเหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาค

พระองค์นั้น ... เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรม 
นี้เรียกว่า ทรัพย์คือศรัทธา.
    ภิกษุทั้งหลาย !  ก็ทรัพย์คือศีลเป็นอย่างไร.  
ภิกษุทั้งหลาย !  อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ ... จากการดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท 

นี้เรียกว่า ทรัพย์คือศีล.
    ภิกษุทั้งหลาย !  ก็ทรัพย์คือสุตะเป็นอย่างไร.  
ภิกษุทั้งหลาย !  อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นพหูสูต ทรงสุตะ สั่งสมสุตะ เป็นผู้ได้สดับมามาก ทรงจำได้ คล่องปาก ขึ้นใจ แทงตลอดอย่างดี

ด้วยทิฏฐิซึ่งธรรมทั้งหลาย อันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถะ ทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์

บริบูรณ์สิ้นเชิง 
นี้เรียกว่า ทรัพย์คือสุตะ.
    ภิกษุทั้งหลาย !  ก็ทรัพย์คือจาคะเป็นอย่างไร.  
ภิกษุทั้งหลาย !  อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีใจปราศจากมลทินคือความตระหนี่ อยู่ครองเรือน มีการบริจาคอันปล่อยอยู่เป็นประจำ มีฝ่า

มืออันชุ่ม ยินดีในการสละ 
เป็นผู้ควรแก่การขอ ยินดีในการให้และการแบ่งปัน 
นี้เรียกว่า ทรัพย์คือจาคะ.
    ภิกษุทั้งหลาย !  ก็ทรัพย์คือปัญญาเป็นอย่างไร.  
ภิกษุทั้งหลาย !  อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีปัญญา ประกอบด้วยปัญญาอันหยั่งถึงความตั้งขึ้นและความเสื่อมไป เป็นอริยะ ชำแรกกิเลส

ให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ 
นี้เรียกว่า ทรัพย์คือปัญญา. 
    ภิกษุทั้งหลาย !  นี้แล ทรัพย์ ๕ ประการ.

(คาถาผนวกท้ายพระสูตร)
    ผู้ใดมีความเชื่อในตถาคต ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว 
    มีศีลอันงาม อันพระอริยะชอบใจ สรรเสริญ 
    มีความเลื่อมใสในพระสงฆ์ และมีความเห็นตรง
    บัณฑิตทั้งหลายกล่าวผู้นั้นว่า ไม่เป็นคนขัดสน 
    ชีวิตของผู้นั้นไม่เปล่าประโยชน์ 
    เพราะเหตุนั้น ผู้มีปัญญา เมื่อนึกถึงคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย 
พึงประกอบศรัทธา ศีล ความเลื่อมใส และความเห็นธรรมเนืองๆ เถิด. 

-บาลี ปญจก. อํ. ๒๒/๕๘/๔๗.

พันธนสูตรที่ ๑


#พันธนสูตรที่ ๑ 
[๑๐๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! หญิงย่อมผูกชายไว้ด้วยอาการ ๘ อย่าง ๘ อย่างเป็นไฉน ?
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! หญิงย่อมผูกชายไว้
▪️ด้วยรูป ๑ 
▪️ด้วยการยิ้มแย้ม ๑
▪️ ด้วยคำพูด ๑ 
▪️ด้วยเพลงขับ ๑ 
▪️ด้วยการร้องไห้ ๑ 
▪️ด้วยอากัปปกิริยา ๑
▪️ด้วยของกำนัล ๑ 
▪️ด้วยผัสสะ ๑ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! หญิงย่อมผูกชายไว้ด้วยอาการ ๘ อย่างนี้แล

 ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! สัตว์ที่ถูกผูกด้วยอาการ ๘ อย่าง นี้แล ชื่อว่าถูกผูกด้วยบ่วง ฯ 

จบสูตรที่ ๗ 

~~~

พันธนสูตรที่ ๒ 

[๑๐๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! ชายย่อมผูกหญิงไว้ด้วยอาการ ๘ อย่าง ๘ อย่างเป็นไฉน 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! ชายย่อมผูกหญิงไว้
▪️ด้วยรูป ๑ 
▪️ด้วยการยิ้มแย้ม ๑ 
▪️ด้วยคำพูด ๑ 
▪️ด้วยเพลงขับ ๑ 
▪️ด้วยการร้องไห้ ๑
▪️ ด้วยอากัปปกิริยา ๑
▪️ด้วยของกำนัล ๑ 
▪️ด้วยผัสสะ ๑

 ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! ชายย่อมผูกหญิงไว้ด้วยอาการ ๘ อย่างนี้แล

 ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! สัตว์ที่ถูกผูกด้วยอาการ ๘ อย่าง นี้แลชื่อว่าถูกผูกด้วยบ่วง ฯ 

จบสูตรที่ ๘

พระไตรปิฏกไทย(ฉบับหลวง)เล่มที่ ๒๓ หน้าที่ ๑๕๐ ข้อที่ ๑๐๗-๑๐๘

วันอาทิตย์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2565

สัตตาวาส {๑} ๙ มีอยู่. สัตตาวาส ๙


✴️กายแบบต่างๆ
 ภิกษุทั้งหลาย ! สัตตาวาส {๑} ๙ มีอยู่. สัตตาวาส ๙ อย่างไรเล่า ?
 ภิกษุทั้งหลาย !
 สัตว์พวกหนึ่ง (สตฺตา) 
มีกายต่างกัน มีสัญญาต่างกัน 
เหมือนมนุษย์ทั้งหลาย เทวดาบางพวก 
และวินิบาตบางพวก 
นี้เป็นสัตตาวาสที่ ๑ 
 
สัตว์พวกหนึ่งมีกายต่างกัน 
มีสัญญาอย่างเดียวกัน 
เหมือนเทวดาผู้นับเนื่องในหมู่พรหม 
ผู้เกิดในปฐมภูมิ (ปฐมานิพฺพตฺตา)
 นี้เป็นสัตตาวาสที่ ๒ 
 
สัตว์พวกหนึ่งมีกายอย่างเดียวกัน 
มีสัญญาต่างกัน 
เหมือนพวกเทพอาภัสสระ 
นี้เป็นสัตตาวาสที่ ๓ 
สัตว์พวกหนึ่งมีกายอย่างเดียวกัน 
มีสัญญาอย่างเดียวกัน 
เหมือนพวกเทพสุภกิณหะ 
นี้เป็นสัตตาวาสที่ ๔ 

สัตว์พวกหนึ่งไม่มีสัญญา 
ไม่เสวยเวทนา เหมือนพวกเทพผู้เป็นอสัญญีสัตว์ {๒}   
นี้เป็นสัตตาวาสที่ ๕ 
๑. ที่อยู่ ที่อาศัยของสัตว์.
๒. สัตว์ผู้ไม่มีสัญญา ไม่เสวยเวทนา 
เข้าถึงโดยผู้ที่ได้สัญญาเวทยิตนิโรธ เป็นต้น. 

สัตว์พวกหนึ่ง 
เพราะก้าวล่วงเสียได้
ซึ่งรูปสัญญาโดยประการทั้งปวง 
เพราะความดับไปแห่งปฏิฆสัญญา 
เพราะไม่ใส่ใจนานัตตสัญญา 
จึงเข้าถึงอากาสานัญจายตนะ {๑}  
มีการทำในใจว่า
 “อากาศไม่มีที่สิ้นสุด” ดังนี้ 
นี้เป็นสัตตาวาสที่ ๖
 
สัตว์พวกหนึ่ง 
เพราะก้าวล่วงเสียได้
ซึ่งอากาสานัญจายตนะโดยประการทั้งปวง 
จึงเข้าถึงวิญญาณัญจายตนะ {๒} 
มีการทำในใจว่า “วิญญาณไม่มีที่สุด” ดังนี้ 
นี้เป็นสัตตาวาสที่ ๗ 

 สัตว์พวกหนึ่ง 
เพราะก้าวล่วงเสียได้
ซึ่งวิญญาณัญจายตนะโดยประการทั้งปวง 
จึงเข้าถึงอากิญจัญญายตนะ {๓} 
มีการทำในใจว่า “อะไรๆ ก็ไม่มี” ดังนี้ 
นี้เป็นสัตตาวาสที่ ๘ 

 สัตว์พวกหนึ่ง 
เพราะก้าวล่วงเสียได้
ซึ่งอากิญจัญญายตนะโดยประการทั้งปวง 
จึงเข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะ {๔} ดังนี้ 
นี้เป็นสัตตาวาสที่ ๙. 
 
ภิกษุทั้งหลาย !นี้แลสัตตาวาส๙.

 -บาลี สตฺตก. อํ. ๒๓/๔๑๓/๒๒๘.

๑. ความหมายรู้ในความไม่มีที่สิ้นสุดของอากาศ
๒. ความหมายรู้ในความไม่มีที่สุดของวิญญาณ
๓. ความหมายรู้ในความไม่มีอะไร
๔. ความหมายรู้ว่า สัญญามีก็ไม่ใช่ สัญญาไม่มีก็ไม่ใช่

พลิกประวัติศาสตร์ฟิสิกส์! นักวิทยาศาสตร์เดนมาร์กโชว์เหนือ "สยบแสง" ให้ช้าเท่าจักรยาน ก่อนสั่งหยุดนิ่งสนิทสำเร็จ

พลิกประวัติศาสตร์ฟิสิกส์! นักวิทยาศาสตร์เดนมาร์กโชว์เหนือ "สยบแสง" ให้ช้าเท่าจักรยาน ก่อนสั่งหยุดนิ่งสนิทสำเร็จ เคมบริ...