วันจันทร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566

ทำชั่วได้ทุกวินาที เมื่อจะทำดี ต้องหาฤกษ์

•ฤกษ์ดี หรือ ฤกษ์ร้าย ตามหลักแห่งพระพุทธศาสนา•
มวลมนุษย์เรานี้ จะคิดการทำสิ่งใดสักอย่าง
ล้วนแต่ฝากความหวังไว้กับปัจจัยภายนอกเสียทั้งสิ้น
ทั้งปวงเทพเจ้าและเหล่าเทวดา กระทั้งภูตผีเจ้าที่เจ้าทางทั้งหลาย มนุษย์เราจึงเซ่นไหว้สิ่งเหล่านั้น เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้ตน
หลายครั้งกิจการเกิดความล้มเหลว ก็เกิดความน้อยเนื้อต่ำใจ เพ่งไปยังเจ้าที่เจ้าทางและสรรพสิ่งที่มองไม่เห็น 

หรือจะเป็นเพราะเราไม่ดูฤกษ์ยามให้ดีเสียก่อน 
การที่ว่าจะดีเลยเสียศูนย์ และสูญสิ้นไปทุกสิ่ง 
เมื่อจะแก้ไขก็ไม่ได้คิดถึงเหตุผลตามที่ควรจะเป็น 
กลับมุ่งไปที่การกราบไหว้บูชาและบวงสรวงต่อปวงเทพและเหล่าภูตผีไปสิ้น
ก่อนจะเข้าทำงานใหม่ ก็หาฤกษ์ หาตัวเลขดี มงคลดี
ก่อนเปิดอาคารทำการใหม่ ก็ต้องอาศัยฤกษ์ดี 
ก่อนขึ้นบ้านใหม่ บวชนาค หรือแม้แต่จะคลอดลูกสักคน
ล้วนต้องพึ่งพาตัวเลขมงคลทั้งสิ้น
คล้ายกับว่า ทุกอย่างในวันนี้ ล้วนต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น
ที่เรากล่าวว่า เป็นความมงคลและเป็นฤกษ์ดีทั้งสิ้น
เหมือนกับว่า ทุกอย่างของความสำเร็จ ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นทั้งสิ้น
บางครั้ง บางเดือน พวกเขาหาฤกษ์อันดีและเป็นมงคลไม่ได้เลยสักวัน ฉะนี้แล้ว เราจะดำเนินชีวิตไปได้อย่างไร 

ถ้าหากไม่มีฤกษ์ดีในความหมายของผู้แสวงหาฤกษ์ทั้งหลาย 
กิจการทั้งหมดมิต้องหยุดชะงักไปหมดหรือ
แม้แต่ผู้บริหารบ้านเมือง ยังต้องดูฤกษ์เพื่อสร้างเสริมความมั่นใจแก่ตนเอง ก่อนเข้าไปประจำกระทรวงหรือบริหารบ้านเมือง บางคนก็เดินสายกราบไหว้ขอพรต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทั้งทิศเหนือและใต้ กว่าจะครบองค์ประกอบของความมั่นใจ ก็หมดเวลาไปหลายวัน
จึงเห็นได้ว่า สังคมทุกวันนี้ เต็มไปด้วยคนที่ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง ขาดที่พึ่งทางใจ ขวัญและกำลังใจทั้งหลายห้อยแขวนอยู่ด้วยสิ่งทั้งหลายทั้งปวง มิใช่ความมั่นใจของตนเองเลย
อย่างนี้แล้ว บ้านเมืองของเราจะไปรอดไหมนี่...
เรื่องของฤกษ์ดีนี้ พระพุทธเจ้าผู้เป็นบรมครูของพวกเรา 
ท่านทรงสอนไว้แต่ครั้งพุทธกาล
ขอยกเพระพุทธดำรัสสั้นๆ มาให้อ่านกัน 
ตามที่ปรากฏใน “สุปุพพัณหสูตร” 
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๐ ดังนี้
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัตว์เหล่าใดประพฤติสุจริตด้วยกาย 
ประพฤติสุจริตด้วยวาจา ประพฤติสุจริตด้วยใจ 
ในเวลาเช้า เวลาเช้าก็เป็นเวลาเช้าที่ดีของสัตว์เหล่านั้น 
สัตว์เหล่าใดประพฤติสุจริตด้วยกาย ประพฤติสุจริตด้วยวาจา ประพฤติสุจริตด้วยใจ ในเวลาเที่ยง เวลาเที่ยงก็เป็นเวลาเที่ยงที่ดีของสัตว์เหล่านั้น 
สัตว์เหล่าใดประพฤติสุจริตด้วยกาย ประพฤติสุจริตด้วยวาจา ประพฤติสุจริตด้วยใจ ในเวลาเย็น เวลาเย็นก็เป็นเวลาเย็นที่ดีของสัตว์เหล่านั้น...
สัตว์ทั้งหลายประพฤติชอบในเวลาใด 
เวลานั้นชื่อว่าเป็นฤกษ์ดี มงคลดี สว่างดี รุ่งดี ขณะดี และบูชาดี...”
วันนี้ขอจบบทความด้วยคำอธิษฐานว่า
ขอให้วันทุกวันของท่านทั้งหลาย จงเป็นวันดี ฤกษ์ดี
ตามนัยแห่งคำสอนของพระพุทธองค์ เทอญ.

รักษ์ มนัญญา
๒๓ มิถุนายน ๒๕๕๑

วันพฤหัสบดีที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566

ความจริงแห่งทางสายกลาง

ความจริงแห่งทางสายกลาง

ราช รามัญ
23 กุมภาพันธ์ 2566

หลายคนอาจจะทราบว่าคำสอนในพระพุทธศาสนามุ่งเน้นทางด้านภาวะจิตใจ ทีนี่ในมุมของภาวะจิตใจนั้นก็มีหลากหลายเรื่องราว แต่เรื่องราวที่สำคัญก็คือการใช้ชีวิตประจำวันของเราให้ดำเนินอยู่ในทางสายกลาง

ก็เกิดคำถามอีกว่าอะไรคือทางสายกลางถ้าถามนักบวชต่างก็ต้องบอกว่ามรรคมีองค์ 8 ที่พระพุทธเจ้าบัญญัตินั้นคือทางสายกลางที่พึงควรปฏิบัติ

แต่บางครั้งทางสายกลางของปุถุชนคนทั่วไปที่ไม่ได้เป็นนักบวช เขาจะหยิบยกตรงจุดไหนให้เป็นทางสายกลางต่อชีวิตของเขาได้ ที่ทำให้ชีวิตเขามีความสุข ที่ทำให้ชีวิตของเขาดำเนินไป แม้มีความเข้ามาก็สามารถเรียนรู้ในทุกข์นั้นและอยู่กับทุกข์นั้นได้โดยที่ไม่อึดอัด และมีความเข้าใจต่อความทุกข์นั้น

ทางสายกลางที่เหมาะสมกับฆราวาสทั่วไปก็คือการใช้ชีวิตให้สมแก่ฐานะของตัวเองในทุกมิติตั้งแต่เสื้อผ้า หน้าผม หรือการกินอยู่ สิ่งที่อาศัยอยู่ ปัจจัย 4 ทั้งหลายให้เหมาะสมแก่ฐานะของตนเองนั่นแหละคือทางสายกลาง

 

ส่วนทางด้านจิตใจ ทางสายกลางก็คือเมื่อมีสิ่งใดเข้ามากระทบ โดยเฉพาะความทุกข์ก็สามารถที่จะเข้าใจทุกนั้นแล้ววางทุกนั้นได้ลงอย่างรวดเร็ว ถ้าปฏิบัติเช่นนี้ได้ย่อมถือว่าจิตใจของเขาผู้นั้นเริ่มอยู่ในทางสายกลางแล้วอย่างแท้จริง

แม้ในบางครั้งยามที่เราโกรธ เมื่อความโกรธเกิดขึ้นแล้วเรารู้ทันหรืออาจจะใช้เวลาผ่านไปสัก 5 นาที 10 นาทีจึงรู้ทัน แล้วเราหายโกรธใจ เราก็สูงขึ้นนี่ก็เป็นการเข้าสู่หนทางสายกลางในการใช้ชีวิตเช่นเดียวกัน

หลายคนชอบติดในคำสอนที่เหมาะสมแก่นักบวช แล้วก็พยายามที่จะนำมาใช้กับตน ซึ่งเป็นฆราวาสก็ต้องควรพิจารณาให้ดี เพราะบางสิ่งนั้นยากที่จะนำมาปฏิบัติได้กับผู้ที่ครองเรือน ธรรมะของพระพุทธเจ้าจึงมีความต่างระหว่างของนักบวชกับผู้ครองเรือนด้วยเหตุนี้

 

การเรียนรู้ธรรมะเป็นสิ่งที่ดี แต่การที่จะหยิบนำเอามาใช้ก็ต้องดูว่าบทไหนเหมาะสมกับฐานะของเรา ฐานานุรูปของเราที่เราพึงเป็นอยู่ มิเช่นนั้นแล้วเราจะเกิดความสับสนในการศึกษาเรียนรู้และนำธรรมะเอามาใช้ 

ดังนั้น ทางสายกลางแห่งชีวิตที่มีความเหมาะสมกับฆราวาสทั่วไปก็คือ การใช้ชีวิตให้สมฐานะเรามีรายได้เท่าไหร่เราควรแต่งตัวอย่างไรก็ให้สมแก่ฐานะ แม้แต่เรื่องของจิตใจก็เช่นเดียวกัน ขอให้นำเอาไปปฏิบัติแล้วคุณจะเข้าใจทางสายกลางอย่างแท้จริง

เพราะต้องตระหนักก่อนว่า ทางสายกลางของคนแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน ไม่เท่ากัน จะเอาทางสายกลางของท่านหนึ่งมาใช้กับอีกท่านหนึ่งก็คงไม่อาจทำได้ สำหรับคนที่เป็นฆราวาสจึงต้องเลือกทางสายกลางที่เหมาะสมกับตัวเอง แล้วความทุกข์ทั้งหลายจะเบาบางลง

 

วันพุธที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566

“ความฉลาด” ไม่ใช่สิ่งสำคัญที่ทำให้กลายเป็น “คนรวย” และเป็น “เศรษฐี”


Siam Blockchain
By SureepornFEBRUARY 21, 2023
  

     วิจัยใหม่เผย ! “ความฉลาด” ไม่ใช่สิ่งสำคัญที่ทำให้กลายเป็น “คนรวย” และเป็น “เศรษฐี” 
แม้คนทั่วไปจะกล่าวว่า ยิ่งฉลาดมากเท่าไหร่ ยิ่งได้เงินเดือนมากขึ้นเท่านั้น และนักวิชาการต่างออกมาอธิบายว่า ทำไมผู้ที่มีสติปัญญามากกว่าคนอื่น ถึงมักจะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานมากกว่า แต่งานวิจัยใหม่ที่นำเสนอโดย Marc Keuschnigg รองศาสตราจารย์อาวุโสด้านสังคมวิทยาวิเคราะห์ จาก Linkoping University ประเทศสวีเดน ที่ได้รับการตีพิมพ์ใน European Sociological Review เมื่อเดือนมกราคม กลับกล่าวว่า คำกล่าวนี้ถูกต้องเพียงแค่ครึ่งเดียวเท่านั้น

งานวิจัยชิ้นนี้ได้ทำการสำรวจชายชาวสวีเดนจำนวน 60,000 คนเป็นเวลา 11 ปี พบว่า ความเชื่อมโยงระหว่างเงินเดือนและความฉลาดเบาบางลงหลังจากเงินเดือนของบุคคลนั้นอยู่ที่ 64,000 ดอลลาร์ต่อปี และแสดงให้เห็นว่า ผู้ที่มีรายได้มากที่สุดจำนวน 1% กลับทำคะแนนในแบบทดสอบวัดสติปัญญาได้น้อยกว่าผู้ที่ได้รับเงินเดือนต่ำกว่า แม้ว่าพวกเขาจะทำรายได้ได้มากกว่าถึงสองเท่าหรือมากกว่านั้นก็ตาม

     งานวิจัยนี้ทำการสรุปว่า “เงินเดือนที่มาก ไม่ได้บ่งบอกถึงความสามารถทางสติปัญญา” และ “พวกเราไม่พบหลักฐานสนับสนุนว่า ผู้ที่มีตำแหน่งการงานสูงและได้รับเงินมากเป็นพิเศษ สมควรได้รับเงินเหล่านั้นมากกว่าคนที่ได้รับเงินต่ำกว่าครึ่งหนึ่งของเงินจำนวนนั้นแต่อย่างใด” เสริมว่า “ผู้ที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ดูเหมือนจะเป็นผลมาจากทรัพยากรของครอบครัวหรือโชคมากกว่าความสามารถ” ระบุว่า การมีพื้นฐานครอบครัวเป็นชนชั้นสูง ทำให้สามารถสิทธิพิเศษและงานที่มีเงินเดือนสูงกว่า


    งานวิจัยนี้ยังได้เสริมด้วยว่า การที่คนที่มีสติปัญญามากไม่ได้รับเงินเดือนสูง มาจากการที่พวกเขาขาดความฉลาดทางอารมณ์ เนื่องจากความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน จำเป็นต้องอาศัยความชื่นชอบจากเพื่อนร่วมงานและผู้บังคับบัญชา พอ ๆ กับความสามารถในงานนั้น


       นอกจากการขาดความฉลาดทางอารมณ์แล้ว การที่ผู้ที่มีสติปัญญามากได้รับเงินเดือนน้อย อาจจะมาจากธรรมชาติของตำแหน่งงานที่ต้องใช้ความรู้ความสามารถนั้นที่ไม่ได้ให้เงินเดือนก้อนใหญ่ อย่างการทำงานในวงการการศึกษาและวิจัย เป็นต้น

       ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ที่มีสติปัญญาอาจไม่ได้ต้องการทำงานหนักเพื่อเงินเสมอไป โดยเฉพาะเมื่อพวกเขาต้องการเวลาให้เพื่อนฝูงและครอบครัวหรืองานอดิเรกมากกว่าทำงาน


      Vนอกจากความฉลาดแล้ว งานวิจัยนี้ ยังระบุถึงความกังวลด้านความเหลื่อมล้ำทางรายได้ที่มากขึ้นเรื่อย ๆ ทั่วโลกอีกด้วย

งานวิจัยชิ้นนี้ ถือว่าเป็นค้านกับงานวิจัยที่ถูกทำขึ้นโดย Jonathan Wai นักวิจัยจาก Duke University เมื่อก่อนหน้านี้ ซึ่งพบว่า กลุ่มมหาเศรษฐีของโลกมีการศึกษาและสติปัญญามากกว่าคนทั่วไป และส่วนมากจบจากสถาบันการศึกษาดังระดับโลก


         การที่มหาเศรษฐีไม่ได้มีความฉลาดเหนือไปกว่าคนทั่วไป นำมาสู่ความกังวลด้านเศรษฐกิจและการเมือง เนื่องจากอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองมักอยู่ในมือของผู้ที่มีรายได้สูง จากการที่พวกเขาสามารถสนับสนุนทางการเงินหรือ “ล็อบบี้” นักการเมืองที่มีแนวคิดเดียวกันหรือเอื้อผลประโยชน์แก่พวกเขา ให้สามารถคว้าชัยชนะในการเลือกตั้ง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อพวกเขาเป็นอย่างมากในภายหลัง


        ด้วยเหตุนี้การเชื่อหรือเจริญรอยตามมหาเศรษฐี จึงอาจไม่ได้นำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีหรือความร่ำรวยตามแบบพวกเขาแต่อย่างใด

วันจันทร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566

สะพานแห่งกาลเวลา : เหตุการณ์แผ่นดินไหวและเหตุแห่งการตายที่ตุรกี


มติชนออนไลน์มติชนออนไลน์
หน้าแรก คอลัมนิสต์
คอลัมนิสต์

(ภาพ-Copernicus/NERC/COMET)
สะพานแห่งกาลเวลา : เหตุแห่งการตายที่ตุรกี
วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2566 - 13:27 น.
ผู้เขียน ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์
สะพานแห่งกาลเวลา : เหตุแห่งการตายที่ตุรกี 
แผ่นดินไหว 2 ครั้งซ้อนที่ชายแดนตุรกีต่อเนื่องกับซีเรีย ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากมายเหลือเกิน ตอนที่ผมลงมือเขียนข้อเขียนประจำสัปดาห์นี้ ยอดผู้เสียชีวิตรวมทั้งสองประเทศปาเข้าไป 44,000 คนแล้ว เชื่อว่าอีกไม่ช้าไม่นานก็คงทะลุเกินครึ่งแสน

Advertisment


เฉพาะในตุรกี วิบัติภัยธรรมชาติครั้งนี้คร่าชีวิตคนไปแล้วกว่า 38,000 คน

มีเหตุปัจจัยหลายอย่างที่เมื่อรวมเข้าด้วยกันแล้วทำให้เกิดโศกนาฏกรรม มีคนตายกันมากมายถึงขนาดนั้น

Advertisement

องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (นาซา) ของสหรัฐอเมริกา แถลงว่า จุดศูนย์กลางของแผ่นดินไหวทั้งสองครั้งตามแนวรอยเลื่อนในบริเวณนั้นอยู่ใต้ดินลึกลงไปเพียง 18 กิโลเมตรเท่านั้นเอง

นั่นหมายความว่า อานุภาพของแผ่นดินไหวจะถึงพื้นผิวโดยเร็วและรุนแรงเป็นพิเศษ

เอริค ฟีลดิง นักธรณีฟิสิกส์ของนาซา ระบุว่า ยิ่งเป็นแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่มีความรุนแรงมาก อย่างเช่นระดับ 7.8 กับ 7.5 แมกนิจูดเช่นนี้ อานุภาพทำลายล้างต่อสรรพสิ่งเหนือผิวดินก็ยิ่งมากขึ้นตามไปด้วย

Advertisement

ถ้อยแถลงของนาซาสอดคล้องกับผลการศึกษาของนักวิชาการจากศูนย์เพื่อสังเกตการณ์และจำลองแบบแผ่นดินไหว, ภูเขาไฟและแผ่นเปลือกโลกหรือเรียกสั้นๆ ว่า โคเมท (U.K. Centre for the Observation & Modelling of Earthquakes, Volcanoes & Tectonics – COMET) ของสหราชอาณาจักร ที่อาศัยการเปรียบเทียบภาพถ่ายผ่านดาวเทียมภูมิประเทศในบริเวณที่เกิดเหตุก่อนหน้าและหลังการเกิดเหตุ พบว่าพื้นผิวของเปลือกโลกบริเวณนั้นเปลี่ยนแปลงไปชัดเจนมาก

ทีมวิจัยของโคเมทพบรอยปริแยกที่บริเวณผิวดินขนาดใหญ่ถึง 2 รอยด้วยกัน รอยแรกเกิดขึ้นในทิศทางตะวันออกเฉียงเหนือ ผิวดินปริแยกออกจากกันต่อเนื่องเป็นแนวยาวถึง 300 กิโลเมตร เริ่มต้นบริเวณปลายสุดของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เชื่อว่าเป็นฝีมือของแผ่นดินไหวครั้งแรก 7.8 แมกนิจูด

รอยแยกรอยที่สองสั้นกว่า แต่ก็ยังแยกออกจากกันต่อเนื่องถึง 125 กิโลเมตร เชื่อว่าเกิดจากแผ่นดินไหว 7.5 แมกนิจูด ที่เป็นการไหวครั้งที่สอง

ศาสตราจารย์ ทิม ไรท์ หัวหน้าทีมวิจัยของโคเมท บอกว่า รอยแยกของผิวดินพบได้บ่อยครั้งหลังเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่และรุนแรง แต่คราวนี้ที่พิเศษกว่าและหาได้ไม่ง่ายนักก็คือ มันปริแยกออกจากกันเป็นแนวยาวมาก เป็นหนึ่งในรอยปริแยกจากแผ่นดินไหวที่ยาวที่สุดในภาคพื้นยุโรปเลยทีเดียว

อาการปริแยกของผิวพื้นเช่นนี้อันตรายอย่างยิ่ง หากผ่านเข้าไปในพื้นที่อยู่อาศัยของชุมชน

ศาสตราจารย์ไรท์ยังชี้ด้วยว่า ที่หาได้ยากอีกเช่นกันคือการเกิดแผ่นดินไหวรุนแรง 2 ครั้งต่อเนื่องกัน ห่างจากกันเพียง 9 ชั่วโมงโดยประมาณ ถือว่าเป็นเรื่องไม่ปกตินัก

แต่ก็ส่งผลให้อันตรายเกิดเพิ่มมากขึ้นหลายเท่าตัว

เราสามารถจินตนาการได้ว่าแผ่นดินไหวครั้งแรกทำให้อาคารบ้านเรือนทรุด หรือซวนเซได้ แต่พอไหวซ้ำอีกครั้งก็พังถล่มลงมาทั้งหลัง ฝังคนเป็นๆ นับร้อยนับพันไว้ภายใน

ทีมวิจัยของโคเมทยังพบด้วยว่า อานุภาพของแผ่นดินไหวทั้งสองครั้ง นอกจากทำให้ผิวพื้นปริแยกแล้วยังเคลื่อนไปจากกันอีกด้วย

แผ่นเปลือกโลกนั้นเคลื่อนไหว (ในทางธรณีวิทยาเรียกว่าการแปรสัณฐาน) อยู่ตลอดเวลาก็จริงครับ แต่ช้ามาก อยู่ระหว่าง 0.66 เซนติเมตรจนถึง ที่เร็วที่สุดแค่ 8.50 เซนติเมตรในระยะเวลา 1 ปี

แต่แผ่นดินไหวครั้งนี้ทำให้แผ่นเปลือกโลกปริแยกแล้วไถลไปจากจุดเดิมในทันทีถึง 5 เมตร ทำให้เราจินตนาการได้ดีว่าแรงที่มากระทำจนทำให้แผ่นเปลือกโลกเคลื่อนที่ไปมากเช่นนั้นได้มหาศาลขนาดไหน

แต่นักวิชาการส่วนใหญ่ชี้ให้เห็นว่า เหตุปัจจัยสำคัญที่สุดที่ก่อให้เกิดการเสียชีวิตเป็นจำนวนมหาศาล โดยเฉพาะในตุรกีนั้น เกิดจากฝีมือมนุษย์ด้วยกันเองนี่แหละ

ตุรกีเป็นประเทศที่เกิดแผ่นดินไหวอยู่บ่อยครั้ง เพราะตั้งอยู่บนรอยเลื่อนมากมายที่เกิดจากการบรรจบกันของแผ่นเปลือกโลก 3 แผ่น เขาถึงได้มีกฎหมายควบคุมการก่อสร้างให้สามารถรับแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวได้ ไม่ทลายราบเหมือนก้อนเต้าหู้ถูกเหยียบอย่างที่เห็นกัน

ตามกฎหมายอาคารบ้านเรือนที่ปลูกสร้างในบริเวณใกล้กับรอยเลื่อนต้องสร้างให้สามารถทานรับแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวรุนแรงได้ (คือต้องรับแรงสั่นไหวของแผ่นดินที่เพิ่มขึ้นจากระดับปกติ 30-40 เปอร์เซ็นต์ได้)

แผ่นดินไหว 7.8 และ 7.5 แมกนิจูด เขย่าแผ่นดินให้สั่นไหวเร็วและแรงกว่าปกติได้ระหว่าง 20-50 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ถ้าสร้างตามข้อกำหนดของกฎหมายอาคารก็ไม่น่าจะพังทลายราบกว่า 3,400 หลังเหมือนอย่างที่เกิดขึ้นในตุรกี

กฎหมายนี้บังคับใช้หลังแผ่นดินไหวใหญ่ในปี 1999 ปรับปรุงแก้ไขล่าสุดเมื่อปี 2019 แต่บรรดานักพัฒนาและผู้รับเหมาก่อสร้าง ปฏิบัติตามน้อยมาก อาศัยการลูบหน้าปะจมูก แล้วก็ยัดเงินสินบนให้เจ้าหน้าที่คอร์รัปชั่นทั้งหลาย เปิดทางให้ได้ก่อสร้าง

มีตัวอย่างให้เห็นได้ชัดเจนที่เมืองออสมานิเย ซึ่งพื้นที่ชุมชนอันตาคียา ทางตอนใต้ของเมืองเสียหายอย่างหนักจากแผ่นดินไหว อาคารหลายหลังพังทลายราบ ส่วนหนึ่งเป็นอาคารที่สร้างก่อนปี 1999 แต่อาคารสร้างใหม่หลายหลังก็พังราบอย่างน่าพิศวงเช่นเดียวกัน

แต่ในชุมชนแอร์ซิน ซึ่งอยู่ติดกัน ที่เข้มงวดการก่อสร้างตามกฎหมาย ไม่มีอาคารพังทลายราบแม้แต่หลังเดียวครับ

นักสังเกตการณ์บางคนถึงได้บอกว่า เหยื่อคราวนี้ส่วนใหญ่ตายเพราะน้ำมือของคนฉ้อฉลเหล่านี้ต่างหาก ไม่ใช่เพราะแผ่นดินไหว

วันเสาร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566

สิ่งที่หาได้ยาก 5 ประการ ในจักรวาลนิรันดร์

พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงไว้
มีด้วยกัน ๕ ประการ คือ
๑. การอุบัติบังเกิดขึ้นแห่งพระพุทธเจ้า
เป็นสิ่งที่หาได้โดยยากในโลก
ฉะนั้น การที่เราได้เกิดมาในยุคปัจจุบัน
จึงนับเป็นเรื่องน่ายินดี
เพราะยังทันคำสอนของพระพุทธเจ้า
อีกทั้งยังมีโอกาสที่บุคคล จะปฏิบัติตาม
เพื่อให้รู้ธรรม เห็นธรรม และดับทุกข์ได้
เพียงแค่นี้ก็เรียกว่าได้ถึงพระพุทธเจ้า
ดังพุทธภาษิตที่ว่า
โยธมฺมํ ปสฺสติ โสมํ ปสฺสติ
ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นพระพุทธเจ้า
โดยพุทธภาวะ กล่าวคือ
ภาวะแห่งผู้บริสุทธิ์ แห่งผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน

ประการที่ ๒ การอุบัติบังเกิดขึ้นเป็นมนุษย์
ทุลฺลโภ มนุสฺสตฺต ปฏิลาโภ
การเกิดขึ้นเป็นมนุษย์
เป็นสิ่งที่หาได้โดยยากในโลก
การที่จะเกิดเป็นมนุษย์ได้นั้น
จึงต้องมีศีล ๕ เป็นพื้นฐาน
เรียกว่า มีกุศลกรรมบถ
มนุษย์ถือเป็นภพภูมิสัตว์ที่ดี
ตรงที่สามารถจะพิจารณาธรรมได้
เห็นธรรมได้
การจะสั่งสมบารมี
ก็ต้องมาสั่งสมกันในภพมนุษย์นี่แหละ

ประการที่ ๓ การจะถึงพร้อมด้วยศรัทธา
เป็นสิ่งที่หาได้โดยยากในโลก
ทุลฺลภา สทฺธาสมฺปตฺติ
ศรัทธาก็คือ ความเชื่อ
เชื่อในเรื่องกรรม
เรื่องผลของกรรม
เชื่อว่าสัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน
เชื่อในความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า
ถ้ามีความเชื่อเช่นที่กล่าวมา
เรียกว่า เรามีศรัทธา มีกัมมสัทธา
คือเชื่อเรื่องกรรม เชื่อเรื่องการกระทำ
วิปากสัทธา เชื่อเรื่องผลของกรรม
ซึ่งถ้าดวงจิตเกิดศรัทธาขึ้น
คุณงามความดีต่างๆ ก็จะตามมา
พระพุทธเจ้าตรัสว่า
ทุลฺลภา ปพฺพชฺชา

ประการที่ ๔ การได้บวชเป็นสิ่งที่หาได้โดยยากในโลก
คนเราใช่ว่าจะมีโอกาสบวชกันได้ง่ายๆ
ถ้าไม่มีพระพุทธศาสนาดำรงอยู่
ไม่มีพระสงฆ์สืบทอด ก็บวชใม่ได้
เพราะไม่มีใครจะมาเป็นอุปัชฌาย์
ไม่มีพระคู่สวด
และเป็นการทำที่ยาก
เพราะต้องสละเพศฆราวาส
สละออกจากทุกสิ่งทุกอย่าง
มาประพฤติพรหมจรรย์
พระพุทธเจ้าตรัสว่า
ทุลฺลภํ สทฺธมฺมสฺสวนํ

ประการที่ ๕ การได้มีโอกาสฟังพระสัทธรรม
เป็นสิ่งที่หาได้โดยยากในโลก
เราอาจจะไม่ค่อยรู้สึกอะไรในสมัยนี้
เพราะเป็นยุคที่ยังมีศาสนาอยู่
เลยมีโอกาสได้ฟังธรรม
แต่ถ้าไม่มีพุทธศาสนาหรือศาสนาหมดไป
ก็จะไม่ได้ยิน ได้ฟังกันอีก
หรือบางครั้งธรรมะที่ได้ฟัง
อาจไม่ใช่พระสัทธรรม
คือฟังแล้วไม่เป็นไป
เพื่อการลด ละ สละกิเลส
สิ่งใดที่ฟังแล้วเป็นการเพิ่มกิเลส
มีแต่โลภ โกรธ หลง มากขึ้น
ถึงจะออกมาจากปากของภิกษุ
ก็ถือว่าสิ่งนั้นไม่ใช่ธรรม
ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า
คำสอนของพระพุทธองค์
ต้องเป็นไปเพื่อ ลดละ สละกิเลส
จึงจะถูกต้อง
....................................
ธัมโมวาท โดยพระวิปัสสนาจารย์
ท่านเจ้าคุณ พระภาวนาเขมคุณ
(หลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรังสี)
เจ้าอาวาสวัดมเหยงคณ์ พระนครศรีอยุธยา
#ธรรมะ #อมตะธรรม #ธรรมะสอนใจ

วันศุกร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566

Life Is Fruity

Life Is Fruity คือสารคดีที่เล่าถึง ชูอิจิ สึบาตะ สถาปนิกวัย 90 ปี และ ฮิเดโกะ ภรรยาวัย 87 ปี สองตายายที่ใช้ชีวิตบั้นปลายในบ้านหลังเล็กอันเป็นสถานที่เพาะปลูกผักถึง 70 ชนิดและผลไม้อีก 50 ชนิด 

ทั้งสองคนพยายามทำทุกอย่างด้วยตัวเองทั้งการปลูกผักผลไม้ ทำอาหาร ซ่อมแซมบ้าน ฯลฯ แต่ในชีวิตที่เรียบง่าย มันก็เต็มไปด้วยรายละเอียดที่สวยงามอย่างเช่น การที่คุณตามักจะเขียนโปสการ์ดด้วยมือเพื่อแจกให้กับผู้คน หรือการที่คุณตาลงมือทำบ้านตุ๊กตาจากไม้ให้กับหลานสาวด้วยตัวเอง แทนที่จะซื้อบ้านตุ๊กตาพลาสติกเหมือนเด็กคนอื่น

นอกจากนี้ คุณตาชูอิจิก็ยังใช้ความรู้ทางสถาปัตยกรรมของตัวเองเพื่อช่วยพัฒนาชุมชนให้ดีขึ้นอยู่เสมอ และหลายปีก่อนหน้านี้ คุณตาก็ยังเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญในการระดมเด็กนักเรียนมาปลูกต้นไม้เพื่อพลิกฟื้นภูเขาหัวโล้นให้กลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง

ดูสารคดีเรื่องนี้แล้วก็ทำให้นึกไปถึงคำพูดที่ว่า ถ้าคุณอยากรู้สึกถึงความมั่งมี ให้ลองนับทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตที่คุณมีที่คุณไม่สามารถซื้อได้ด้วยเงิน  

Life Is Fruity ไม่ใช่สารคดีโลกสวยที่บอกว่าเงินเป็นสิ่งไม่จำเป็นในชีวิต เพราะคุณตาคุณยายเองก็ต้องใช้ชีวิตด้วยเงินบำนาญของตัวเอง แต่สิ่งสำคัญที่สารคดีเรื่องนี้บอกกับเราก็คือ โลกนี้ยังมีสิ่งดีๆ อีกมากมายที่ไม่สามารถซื้อได้ด้วยเงิน ไม่ว่าจะเป็นน้ำใจไมตรีของเพื่อนมนุษย์ ผักผลไม้ที่ได้รับการปลูกด้วยความตั้งอกตั้งใจ สิ่งของที่มีคุณค่าทางจิตใจ หรือความร่วมมือร่วมใจของผู้คนในการทำสิ่งที่ดีงามร่วมกัน 

บางครั้ง ความมั่งมีที่แท้จริงมันอาจจะไม่ได้อยู่ที่การได้ครอบครองสิ่งที่ยิ่งใหญ่หรือแสวงหาสิ่งต่างๆ มาให้ได้มากที่สุด แต่มันน่าจะอยู่ที่การถือครองสิ่งต่างๆ อย่างพอประมาณ เข้าใจในคุณค่าของสิ่งที่ตัวเองมี และรู้จักที่จะแบ่งปันมันให้กับผู้อื่น 

ชีวิตคือสิ่งที่หอมหวานไม่ใช่เพราะว่าเรามีสิ่งต่างๆ มากมาย แต่เป็นเพราะว่าเรามองเห็นความงดงามในทุกสิ่งที่เรามี และเรียนรู้ที่จะชื่นชมสิ่งดีๆ ในทุกวันที่เรายังมีชีวิตอยู่ 

=======================
“If you want to feel rich, just count all the things you have that money can’t buy.” - Unknown

วันจันทร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566

อาณาจักรรัตนโกสินทร์ จำแขนขาด กับการเสียดินแดน



#อาณาจักรรัตนโกสินทร์

แผนที่ชุดนี้ นำนักเรียน นักศึกษา และผู้ดูอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ ทั่วไป เข้าสู่ยุคสมัยใกล้เคียงกับปัจจุบัน ด้วยการนำเสนอ “บันไดขั้นสุดท้าย” ที่ “ปัจจุบัน ประเทศไทย บรมจักรีวงศ์ กรุงรัตนโกสินทร์ (ประเทศสยาม) พ.ศ. 2325” หรือ ค.ศ. 1782 อันเป็นปีที่ “ย้ายวังหลวง” จากฝั่งขวาของแม่น้ำเจ้าพระยา ข้ามมาฝั่งซ้าย แต่จะมาเรียกแยกกันภายหลังว่าเป็น “กรุงธนบุรี” กับ “กรุงรัตนโกสินทร์” นั่นเอง ในวิธีคิดของคนสมัยโน้นจนกระทั่งรัชกาลที่ 3 ยังคงเรียกเมืองหลวงว่า “อยุธยา” ไม่ว่าจะ อยู่ทางฝั่งไหนของแม่น้ำก็ตาม แผนที่แผ่นนี้ ให้ความยิ่งใหญ่ และชัดเจนของอาณาเขตและดินแดนของ “รัตนโกสินทร์” ที่ ครอบคลุมจากเหนือสุดที่ “แสนหวี” กระจายลงใต้ระบายเป็นสีเหลือง ทั้งพม่าตอนล่าง ทั้งลาวทั้งประเทศ และทั้งกัมพูชา ทั้งประเทศ ไปจนจรดรัฐมลายู ที่ “ไทรบุรี” (มี 2 ไทรบุรี ?) และกะลันตัน แผนที่แผ่นนี้สำคัญมาก เพราะ ก. เป็นผลพวง ของการสร้าง “วาทกรรม” ด้วยความยิ่งใหญ่ของชนชาติไทย กับการมี “ดินแดน” อันกว้างขวาง กับ ข. เป็นการปูพื้นเพื่อ ความเข้าใจใน “วาทกรรม” ของ “การเสียดินแดน” ที่จะปลูกฝังไว้ใน “จินตกรรมไทย” นับตั้งแต่ทศวรรษ 2470 และ 2480 เป็นต้นมา

ที่มา : บทความ « จินตกรรมประวัติศาสตร์นิพนธ์ไทย กับแผนที่ “เสียดินแดน”  จากทศวรรษ 2470 ถึง พ.ศ. 2554 » โดย ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ในหนังสือ ประมวลแผนที่: ประวัติศาสตร์ - ภูมิศาสตร์ - การเมือง กับลัทธิอาณานิคมในอาเซียน – อุษาคเนย์ จัดพิมพ์โดย มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์

Cr.Asian Studies เอเชียศึกษา
#ขอบคุณที่มา

วันศุกร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566

เรื่องบางเรื่อง ไม่มีใครถูก ไม่มีใครผิด เพียงแต่สิ่งที่เราคิดนั้น "อาจต่างกัน"

เรื่องบางเรื่อง ไม่มีใครถูก ไม่มีใครผิด เพียงแต่สิ่งที่เราคิดนั้น "อาจต่างกัน"


ศึกษาชีวิตคนรวยกว่า 223 คน สรุปมาได้ 6 ข้อ ตั้งแต่เริ่มจนรวยได้

ศึกษาชีวิตคนรวยกว่า 223 คนกว่า 5 ปี
จนได้สิ่งที่เศรษฐีมีเหมือนกัน
สรุปมาได้ 6 ข้อ ตั้งแต่เริ่มจนรวยได้
.
‘ทอม คอร์ลีย์’ นักเขียนหนังสือชื่อดังใช้เวลากว่า 5 ปีในการศึกษานิสัยของเศรษฐี 233 คน โดย 177 คนเป็นเศรษฐีที่สร้างตัวเองขึ้นมา การศึกษาครั้งนี้ ทำเพื่อหาคำตอบว่าแต่ละคน ใช้เวลาไปกับการทำอะไรบ้าง
.
ซึ่งจากการวิจัยพบว่า มี 6 สิ่งที่พวกเขาทำเหมือนกันทั้งหมด
และมันคือจุดเริ่มต้นของ “ความสำเร็จ” ในชีวิต
.
1. คนเหล่านั้นไม่เคยหยุดที่จะเรียนรู้
.
ทอม คอร์ลีย์พบว่า
49% ของเศรษฐีที่เขาสัมภาษณ์ มักเรียนรู้คำศัพท์ใหม่ ๆ ซึ่งมักจะใช้เวลา 2-3 นาทีต่อวัน
69% มักใช้เวลาว่างกับการเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นกีฬา งานอดิเรก หรือวิชาความรู้ อย่างน้อย 2 ชั่วโมงต่อวัน
63% กล่าวว่าพวกเขาฟังหนังสือเสียงระหว่างเดินทางไปทำงาน
71% มักอ่านหนังสือที่เกี่ยวข้องกับที่ชีวประวัติของคนที่ประสบความสำเร็จ
.
สำหรับเศรษฐีที่เขาสัมภาษณ์ ทุกคนตอบเป็นเสียวเดียวกันว่า “การเรียนรู้และการพัฒนาตนเองมีความสำคัญที่สุด”
.
2. พวกเขาจะฟังมากกว่าพูด
.
ระหว่างการสัมภาษณ์ ทอม คอร์ลีย์มักพบว่าเศรษฐีเหล่านั้นมักใช้ “กฎการฟังแบบ 5: 1”
.
พวกเขาจะใช้เวลาฟังคนอื่นพูดเป็นเวลา 5 นาที และพูดแค่ 1 นาทีเท่านั้น เพราะการฟังมากกว่าพูด จะช่วยให้กระชับความสัมพันธ์ในการทำงาน และได้มุมมองที่แตกต่างกันในแต่ละคน
.
3. พวกเขาสร้างทีมที่แข็งแกร่ง
.
86% ของเศรษฐีที่สร้างตัวเอง ทำงานโดยเฉลี่ย 50 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แต่พวกเขาไม่ได้ทำงานแค่คนเดียว เพราะเขามักจะมองหาจุดแข็งและจุดอ่อนของตัวเองเสมอ เรื่องไหนที่ตัวเองทำไม่ได้หรือไม่ถนัด ก็มอบหมายงานให้คนที่เก่งด้านนั้นทำ เพราะพวกเขาจะได้ขยับออกมา มองภาพรวมที่ใหญ่ขึ้น
.
4. เศรษฐีที่ประสบความสำเร็จ มักฝันใหญ่เกินตัวเสมอ
.
เศรษฐีหลายคนที่ที่ทอม คอร์ลีย์ได้พูดคุยด้วย มักจะเขียนชีวิตในอุดมคติของพวกเขาว่า จะเป็นยังไงในอีก 10 ปีข้างหน้า ซึ่งคนทั่วไปอาจวาดฝันเพียงแค่ “ตื่นมาพรุ่งนี้จะกินอะไรดี” แต่เศรษฐีมีความคิดว่า “พรุ่งนี้พวกเขาจะสามารถทำเงินได้ยังไง”
.
5. เศรษฐีที่สร้างตัวเอง ให้ความสำคัญกับตัวเอง
.
สุขภาพดีแปลว่ามีอายุยืนยาว ซึ่งหมายความว่ามีเวลามากขึ้นในการสร้างความมั่งคั่งมากขึ้น
.
หลายคนมองว่าคนที่ประสบความสำเร็จ จะต้องทำงานแบบห้ามรุ่งหามค่ำ ยิ่งสำหรับคนที่เป็นเจ้าของธุรกิจแล้ว อาจต้องทำงานตลอดทั้งวันแบบไม่ได้พักเลย แต่ในความเป็นจริงแล้ว พวกเขาใส่ใจกับสุขภาพตัวเอง มากกว่าการเร่งทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จอีก เพราะการออกกำลังกาย เป็นเหมือนแรงผลักดันที่ทำให้บรรลุเป้าหมาย
.
6. เศรษฐีไม่พึ่งดวง แต่สร้างโชคให้ตัวเอง
.
94% ของเศรษฐีในการศึกษาของทอม คอร์ลีย์กล่าวว่าพวกเขาไม่เคยเล่นการพนันเลย
.
โชคในบริบทนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการเสี่ยงดวงกับสิ่งใหม่ ๆ ซึ่งคนทั่วไปอาจเลือกเส้นทาง “รวยทางลัด” ด้วยการซื้อลอตเตอรี่ แต่เศรษฐีเหล่านี้พากเพียรทำงาน สร้างโอกาสให้ตัวเอง และสุดท้ายโชคแห่งความสำเร็จก็จะมาถึงเอง
.
นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ไม่จำเป็นต้องมาจาก “ต้นทุน” ทางบ้านที่สูงกว่าคนอื่นเสมอไป
เพราะ “ความสำเร็จ” สามารถเกิดขึ้นได้ หากมีความตั้งใจที่อยากจะเปลี่ยนไปของตัวเอง แค่เริ่มจาก “ความคิด” ก็สามารถพลิกชีวิตของตัวเองได้แล้ว
.
.
เขียนและเรียบเรียงโดย 100WEALTH
(Reference in comment)
.
———
100WEALTH
คอมมูนิตี้คนทำธุรกิจขนาดใหญ่
มาร่วมเติบโต ไปกับผู้ร่วมเดินทางอีกกว่า 1 ล้านคน ทั้ง เจ้าของธุรกิจ, SME, ขายของออนไลน์, Startup, Entrepreneur และนักลงทุน ด้วยเป้าหมายเดียวกัน "ไปให้ถึง100ล้าน"
.
#LevelUp
#100WEALTH
#ไปให้ถึง100ล้าน
#SERVgroup

วันพุธที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566

มายา

● "โกรธ" คือ การใช้ความผิดของคนอื่น มาลงโทษตัวเอง

"กลุ้ม" คือ ใช้ความผิดของตัวเอง มาลงโทษตัวเอง

"เสียใจภายหลัง" คือ เอาเรื่องที่ผ่านไปแล้วที่แก้ไขไม่ได้ มาทรมานตัวเอง

"กังวล" คือใช้ภัยที่จินตนาการขึ้นมาเอง มาหลอกให้ตัวเองกลัว

"โดดเดี่ยว" คือ กักบริเวณตัวเอง ด้วยคุกที่คิดขึ้นเอง

"การรู้สึกว่ามีปมด้อย" คือ ใช้สิ่งที่คนอื่นเหนือกว่า มาทำร้ายตัวเอง

เรื่องทั้งหมดนี้ ถ้าฝึกมีสติรู้เท่าทันใจ ไม่หลงไปกับความคิด ไม่หลงทำตามกิเลส เท่านี้ก็ไม่ทุกข์ใจ

...อย่าเพิ่งเชื่อ แต่ขอให้ท่านลองฝึกดู แล้วจะรู้ความจริงด้วยตัวของท่านเอง...

.ป.อ. ปยุตโต.

โจวเหวินฟะ Prince Charming กับห้าเหรียญที่ไม่ใช่เงิน


โจวเหวินฟะ Prince Charming กับห้าเหรียญที่ไม่ใช่เงิน  

ล่าสุดที่โจวเหวินฟะในวัย ๖๗ ปี ลงแฟชั่นปก "Vogue" ฉบับฮ่องกง ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ ๒๐๒๓ นั้น ทำให้เราในฐานะผู้ที่ติดตาม เฮียโจวมาตั้งแต่เจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ เมื่อ ๔๓ ปีก่อน ต้องตระหนกตกใจยิ่งนัก เพราะเฮียยังหล่อเหลา ดูดีอยู่เลย แต่หากย้อนไป ใครจะเชื่อว่า นักแสงที่เพียบพร้อม อย่างโจวเหวินฟะ เคยถูกไล่ลงจากเวทีการแสดงในรอบคัดเลือกนักเรียนการแสดงของทีวีบีมาแล้ว 

ในปั ๑๙๙๕ ที่เกาะลัมมา ในฮ่องกง โจวเหวินฟะ เกิดมาเป็นลูกคนที่สาม ของครอบครัว เขามีพ่อเป็นชาวประมง ส่วนแม่เป็นแม่บ้าน โจวเหวินฟะเติบโตมาในครอบครัวที่ยากจน คนในครอบครัวและเพื่อนบ้านต่างเรียกเขาว่า “เจ้าหมาน้อย” เด็กชายที่สวมชุดเก่า รองเท้าแตะคู่เดิม ความปรารถนาสูงสุดของเขาในตอนนั้นคือการมีรองเท้าผ้าใบสีขาวสักคู่

ทุกวันโจวเหวินฟะใฝ่ฝันว่าเมื่อพ่อของเขากลับมาจากทะเล จะมีเงินพอซื้อรองเท้าให้เขาสักคู่ แต่ฝันนั้นก็ไม่เคยเป็นจริง พ่อของเขาทำงานไม่เคยมีเงินเลย พ่อที่ติดทั้งเหล้าและการพนัน นอกจากหนี้สินแล้วพ่อไม่เคยหาอย่างอื่นเข้ามาในบ้าน นั่นทำให้ โจวเหวินฟะเกลียดการพนันอย่างเข้าไส้ 
การไปโรงเรียนโดยไม่มีรองเท้าผ้าใบเป็นเรื่องธรรมดาของเด็กสมัยนั้น โจวเหวินฟะไม่รู้สึกคับข้องใจแต่อย่างใด อย่างน้อยเขายังได้เรียนหนังสือ จากเงินที่แม่ของเขาพยายามอดออม เพื่อลูกๆ แต่เพียงไม่นานพ่อที่ติดการพนันของเขาก็ล้มป่วยลง โจวเหวินฟะ ต้องออกจากโรงเรียนตั้งแต่ยังเรียนมัธยมต้น 

โจวเหวินฟะ ต้องรับผิดชอบตนเองและปากท้องของคนในครอบครั้วตั้งแต่ยังเด็ก เพื่อเลี้ยงชีพ เขาทำงานอย่างต่อเนื่องเขาทำงานเป็นคนขัดรองเท้า คนเปิดประตูโรงแรม พนักงานล้างรถ พนักงานยกกระเป๋า และพนักงานขายอุปกรณ์ถ่ายภาพ 

งานหนัก ไม่เท่า คำดูถูก 

โจวเหวินฟะ นับว่าเป็นเด็กหนุ่มที่มีรูปร่างสูงใหญ่ ด้วยความยากจนทำให้เขาดูผอมเกร็งไปบ้าง แต่ก็ยังดูโดดเด่น ในตอนที่เขา เป็นพนักงานเฝ้าประตูโรงแรม ลูกค้ามักจะให้ทิปเขาเสมอ เพราะความหน้าตาดีและเป็นคนสุภาพ นั่นทำให้ หัวหน้างานของเขาไม่พอใจ และหาเรื่องไล่เขาออก 

ตอ่มาโจวเหวินฟะจึงไปทำงานเป็นพนักงานล้างรถ อยู่มาวันหนึ่งก็มี รถ โรลสรอยส์ (Rolls-Royce) เข้ามาจอดใช้บริการ โจวเหวินฟะ เห็นรถหรูก็ตกตะลึง เขาล้างรถอย่างพิถีพิถันจนเสร็จ เมื่อล้างเสร็จเขาอดไม่ได้ที่จะเอามือสัมผัสรถคันโก้เสียหน่อย แต่แล้วก็มีเสียงเจ้าของรถดังขึ้นมาจากด้านหลังของเขา 

“แตะต้องอะไร? ชดใช้ค่าเสียหายได้ไหม? คนอย่างเธอคงซื้อรถคันนี้ไม่ได้ในชั่วชีวิตนี้!” 

โจวเหวินฟะได้ยินแล้วหน้าเสีย ก่อนที่เขาจะคิดว่าสักวันเขาจะซื้อรถคันหรูแบบนี้ให้ได้ หลังจากนั้น ก็มีเพื่อนแนะนำให้เขาไปเป็นพนักงานขายอุปกรณ์การถ่ายภาพ นั่นทำให้ โจวเหวินฟะ หลงใหลการถ่ายภาพมาจนถึงปัจจุบัน 

จุดเริ่มของการเปลี่ยนแปลงในชีวิตของโจวเหวินฟะเกิดขึ้นในปี ๑๙๗๓ เมื่อเพื่อนสนิทของเขาเดินเข้ามาพร้อมกับหนังสือพิมพ์ ที่มีข่าวการเปิดรับสมัครนักเรียนการแสดงของทีวีบี โดยไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน โจวเหวินฟะหยิบหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นมาอ่านอย่างสนใจ แต่ก็มาสะดุดเข้ากับประโยคโฆษณาที่ต้องเสียค่าสมัครห้าเหรียญ 

"ไม่เป็นไร ค่าลงทะเบียนฉันจะจ่ายให้นายเอง!" เพื่อนสนิทของเขาบอก ความจริงแล้ว เงินห้าเหรียญในยุคนั้น สามารถพาสาวไปทานอหารมื้อดีๆได้มื้อนึงเลย แต่เพื่อนของเขามองเห็นว่าโจวเหวินฟะ น่าจะมีชีวิตที่ดีกว่านี้ เงินแค่ห้าเหรียญเพื่อให้อนาคตเพื่อนดีขึ้นนับว่าคุ้มค่ากว่า 

ถูกไล่ออกเป็นคนแรก 

เมื่อสมัครเรียบร้อย ทางคณะกรรมการก็เรียก ผู้สมัครมาทดสอบหน้ากล้องบนเวที โจวเหวินฟะรู้สึกประหม่าอย่างมาก เขาไม่เคยยืนอยู่หน้ากล้องที่มีคนนับร้อยทั้งกรรมการและผู้สมัครจับจ้องเขาเป็นตาเดียว ด้วยอาการประหม่า ทำให้ขาพูดผิดๆถูกๆ เขายังอ่านไม่จบบรรทัดดี ก็มีเสียง กรรมการท่านนึงตะโกนมาบนเวทีว่า 

“ลงไป” 

เพียงคำเดียวก็ตัดสินชีวิตคนๆนึงได้ไปตลอดชีวิตของโจวเหวินฟะ แต่คำที่ว่านั้นไม่ใช่คำว่า”ลงไป” แต่เป็นอีกประโยคของ จุงกิงเฟ่ย อาจารย์สอนการแสดงอาวุโสของทีวีบีที่มองเห็นบางอย่างในตัวของโจวเหวินฟะ 

“อย่าพูดไร้สาระ ฉันมองว่าคนๆนี้มีศักยภาพ” 

เพียงสิ้นประโยคนั้น โจวเหวินฟะก็ได้เป็นนักเรียนการแสดงของทีวีบีในรุ่นที่สาม ร่วมกันกับ เยิ่นต๊ะหัว ริงโก้ แลม และ อู๋ม่งต๊ะ 

เนื่องจากไม่เคยเรียนการแสดงมาก่อน ทำให้ผลการเรียนของเขาในชั้นเรียนก็ไม่ค่อยดีนัก เทียบกันกับอู๋ม่งตะที่ช่างพูด ช่างคุย แล้ว อู๋ม่งต๊ะมีผลการเรียนที่ดีกว่าใครๆ ในชั้นเรียน โจวเหวินฟะเริ่มรู้สึกว่าตัวเองอาจจะไม่เหมาะกับการเป็นนักแสดง หลังจากเรียนการแสดงเสร็จ ตอนกลางคืนเขาไปทำงานเป็นพนักงานกดลิฟท์ในโรงแรม 

หลินหยานหนี นักเขียน นักแสดงหญิง และเจ้าของบริษัทโฆษณา"Huang Helin" เธอเป็นพี่สะใภ้ของบรู๊ซ ลี ที่เพิ่งได้รับหน้าที่ดูแลภาพยนตร์โฆษณา Miss Hong Kong เธอจำเป็นต้องตามหา "Prince Charming" เจ้าชายทรงเสน่ห์ เพื่อมาแสดงโฆษณาตัวนี้ อยู่มาวันนึงเธอได้พบกับชายหนุ่มร่างสูง ที่มักจะยืนอยู่ที่ทางเข้าลิฟต์และพูดว่า "สวัสดีครับ" ด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม

หลินหยานหนี รู้สึกทันทีว่าชายคนนี้คือ "Prince Charming” ที่เธอค้นหา สอบถามก็ทราบว่า เขาชื่อ โจวเหวินฟะ กำลังเป็นนักเรียนการแสดงของทางทีวีบี เธอจึงขอให้เขาเล่นเป็น "Prince Charming" ในภาพยนตร์โฆษณาของ Miss Hong Kongปี ๑๙๘๔ 

เมื่อแคสติ้งเรียบร้อย โจวเหวินฟะมีเท้าที่ใหญ่ เขาไม่สามารถใส่รองเท้าไซส์ธรรมดาได้ หลินหยานหนี จึงให้เงินเขาไปหนึ่งร้อยเหรียญเพื่อซื้อรองเท้า ปรากฏว่า โจวเหวินฟะหายไปนานมาก จนเธอไปเจอเขายืนอยู่หน้าร้านรองเท้า ที่มีรองเท้าคู่หนึ่งราคา ๗๐ เหรียญ นั่นเป็นราคาที่แพงเกินไป โจวเหวินฟะไม่กล้าซื้อ หลินหยานหนี เห็นอย่างนั้นเขายิ่งรู้สึกประทับใจในตัวโจวเหวินฟะ นับแต่นั้นเธอก็ดูแลเขาเหมือนกับน้องชายตลอดมา 

หลังจากได้รับโอกาส โจวเหวินฟะก็ทำงานอย่างหนักเพื่อให้ ผู้ชมประทับใจในบทบาทการแสดงของเขา จนเขามาประสบความสำเร็จจาก ละครโทรทัศน์เจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ ทำให้ชื่อเสียงของเขาโด่งดังไปทั่วเอเชีย ตลอดการทำงานของเขาสอนเขาในเรื่องสำคัญคือ

   "สิ่งที่ไม่ดีที่เคยเจอมา อย่าทำกับคนอื่น
 อย่าดูถูกคน และ จงให้โอกาสคนอื่น” 

วันหนึ่งโจวเหวินฟะได้พบกับรุ่นน้องนักเรียนการแสดงรุ่นสิบของทีวีบี ชายหนุ่มคนนี้ดูเหมือนเขาตอนยังเป็นนักเรียนการแสดงใหม่ๆ เขาดูยากจนแต่มีความมุ่งมั่น โจวเหวินฟะเห็นเด็กหนุ่มมักจะเอาเวลาว่างไปตัดผมให้กับคนในกองถ่ายบ่อยๆ เขาจึงถามว่า “คุณทำแบบนั้นทำไม” 

   “บังเอิญผมมีเวลา ผมทุกคนยาวขึ้นทุกวัน ผมเห็นแล้วก็แค่ถามว่า ผมคุณยาวแล้วรำคาญมันหรือเปล่า ให้ผมตัดให้ดีไหม? ไม่มีอะไรเลยครับแค่นั้นเอง” โจวเหวินฟะได้ฟัง ก็รู้สึกได้ถึงความมุ่งมั่นตั้งใจและมีหัวใจที่ดีงาม เป็นคนที่สมควรให้โอกาสและปลูกฝัง เด็กหนุ่มคนนั้นชื่อ “หลิวเต๋อหัว” โจวเหวินฟะแนะนำงานภาพยนตร์ให้กับเขา ก่อนที่เพียงอีกสองปีให้หลัง หลิวเต๋อหัวก็กลายเป็นหนึ่งในห้าพยัคฆ์ทีวีบี พระเอกหน้าใหม่ที่ทางทีวีบีต้องการผลักดันให้มาทดแทนเขา 

    ○ ตลอดการทำงานของโจวเหวินฟะ เขาให้โอกาสรุ่นน้อง หลายต่อหลายคน ทั้งหลิวเต่อหัว เหลียงเฉาเหว่ย หวงเย่อหัว ฯลฯ และล่าสุด ก็คือ จางเจียเหลียง (zhang jialiang) ที่เพิ่งลงปก "Vogue" ฉบับฮ่องกง คู่กันกับเขา โจวเหวินฟะ ยังเล่าให้ใครต่อใครฟังเสมอว่าชีวิตของเขาเปลี่ยนแปลงไปเพราะเงินห้าเหรียญของเพื่อนสนิทของเขา 

    สำหรับโจวเหวินฟะ ห้าเหรียญนั้นไม่ใช่ เงินทอง แต่ เป็นโอกาส และเมื่อวันที่เขามีพร้อม เขาไม่ต้องการรถ โรลสรอยส์ (Rolls-Royce) คันหรู เขาขึ้นรถเมล รถไฟฟ้าใต้ดิน กินอาหารข้างทาง ใช้โทรศัพท์มือถือรุ่นเก่า และสละเงินที่ครอบครองกว่าหมื่นล้านให้คนอื่น เพราะสำหรับโจวเหวินฟะแล้ว เงินหมื่นล้าน ก็ไม่ใช่เงินเช่นกัน แต่เป็นโอกาสที่เขาจะมอบมันให้กับผู้อื่น เหมือนดั่งเช่นที่เขาเคยได้รับ 

   (#)จะดีแค่ไหนที่โลกไม่มีเพียงโจวเหวินฟะเพียงคนเดียว
เพราะโลก มีคุณที่มีน้ำใจงามด้วยอีกหนึ่งคน

          โจวเหวินฟะ ดารานักแสดงระดับตำนานของฮ่องกง เตรียมมอบเงินทั้งหมดที่มีอยู่ราว 2 หมื่นล้านให้การกุศล เผยชีวิตดาราดัง สุดสมถะเรียบง่าย แถมยังมีนิสัยอ่อนน้อมถ่อมตน

โลกยกย่อง โจว เหวินฟะ พระเอกตัวจริง เตรียมมอบเงิน 2หมื่นล้านให้การกุศล

เมื่อ 16 ต.ค.61 สื่อต่างประเทศ รวมทั้งเว็บไซต์ เดลี่เมล และเมโทร รายงานครึกโครม ยกย่องโจว เหวินฟะ ดาราคนดังฮ่องกง วัย 63 ใช้ชีวิตอย่างสมถะจนน่ายกย่อง เพราะถึงแม้จะเป็นดารารุ่นใหญ่ มีชื่อเสียงโด่งดังเงินทองมากมาย แต่โจว เหวินฟะ กลับใช้เงินเพียงเดือนละ 100 ดอลลาร์ หรือประมาณ 3,200 บาทเท่านั้น อีกทั้งสื่อในจีน ยังรายงานในช่วงสัปดาห์นี้ว่า โจว เหวินฟะ ยังเตรียมจะมอบเงินทั้งหมดที่มีอยู่ 710 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 22,000 ล้านบาท ให้การกุศลอีกด้วย

วันอังคารที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566

สิ้นแสงฉาน Twilight Over Burma

เปิดประวัติ ‘สุจันทรี’ มหาเทวีองค์สุดท้ายแห่งสีป้อ เหลือเพียงตำนาน ‘สิ้นแสงฉาน’
6 กุมภาพันธ์ 2023 (พ.ศ.2566) คือวันสุดท้ายของชีวิต พระนางสุจันทรี หรือ อิงเง ซาร์เจนท์ มหาเทวีองค์สุดท้ายแห่งเมืองสีป้อ ชายาของ เจ้าจาแสง ผู้ปกครองนครรัฐสีป้อ รัฐฉาน ประเทศพม่า สิริอายุ 91 ปี

ศิลปวัฒนธรรม นิตยสารในเครือ “มติชน” โดย สุทธาสินี จิตรกรรมไทย เจียจันทร์พงษ์ เผยแพร่ประวัติและเรื่องราวความรักสุดขมขื่นระหว่าง “เจ้าจาแสง” และ “พระนางสุจันทรี” ที่ฝ่ายหญิงเดินหน้าทวงความยุติธรรมจวบจบวาระสุดท้ายของชีวิต

อิงเง ซาร์เจนท์ หรือนามสกุลเดิม อีเบอร์ฮาร์ด เป็นชาวออสเตรีย เกิดเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ปี 1932 (พ.ศ.2475) ได้พบ “เจ้าจาแสง” ครั้งแรก ที่เมืองเดนเวอร์ รัฐโคโลราโด สหรัฐอเมริกา ขณะทั้งคู่ศึกษาในมหาวิทยาลัยช่วงต้นทศวรรษ 1950 โดยระหว่างคบหากัน “อิงเง” ไม่รู้เลยว่าคนรักเป็นเจ้าฟ้าหลวงแห่งสีป้อ และเมื่อความรักสุกงอม ทั้งคู่แต่งงานกันเมื่อวันที่ 7 มีนาคม ปี 1953 ที่เมืองเดนเวอร์

ความจริงเปิดเผยเมื่อเจ้าจาแสงสำเร็จการศึกษาด้านวิศวกรรมเหมืองแร่ พาอิงเงเดินทางกลับไปใช้ชีวิตที่เมืองสีป้อ เมื่อเรือเข้าเทียบท่าที่พม่า อิงเงสงสัยว่าทำไมถึงมีผู้คนมาต้อนรับมากมายขนาดนั้น เจ้าจาแสงจึงบอกว่าพระองค์คือผู้ปกครองนครรัฐสีป้อในรัฐฉาน

อิงเงเธอได้รับชื่อใหม่ว่า “สุจันทรี” และได้รับการแต่งตั้งเป็น “มหาเทวีแห่งสีป้อ” อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 1957

เจ้าจาแสงและมหาเทวีแห่งสีป้อได้ชื่อว่าเป็นคู่รักราชนิกุลที่ได้รับความนิยมสูงสุดในบรรดานครรัฐไทใหญ่ 30 กว่าแห่ง ส่วนหนึ่งอาจเพราะเจ้าจาแสงเรียนจบจากมหาวิทยาลัยต่างประเทศ และมุ่งมั่นนำความรู้กลับมาพัฒนาสีป้อ อีกส่วนอาจเป็นเพราะมหาเทวีเป็นชาวต่างชาติ ซึ่งชาวสีป้อและชาวไทใหญ่ในนครรัฐอื่นๆ ไม่คุ้นตานัก

เจ้าจาแสงและสุจันทรีร่วมกันพัฒนานครรัฐสีป้อ ทั้งด้านการเกษตรกรรม สาธารณสุข การศึกษา เพื่อให้ชาวบ้านมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่แล้วทุกอย่างก็หยุดชะงัก เพราะในวันที่ 2 มีนาคม ปี 1962 นายพลเนวิน นำกำลังทหารยึดอำนาจของรัฐบาลอูนุที่มาจากการเลือกตั้ง ล้มล้างรัฐธรรมนูญ

หนึ่งวันก่อนนายพลเนวินทำรัฐประหาร เจ้าจาแสงทรงเดินทางด้วยเครื่องบินไปเข้าประชุมรัฐสภาที่กรุงย่างกุ้ง จากนั้นกลับไปที่ตองจี เพื่อเยี่ยมไข้พระพี่นางซึ่งประชวรหนัก เจ้าจาแสงจึงยังไม่ทราบถึงเหตุการณ์ความวุ่นวายที่เกิดขึ้น และเสด็จออกตั้งแต่เช้า เพื่อขึ้นเครื่องบินไปยังสนามบินล่าเสี้ยวประจำสีป่อ

แต่เมื่อมาถึงประตูเมืองตองจีบนทางหลวงสู่เมืองเฮโฮ ทหารที่ตั้งด่านอยู่ก่อนแล้วก็เรียกให้รถยนต์พระที่นั่งของเจ้าจาแสงจอด มีคนพบเห็นพระองค์เป็นครั้งสุดท้ายว่าถูกทหารอาวุธครบมือควบคุมตัวไป

สุจันทรีซึ่งอยู่ที่สีป้อ พยายามสืบหาว่านายพลเนวินนำตัวเจ้าจาแสงไปไว้ที่ไหน แต่ก็ถูกทหารจับตามองแทบไม่คลาดสายตา ทั้งยังไม่ได้รับคำตอบที่แน่ชัดว่าตกลงแล้วเจ้าจาแสงยังทรงมีพระชนมชีพอยู่หรือจากไปแล้ว จนวันหนึ่งสุจันทรีตัดสินใจพาพระธิดาคือ มายรี และ เกนรี เดินทางเข้าไปพำนักที่กรุงย่างกุ้ง เพื่อจะได้สืบข่าวอย่างละเอียดได้มากขึ้น

แม้สุจันทรีจะพยายามทวงถามความยุติธรรมถึงชีวิตของเจ้าจาแสงจากนายพลเนวินเท่าใด แต่นายพลเนวินและบรรดาทหารก็ไม่เคยให้คำตอบที่มากไปกว่า “เจ้าจาแสงสบายดี”” และถูกกักตัวไว้ในที่ปลอดภัยแห่งหนึ่ง

ยิ่งไปกว่านั้น ทหารระดับใหญ่โตบางรายกลับบอกว่า “เจ้าจาแสงไม่เคยถูกควบคุมตัว” ด้วยซ้ำ ส่วน “โบเสตจะ” อดีตนักการเมืองพม่า เล่าให้สุจันทรีทราบถึงข่าวร้ายว่า เจ้าจาแสงถูกทหารปลงพระชนม์แล้วที่ค่ายทหารบาตูเมี้ยวทางเหนือของตองจี ไม่นานหลังถูกควบคุมตัว

เมื่อสถานการณ์ต่างๆ เลวร้ายลงเรื่อยๆ ท้ายสุด สุจันทรีจึงต้องพามายรีและเกนรีออกจากพม่ากลับไปยังออสเตรีย จากนั้นทำงานที่สถานเอกอัครราชทูตไทยในกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย อยู่สักพัก ระหว่างนั้น “อิงเง” ได้รู้จักและคุ้นเคยกับครอบครัวของ โสภาค สุวรรณ นักเขียนชื่อดังของไทย เนื่องจากบิดาของโสภาครับราชการในสถานเอกอัครราชทูตที่นั่น เป็นที่มาของนวนิยายเรื่อง “เกนรี มายรี” ของโสภาค

ปี 1966 อิงเงและทายาททั้งสองเดินทางไปตั้งรกรากที่อเมริกา เธอแต่งงานกับ โฮวาร์ด “แทด” ซาร์เจนท์ ในปี 1968 แม้ชีวิตที่นครรัฐสีป้อจะจบลง แต่อิงเงยังคงผูกพันกับชาวสีป้อ เธอเขียนหนังสือ “Twilight Over Burma : My Life as a Shan Princess” (แปลเป็นภาษาไทยในชื่อ “สิ้นแสงฉาน”) บอกเล่าชีวิตของเธอและเจ้าจาแสง ควบคู่กับการตีแผ่ความโหดร้ายของเผด็จการทหารยุคนายพลเนวิน

   สิ้นแสงฉาน ‘พระนางสุจันทรี’ มหาเทวีองค์สุดท้าย รัฐฉาน สิ้นแล้ว อายุ 91 ปี


Twilight Over Burma (Austria, Sabine Derflinger, 2015) คือภาพยนตร์ที่มีโครงเรื่องมาจากหนังสือ ‘สิ้นแสงฉาน’ (Twilight Over Burma) นวนิยายแปลจากงานเขียน อิงเง่ ซาร์เจนท์ หญิงชาวออสเตรีย อดีตมหาเทวีแห่งสีป้อ (สำนักพิมพ์มติชนตีพิมพ์ แปลโดยมนันยา) นวนิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องราวรักโรแมนติกของตัวผู้เขียนเอง ซึ่งพรหมลิขิตพาให้มาพบรักและใช้ชีวิตคู่กับเจ้าฟ้าจาแสงแห่งรัฐฉาน แต่แล้วโชคชะตาก็พลิกผันเมื่อเกิดรัฐประหารโดยนายพลเนวิน เมื่อปี พ.ศ. 2505 ทำให้เธอต้องพาลูก ๆ หนีออกมาจากประเทศ โดยไม่รู้แม้แต่ชะตากรรมของสามีผู้เป็นเจ้าแห่งรัฐฉานด้วยความที่เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์ในลักษณะที่ทำมาเพื่อออกอากาศทางโทรทัศน์ในออสเตรีย โปรดักชันและภาษาหนังที่ใช้ในเรื่องจึงออกมาในลักษณะของการเล่าเรื่องเพื่อให้ฟังก์ชันกับคนดูทีวีเป็นหลัก ทำให้ในบางจังหวะของภาพยนตร์ค่อนข้างจะอืดและยืดยาดสำหรับคนที่ชอบดูหนังเล่าเรื่องเร็ว ๆ แต่หากจะพูดถึงเรื่องการ ‘เก็บความ’ ในหนังสือ ภาพยนตร์ Twilight Over Burma ก็มีหลายมุมมองที่น่าสนใจเรื่องราวของภาพยนตร์เริ่มต้นขึ้นจากการพบรักของเจ้าฟ้าจาแสง (แสดงโดย ทวีฤทธิ์ จุลละทรัพย์ นักแสดงชาวไทย) กับอิงเง่ ซาร์เจนท์ (แสดงโดย มาเรีย แอห์ริค นักแสดงชาวเยอรมัน) ตอนเรียนที่อเมริกา แล้วต่อมาทั้งคู่มาใช้ชีวิตร่วมกันที่รัฐฉาน ประเทศพม่า (ใช้ชื่อประเทศโดยอิงบริบทยุคนั้น) ในช่วงหลังจากที่พม่าหลุดพ้นจากการเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ซึ่งเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของประเทศนี้ว่าหลังจากนี้จะก้าวหน้าไปทางไหน ระหว่างการให้อำนาจประชาชนเพื่อปูทางไปสู่การเป็นประเทศประชาธิปไตย กับการดึงอำนาจเข้ามาสู่รัฐซึ่งมีกองทัพอยู่เบื้องหลังอย่างไรก็ตาม ‘สาร’ ที่แฝงในหนัง แม้จะวาดภาพ ‘ทหาร’ เป็นตัวร้าย ผ่านความโหดร้ายในช่วงของการปฏิบัติการเพื่อความมั่นคงของรัฐหลังรัฐประหาร แต่อีกมุมกลับเต็มไปด้วยกลิ่นของ ‘โฆษณาชวนเชื่อ’ ของกลุ่มเจ้าผ่านบทบาทของทั้งเจ้าฟ้าจาแสง ซึ่งเป็นเจ้าที่เรียนรู้วิทยาการจากตะวันตก (การทำเหมือง) เพื่อนำความรู้มาพัฒนาประเทศ และต้องการนำประชาธิปไตยมาสู่ดินแดนพม่า ส่วนตัวของอิงเง่ ซาร์เจนท์ (ในฐานะผู้เล่าเรื่อง) ก็เปรียบเสมือนตัวแทนของภาวะทันสมัยของคนตะวันตกที่เข้ามาสร้างความศิวิไลซ์ให้กับคนพม่าหลังยุคอาณานิคม  ที่มันดูย้อนแย้งก็คือ เมื่อตะวันตกอย่างเจ้าอาณานิคมอังกฤษ ถอยออกจากประเทศ ตัวอิงเง่ ซาร์เจนท์ ในฐานะคนตะวันตกอีกแบบก็กลับเข้ามาเพื่อช่วยสามี ‘พัฒนา’ ประเทศ และให้การศึกษาผู้คนเพื่อให้ก้าวพ้นจากสังคมล้าหลัง มาเป็นสังคมที่ทันสมัยขึ้น ผ่านฉากของการช่วยเหลือข้าราชบริพารที่กำลังป่วยหนัก แทนที่จะปล่อยให้เธอเสียชีวิตตามความเชื่อดั้งเดิม แต่ตัวเอกกลับใช้ความรู้ทางด้านสาธารณสุขสมัยใหม่เข้ามาช่วยชีวิตของข้าราชบริพารผู้นั้นในมุมนี้เอง จึงเป็นเหมือนสัญลักษณ์ที่บอกว่า กลุ่มเจ้า (ที่ได้รับการศึกษาแบบตะวันตก) ซึ่งเป็นกลุ่มอำนาจเก่า และความเป็นตะวันตกคือความดีงาม ขัดกับภาพของทหารที่มีความ ‘ป่าเถื่อน’ ท่าทีดูจะกลายเป็นตัวโกงอย่างสมบูรณ์แบบไม่ได้บอกว่าเผด็จการทหารในพม่านั้นเป็นของดี เพราะผลลัพธ์ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมาที่ประเทศเพื่อนบ้านของเรานี้ปกครองด้วยทหารนั้นเลวร้ายขนาดไหน เราก็เห็น ๆ กันอยู่ แต่การสร้างภาพแบบ ‘เทพ’ กับ ‘มาร’ แบบขาวกับดำแยกกันออกมานั้น มันทำให้ภาพของหนังดูหลุดยุคไปมาก ๆ ในโลกปัจจุบันที่เราไม่อาจจะนิยามได้อย่างชัดเจนจริง ๆ ว่าสิ่งใดคือขาวและดำอย่างไรก็ตาม หากมองเฉพาะผลลัพธ์ที่เป้าหมายของหนังต้องการที่จะชำระประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้น ในมุมมองของอิงเง่ ซาร์เจนท์เองที่ยังคงร้องเรียนเรื่องการหายตัวไปของเจ้าฟ้าจาแสงผู้เป็นสามีมาเป็นเวลานานหลายสิบปี (ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างชัดเจน) นับว่าตัวหนัง Twilight Over Burma ทำงานควบคู่กับเป้าหมายนี้ได้อย่างน่าสนใจหากมองในแง่ที่ว่า โปรดักชันของหนังเรื่องนี้เริ่มกันจริง ๆ ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งพ้องกับช่วงเวลาที่พม่า (เมียนมา) เริ่มเปิดประเทศ มีการเลือกตั้ง และขยับประเทศก้าวสู่ความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น (ก่อนที่จะกลับมาทำการรัฐประหารอีกครั้งในปี 2564) ทำให้เรื่องราวในหนังและนวนิยายนั้นไม่ถูกเซ็นเซอร์จากรัฐบาลเมียนมาอย่างเมื่อวันวาน กองถ่าย Twilight Over Burma สามารถเดินทางเข้าไปถ่ายทำหนังในดินแดนนี้ได้ ซึ่งเราจะเห็นได้จากฉากใหญ่อย่างฉากต้อนรับมหาเทวีแห่งสีป้อก็ถ่ายทำที่ประเทศนี้แต่สุดท้ายน่าเสียดายว่า หนังเรื่องนี้ถูกรัฐบาลแบน สั่งห้ามฉายในประเทศเมียนมา ซึ่งแสดงให้เห็นว่ารัฐยังไม่ใจกว้างพอที่จะเปิดปากแผลของประเทศ และพยายามทำให้เรื่องนี้มาวางไว้บนโต๊ะประวัติศาสตร์ (ในประเทศไทยเอง เมื่อปี 2559 หนังเรื่องนี้ถูกถอดออกจากโปรแกรมการฉายในเทศกาลภาพยนตร์ต่างประเทศที่ถ่ายทำในประเทศไทย)แต่อย่างไรก็ตาม กระแสเช่นนี้ ส่งผลให้การทวงถามความยุติธรรมและคนที่หายไป (หมายรวมถึงเจ้าฟ้าจาแสง) จากพิษร้ายของการเมืองพม่า ตั้งแต่การรัฐประหารในพม่าเมื่อปี พ.ศ. 2505 เริ่มมีแสง มีเสียง ที่ดังขึ้นเรื่อย ๆประวัติศาสตร์ของ ‘การไม่ลืม’ เริ่มทำงานขึ้นมาอย่างชัดเจน แม้ว่าคนที่หายไปจะไม่กลับมา แต่เขาไม่เคยหายไปไหนจากหน้าประวัติศาสตร์แม้ว่าเวลานั้นเอง รัฐฉานจะสิ้นแสงเพราะรัฐบาลทหาร แต่ในวันที่ความมืดคล่อย ๆ คลายตัวลง แสงใหม่ที่มาแทน แม้จะยังเป็นแสงที่ไม่แรงกล้ามาก แถมการรัฐประหารครั้งล่าสุด (2564) อาจจะทำให้ประเทศนี้ถอยหลังกลับไปอีกหลายก้าวแต่มันก็อาจจะมีใครบางคนที่รอคอยด้วยความหวัง ว่าจะเห็นแสงแห่งความหวังที่ทำให้ความยุติธรรมที่เคยหายไปกลับมาก็เป็นได้

วันอาทิตย์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566

ความเจ็บปวดเพื่อวันพรุ่งนี้ (ที่ดีกว่า)

พ่อพลอยต้องติดคุกถึง 1 เดือน เพราะการแสดงออกทางการเมืองในการรณรงค์ไม่เอารัฐธรรมูญฉบับ 60 
.
พลอยจำเหตุการณ์วันนั้นได้ดี 
.
ทุกครั้งที่พลอยไปเยี่ยมพ่อ พลอยถามพ่อผ่านโทรศัพท์ และมองพ่อผ่านลูกกรง บทสนทนาที่พลอยถามพ่อ "พ่อเป็นยังไงบ้าง กินข้าวหรือยัง สบายดีไหม"
.
จริง ๆ แล้วบทสนทนานี้ควรจะต้องเป็นบทสนทนาที่ลูกสาวคนหนึ่งต้องถามพ่อตอนอยู่ที่บ้าน พลอยไม่อยากให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดกับใครหรือครบครัวไหนอีก 
.
พลอย เพชรรัตน์ คนนี้ ถึงมายืนอยู่ตรงนี้ ต่อหน้าพ่อแม่พี่น้องประชาชน 
และขอโอกาส ขอคะแนนเสียง เลือกพลอยเพชรรัตน์ เข้าไปเป็นตัวแทนประชาชนในรัฐสภา และใช้กลไกของสภาในการแก้ปัญหานี้
.
#แก้ตี้เก๊าก๋าก้าวไกล #พลอยเพชรรัตน์ 
#ก้าวไกลก้าวไปกับพลอย #ก้าวไกลเชียงใหม่เขต1
---------
ผลิตโดย เพชรรัตน์ ใหม่ชมภู 
เลขที่ 16 ตำบลป่าแดด อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ 50100
ผลิตเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2566 จำนวน 1 โพสต์

วันที่ฉันตาย ...เมื่อฉันจากโลกนี้ไป

วันที่ฉันตาย
คนที่แค้นฉัน พากันร้องรำทำเพลงหัวเราะดีใจ
คนที่รักฉัน พากันร้องไห้ระงม

วันที่ฝังร่างของฉัน
คนที่แค้นฉัน มองไปที่หลุมศพแล้วยิ้มเย้ยที่มุมปาก
คนที่รักฉัน ได้แต่เบือนหน้าหนี ไม่อยากเห็นร่างของฉันที่กำลังจะถูกดินกลบหน้า

หนึ่งปีผ่านไป
ฉันเหลือแต่โครงกระดูก
หลุมศพถูกพายุลมฝนซัดสาด
คนที่แค้นฉัน นาน ๆ เขาพูดถึงฉันที พูดทีไรเขาก็รู้สึกนึกชิงชังฉันอยู่
คนที่รักฉัน ไม่รู้จะบอกความในใจกับใคร จึงได้แต่ร้องไห้เดียวดายในค่ำคืนนั้น

สิบปีให้หลัง
คนที่แค้นฉัน ยังพอจำชื่อของฉันได้ แต่แทบจะจำใบหน้าของฉันไม่ได้แล้ว
คนที่รักฉัน เมื่อใดที่นึกถึงฉัน พวกเขาพากันนิ่งเงียบไปสักครู่ การดำเนินชีวิต ทำให้เขาไม่อาจที่จะหมกมุ่นคิดถึงแต่เรื่องของฉันได้อีกต่อไป

หลายสิบปีผ่านไป
หลุมศพของฉันยังคงถูกลมฝนพายุซัดกระหน่ำไม่เคยเปลี่ยน
คนที่แค้นฉัน ร่างของเขาก็ถูกฝังลงในป่าช้าเดียวกัน
คนที่รักฉัน ก็ถูกฝังไว้ในป่าช้าเดียวกับฉันเช่นกัน

ฉันกลายเป็นความว่างเปล่าของโลกใบนี้
สิ่งที่ฉันหวงแหนและรักนักรักหนา ถูกเปลี่ยนมือไปเป็นของคนอื่น
สิ่งที่ฉันพยายามหามาทั้งชีวิต แม้แต่ต้นหญ้าเพียงต้นเดียว ฉันก็เอาติดตัวไปด้วยไม่ได้
.....

แก่งแย่งช่วงชิงกันไปใย ยามอนิจจังมาเยือน ทุกสิ่งล้วนว่างเปล่า!
สั่งสมคุณธรรมความดีไว้บ้าง
เมื่อถึงเวลาไป ให้คนข้างหลังได้ระลึกหา ให้เสบียงในภพหน้าไม่ขาดพร่อง
เพราะถึงเวลานั้น อยากทำก็สาย ละอายก็ช้า..เสียแล้ว!
.....

นุสนธิ์บุคส์

วันศุกร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566

มูลนิธิกระจกเงา ของอาจารย์ลอย ชุนพงษ์ทอง

เมื่อปีที่แล้วผู้ชายคนหนึ่งเดินทางกลับมาเมืองไทย เขาประกาศว่าคนที่ต้องการกินข้าวกับเขาต้องบริจาคเงิน 5,000 บาทเข้ามูลนิธิกระจกเงา เพียง 1 เดือนที่เขาเดินทางกลับมาเมืองไทยมีคนนัดกินข้าวทุกวันและเลยไปถึงมื้อกาแฟ และยอดเงินบริจาคประมาณ 1 ล้านบาท

เงินก้อนนี้ถูกนำมาจัดตั้งโครงการป่วยให้ยืม เพื่อบริหารอุปกรณ์ทางการแพทย์เช่น เตียง วิลแชร์ เครื่องดูดเสมหะ เครื่องผลิตอ๊อกซิเจน โดยมีเคสได้รับบริการเกือบ 1,000 เคสในปีที่ผ่านมา

นอกจากนั้นเขายังป่าวประกาศให้เพื่อนมิตรร่วมกันบริจาคเครื่องผลิตอ๊อกซิเจนอีกนับร้อยเครื่อง และเช้าวันนี้เขาได้เข้ามาพูดคุยและเรียนรู้เกี่ยวกับการซ่อมแซมเครื่องผลิตอ๊อกซิเจนที่เมื่อใช้งานไประยะหนึ่งจะเกิดปัญหาปริมาณอ๊อกซิเจนจะผลิตได้น้อยลง แน่นอนว่าแกเป็นวิศวกร การมีส่วนร่วมในการสนับสนุนอุปกรณ์เหล่านี้แกต้องการเรียนรู้กลไกและทุกข้อจำกัดที่เกิดขึ้น

ผู้ชายคนนี้คือ อ.ลอย ชุนพงษ์ทอง Loy Chunpongtong 
ผู้ที่อธิบายว่า การทำบุญ คือ การทำประโยชน์

พลิกประวัติศาสตร์ฟิสิกส์! นักวิทยาศาสตร์เดนมาร์กโชว์เหนือ "สยบแสง" ให้ช้าเท่าจักรยาน ก่อนสั่งหยุดนิ่งสนิทสำเร็จ

พลิกประวัติศาสตร์ฟิสิกส์! นักวิทยาศาสตร์เดนมาร์กโชว์เหนือ "สยบแสง" ให้ช้าเท่าจักรยาน ก่อนสั่งหยุดนิ่งสนิทสำเร็จ เคมบริ...