วันอังคารที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566

สิ้นแสงฉาน Twilight Over Burma

เปิดประวัติ ‘สุจันทรี’ มหาเทวีองค์สุดท้ายแห่งสีป้อ เหลือเพียงตำนาน ‘สิ้นแสงฉาน’
6 กุมภาพันธ์ 2023 (พ.ศ.2566) คือวันสุดท้ายของชีวิต พระนางสุจันทรี หรือ อิงเง ซาร์เจนท์ มหาเทวีองค์สุดท้ายแห่งเมืองสีป้อ ชายาของ เจ้าจาแสง ผู้ปกครองนครรัฐสีป้อ รัฐฉาน ประเทศพม่า สิริอายุ 91 ปี

ศิลปวัฒนธรรม นิตยสารในเครือ “มติชน” โดย สุทธาสินี จิตรกรรมไทย เจียจันทร์พงษ์ เผยแพร่ประวัติและเรื่องราวความรักสุดขมขื่นระหว่าง “เจ้าจาแสง” และ “พระนางสุจันทรี” ที่ฝ่ายหญิงเดินหน้าทวงความยุติธรรมจวบจบวาระสุดท้ายของชีวิต

อิงเง ซาร์เจนท์ หรือนามสกุลเดิม อีเบอร์ฮาร์ด เป็นชาวออสเตรีย เกิดเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ปี 1932 (พ.ศ.2475) ได้พบ “เจ้าจาแสง” ครั้งแรก ที่เมืองเดนเวอร์ รัฐโคโลราโด สหรัฐอเมริกา ขณะทั้งคู่ศึกษาในมหาวิทยาลัยช่วงต้นทศวรรษ 1950 โดยระหว่างคบหากัน “อิงเง” ไม่รู้เลยว่าคนรักเป็นเจ้าฟ้าหลวงแห่งสีป้อ และเมื่อความรักสุกงอม ทั้งคู่แต่งงานกันเมื่อวันที่ 7 มีนาคม ปี 1953 ที่เมืองเดนเวอร์

ความจริงเปิดเผยเมื่อเจ้าจาแสงสำเร็จการศึกษาด้านวิศวกรรมเหมืองแร่ พาอิงเงเดินทางกลับไปใช้ชีวิตที่เมืองสีป้อ เมื่อเรือเข้าเทียบท่าที่พม่า อิงเงสงสัยว่าทำไมถึงมีผู้คนมาต้อนรับมากมายขนาดนั้น เจ้าจาแสงจึงบอกว่าพระองค์คือผู้ปกครองนครรัฐสีป้อในรัฐฉาน

อิงเงเธอได้รับชื่อใหม่ว่า “สุจันทรี” และได้รับการแต่งตั้งเป็น “มหาเทวีแห่งสีป้อ” อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 1957

เจ้าจาแสงและมหาเทวีแห่งสีป้อได้ชื่อว่าเป็นคู่รักราชนิกุลที่ได้รับความนิยมสูงสุดในบรรดานครรัฐไทใหญ่ 30 กว่าแห่ง ส่วนหนึ่งอาจเพราะเจ้าจาแสงเรียนจบจากมหาวิทยาลัยต่างประเทศ และมุ่งมั่นนำความรู้กลับมาพัฒนาสีป้อ อีกส่วนอาจเป็นเพราะมหาเทวีเป็นชาวต่างชาติ ซึ่งชาวสีป้อและชาวไทใหญ่ในนครรัฐอื่นๆ ไม่คุ้นตานัก

เจ้าจาแสงและสุจันทรีร่วมกันพัฒนานครรัฐสีป้อ ทั้งด้านการเกษตรกรรม สาธารณสุข การศึกษา เพื่อให้ชาวบ้านมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่แล้วทุกอย่างก็หยุดชะงัก เพราะในวันที่ 2 มีนาคม ปี 1962 นายพลเนวิน นำกำลังทหารยึดอำนาจของรัฐบาลอูนุที่มาจากการเลือกตั้ง ล้มล้างรัฐธรรมนูญ

หนึ่งวันก่อนนายพลเนวินทำรัฐประหาร เจ้าจาแสงทรงเดินทางด้วยเครื่องบินไปเข้าประชุมรัฐสภาที่กรุงย่างกุ้ง จากนั้นกลับไปที่ตองจี เพื่อเยี่ยมไข้พระพี่นางซึ่งประชวรหนัก เจ้าจาแสงจึงยังไม่ทราบถึงเหตุการณ์ความวุ่นวายที่เกิดขึ้น และเสด็จออกตั้งแต่เช้า เพื่อขึ้นเครื่องบินไปยังสนามบินล่าเสี้ยวประจำสีป่อ

แต่เมื่อมาถึงประตูเมืองตองจีบนทางหลวงสู่เมืองเฮโฮ ทหารที่ตั้งด่านอยู่ก่อนแล้วก็เรียกให้รถยนต์พระที่นั่งของเจ้าจาแสงจอด มีคนพบเห็นพระองค์เป็นครั้งสุดท้ายว่าถูกทหารอาวุธครบมือควบคุมตัวไป

สุจันทรีซึ่งอยู่ที่สีป้อ พยายามสืบหาว่านายพลเนวินนำตัวเจ้าจาแสงไปไว้ที่ไหน แต่ก็ถูกทหารจับตามองแทบไม่คลาดสายตา ทั้งยังไม่ได้รับคำตอบที่แน่ชัดว่าตกลงแล้วเจ้าจาแสงยังทรงมีพระชนมชีพอยู่หรือจากไปแล้ว จนวันหนึ่งสุจันทรีตัดสินใจพาพระธิดาคือ มายรี และ เกนรี เดินทางเข้าไปพำนักที่กรุงย่างกุ้ง เพื่อจะได้สืบข่าวอย่างละเอียดได้มากขึ้น

แม้สุจันทรีจะพยายามทวงถามความยุติธรรมถึงชีวิตของเจ้าจาแสงจากนายพลเนวินเท่าใด แต่นายพลเนวินและบรรดาทหารก็ไม่เคยให้คำตอบที่มากไปกว่า “เจ้าจาแสงสบายดี”” และถูกกักตัวไว้ในที่ปลอดภัยแห่งหนึ่ง

ยิ่งไปกว่านั้น ทหารระดับใหญ่โตบางรายกลับบอกว่า “เจ้าจาแสงไม่เคยถูกควบคุมตัว” ด้วยซ้ำ ส่วน “โบเสตจะ” อดีตนักการเมืองพม่า เล่าให้สุจันทรีทราบถึงข่าวร้ายว่า เจ้าจาแสงถูกทหารปลงพระชนม์แล้วที่ค่ายทหารบาตูเมี้ยวทางเหนือของตองจี ไม่นานหลังถูกควบคุมตัว

เมื่อสถานการณ์ต่างๆ เลวร้ายลงเรื่อยๆ ท้ายสุด สุจันทรีจึงต้องพามายรีและเกนรีออกจากพม่ากลับไปยังออสเตรีย จากนั้นทำงานที่สถานเอกอัครราชทูตไทยในกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย อยู่สักพัก ระหว่างนั้น “อิงเง” ได้รู้จักและคุ้นเคยกับครอบครัวของ โสภาค สุวรรณ นักเขียนชื่อดังของไทย เนื่องจากบิดาของโสภาครับราชการในสถานเอกอัครราชทูตที่นั่น เป็นที่มาของนวนิยายเรื่อง “เกนรี มายรี” ของโสภาค

ปี 1966 อิงเงและทายาททั้งสองเดินทางไปตั้งรกรากที่อเมริกา เธอแต่งงานกับ โฮวาร์ด “แทด” ซาร์เจนท์ ในปี 1968 แม้ชีวิตที่นครรัฐสีป้อจะจบลง แต่อิงเงยังคงผูกพันกับชาวสีป้อ เธอเขียนหนังสือ “Twilight Over Burma : My Life as a Shan Princess” (แปลเป็นภาษาไทยในชื่อ “สิ้นแสงฉาน”) บอกเล่าชีวิตของเธอและเจ้าจาแสง ควบคู่กับการตีแผ่ความโหดร้ายของเผด็จการทหารยุคนายพลเนวิน

   สิ้นแสงฉาน ‘พระนางสุจันทรี’ มหาเทวีองค์สุดท้าย รัฐฉาน สิ้นแล้ว อายุ 91 ปี


Twilight Over Burma (Austria, Sabine Derflinger, 2015) คือภาพยนตร์ที่มีโครงเรื่องมาจากหนังสือ ‘สิ้นแสงฉาน’ (Twilight Over Burma) นวนิยายแปลจากงานเขียน อิงเง่ ซาร์เจนท์ หญิงชาวออสเตรีย อดีตมหาเทวีแห่งสีป้อ (สำนักพิมพ์มติชนตีพิมพ์ แปลโดยมนันยา) นวนิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องราวรักโรแมนติกของตัวผู้เขียนเอง ซึ่งพรหมลิขิตพาให้มาพบรักและใช้ชีวิตคู่กับเจ้าฟ้าจาแสงแห่งรัฐฉาน แต่แล้วโชคชะตาก็พลิกผันเมื่อเกิดรัฐประหารโดยนายพลเนวิน เมื่อปี พ.ศ. 2505 ทำให้เธอต้องพาลูก ๆ หนีออกมาจากประเทศ โดยไม่รู้แม้แต่ชะตากรรมของสามีผู้เป็นเจ้าแห่งรัฐฉานด้วยความที่เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์ในลักษณะที่ทำมาเพื่อออกอากาศทางโทรทัศน์ในออสเตรีย โปรดักชันและภาษาหนังที่ใช้ในเรื่องจึงออกมาในลักษณะของการเล่าเรื่องเพื่อให้ฟังก์ชันกับคนดูทีวีเป็นหลัก ทำให้ในบางจังหวะของภาพยนตร์ค่อนข้างจะอืดและยืดยาดสำหรับคนที่ชอบดูหนังเล่าเรื่องเร็ว ๆ แต่หากจะพูดถึงเรื่องการ ‘เก็บความ’ ในหนังสือ ภาพยนตร์ Twilight Over Burma ก็มีหลายมุมมองที่น่าสนใจเรื่องราวของภาพยนตร์เริ่มต้นขึ้นจากการพบรักของเจ้าฟ้าจาแสง (แสดงโดย ทวีฤทธิ์ จุลละทรัพย์ นักแสดงชาวไทย) กับอิงเง่ ซาร์เจนท์ (แสดงโดย มาเรีย แอห์ริค นักแสดงชาวเยอรมัน) ตอนเรียนที่อเมริกา แล้วต่อมาทั้งคู่มาใช้ชีวิตร่วมกันที่รัฐฉาน ประเทศพม่า (ใช้ชื่อประเทศโดยอิงบริบทยุคนั้น) ในช่วงหลังจากที่พม่าหลุดพ้นจากการเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ซึ่งเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของประเทศนี้ว่าหลังจากนี้จะก้าวหน้าไปทางไหน ระหว่างการให้อำนาจประชาชนเพื่อปูทางไปสู่การเป็นประเทศประชาธิปไตย กับการดึงอำนาจเข้ามาสู่รัฐซึ่งมีกองทัพอยู่เบื้องหลังอย่างไรก็ตาม ‘สาร’ ที่แฝงในหนัง แม้จะวาดภาพ ‘ทหาร’ เป็นตัวร้าย ผ่านความโหดร้ายในช่วงของการปฏิบัติการเพื่อความมั่นคงของรัฐหลังรัฐประหาร แต่อีกมุมกลับเต็มไปด้วยกลิ่นของ ‘โฆษณาชวนเชื่อ’ ของกลุ่มเจ้าผ่านบทบาทของทั้งเจ้าฟ้าจาแสง ซึ่งเป็นเจ้าที่เรียนรู้วิทยาการจากตะวันตก (การทำเหมือง) เพื่อนำความรู้มาพัฒนาประเทศ และต้องการนำประชาธิปไตยมาสู่ดินแดนพม่า ส่วนตัวของอิงเง่ ซาร์เจนท์ (ในฐานะผู้เล่าเรื่อง) ก็เปรียบเสมือนตัวแทนของภาวะทันสมัยของคนตะวันตกที่เข้ามาสร้างความศิวิไลซ์ให้กับคนพม่าหลังยุคอาณานิคม  ที่มันดูย้อนแย้งก็คือ เมื่อตะวันตกอย่างเจ้าอาณานิคมอังกฤษ ถอยออกจากประเทศ ตัวอิงเง่ ซาร์เจนท์ ในฐานะคนตะวันตกอีกแบบก็กลับเข้ามาเพื่อช่วยสามี ‘พัฒนา’ ประเทศ และให้การศึกษาผู้คนเพื่อให้ก้าวพ้นจากสังคมล้าหลัง มาเป็นสังคมที่ทันสมัยขึ้น ผ่านฉากของการช่วยเหลือข้าราชบริพารที่กำลังป่วยหนัก แทนที่จะปล่อยให้เธอเสียชีวิตตามความเชื่อดั้งเดิม แต่ตัวเอกกลับใช้ความรู้ทางด้านสาธารณสุขสมัยใหม่เข้ามาช่วยชีวิตของข้าราชบริพารผู้นั้นในมุมนี้เอง จึงเป็นเหมือนสัญลักษณ์ที่บอกว่า กลุ่มเจ้า (ที่ได้รับการศึกษาแบบตะวันตก) ซึ่งเป็นกลุ่มอำนาจเก่า และความเป็นตะวันตกคือความดีงาม ขัดกับภาพของทหารที่มีความ ‘ป่าเถื่อน’ ท่าทีดูจะกลายเป็นตัวโกงอย่างสมบูรณ์แบบไม่ได้บอกว่าเผด็จการทหารในพม่านั้นเป็นของดี เพราะผลลัพธ์ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมาที่ประเทศเพื่อนบ้านของเรานี้ปกครองด้วยทหารนั้นเลวร้ายขนาดไหน เราก็เห็น ๆ กันอยู่ แต่การสร้างภาพแบบ ‘เทพ’ กับ ‘มาร’ แบบขาวกับดำแยกกันออกมานั้น มันทำให้ภาพของหนังดูหลุดยุคไปมาก ๆ ในโลกปัจจุบันที่เราไม่อาจจะนิยามได้อย่างชัดเจนจริง ๆ ว่าสิ่งใดคือขาวและดำอย่างไรก็ตาม หากมองเฉพาะผลลัพธ์ที่เป้าหมายของหนังต้องการที่จะชำระประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้น ในมุมมองของอิงเง่ ซาร์เจนท์เองที่ยังคงร้องเรียนเรื่องการหายตัวไปของเจ้าฟ้าจาแสงผู้เป็นสามีมาเป็นเวลานานหลายสิบปี (ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างชัดเจน) นับว่าตัวหนัง Twilight Over Burma ทำงานควบคู่กับเป้าหมายนี้ได้อย่างน่าสนใจหากมองในแง่ที่ว่า โปรดักชันของหนังเรื่องนี้เริ่มกันจริง ๆ ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งพ้องกับช่วงเวลาที่พม่า (เมียนมา) เริ่มเปิดประเทศ มีการเลือกตั้ง และขยับประเทศก้าวสู่ความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น (ก่อนที่จะกลับมาทำการรัฐประหารอีกครั้งในปี 2564) ทำให้เรื่องราวในหนังและนวนิยายนั้นไม่ถูกเซ็นเซอร์จากรัฐบาลเมียนมาอย่างเมื่อวันวาน กองถ่าย Twilight Over Burma สามารถเดินทางเข้าไปถ่ายทำหนังในดินแดนนี้ได้ ซึ่งเราจะเห็นได้จากฉากใหญ่อย่างฉากต้อนรับมหาเทวีแห่งสีป้อก็ถ่ายทำที่ประเทศนี้แต่สุดท้ายน่าเสียดายว่า หนังเรื่องนี้ถูกรัฐบาลแบน สั่งห้ามฉายในประเทศเมียนมา ซึ่งแสดงให้เห็นว่ารัฐยังไม่ใจกว้างพอที่จะเปิดปากแผลของประเทศ และพยายามทำให้เรื่องนี้มาวางไว้บนโต๊ะประวัติศาสตร์ (ในประเทศไทยเอง เมื่อปี 2559 หนังเรื่องนี้ถูกถอดออกจากโปรแกรมการฉายในเทศกาลภาพยนตร์ต่างประเทศที่ถ่ายทำในประเทศไทย)แต่อย่างไรก็ตาม กระแสเช่นนี้ ส่งผลให้การทวงถามความยุติธรรมและคนที่หายไป (หมายรวมถึงเจ้าฟ้าจาแสง) จากพิษร้ายของการเมืองพม่า ตั้งแต่การรัฐประหารในพม่าเมื่อปี พ.ศ. 2505 เริ่มมีแสง มีเสียง ที่ดังขึ้นเรื่อย ๆประวัติศาสตร์ของ ‘การไม่ลืม’ เริ่มทำงานขึ้นมาอย่างชัดเจน แม้ว่าคนที่หายไปจะไม่กลับมา แต่เขาไม่เคยหายไปไหนจากหน้าประวัติศาสตร์แม้ว่าเวลานั้นเอง รัฐฉานจะสิ้นแสงเพราะรัฐบาลทหาร แต่ในวันที่ความมืดคล่อย ๆ คลายตัวลง แสงใหม่ที่มาแทน แม้จะยังเป็นแสงที่ไม่แรงกล้ามาก แถมการรัฐประหารครั้งล่าสุด (2564) อาจจะทำให้ประเทศนี้ถอยหลังกลับไปอีกหลายก้าวแต่มันก็อาจจะมีใครบางคนที่รอคอยด้วยความหวัง ว่าจะเห็นแสงแห่งความหวังที่ทำให้ความยุติธรรมที่เคยหายไปกลับมาก็เป็นได้

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

พลิกประวัติศาสตร์ฟิสิกส์! นักวิทยาศาสตร์เดนมาร์กโชว์เหนือ "สยบแสง" ให้ช้าเท่าจักรยาน ก่อนสั่งหยุดนิ่งสนิทสำเร็จ

พลิกประวัติศาสตร์ฟิสิกส์! นักวิทยาศาสตร์เดนมาร์กโชว์เหนือ "สยบแสง" ให้ช้าเท่าจักรยาน ก่อนสั่งหยุดนิ่งสนิทสำเร็จ เคมบริ...