ดังนั้น “เมืองร้อยเอ็ด” เป็นชื่อชุมชนใหม่ของไท–ไต–ลาว ที่โยกย้ายเข้าไปอยู่ใหม่ทับซ้อนเมืองโบราณรูปสี่เหลี่ยมมุมมน
ส่วนเมืองโบราณรูปสี่เหลี่ยมมุมมนไม่ชื่อ “เมืองร้อยเอ็ด” และถึงขณะนี้ยังไม่พบหลักฐานบอกความจริงว่าชื่ออะไร?
แผนที่ทหารเมืองร้อยเอ็ดถูกทำขึ้นใหม่ พ.ศ. 2483 คูน้ำกำแพงดินของเมืองโบราณถูกรบกวนเปลี่ยนสภาพอย่างต่อเนื่องหลายครั้งเมื่อ 165 ปีมาแล้ว ตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี เมื่อ พ.ศ. 2318 ช่องตามคันดินว่ามีนับสิบ–สิบเอ็ด–สิบแปด ฯลฯ ถูดขุดเจาะโดยคนกลุ่มใหม่ที่เข้ามาตั้งบ้านเรือนสมัยกรุงธนบุรีจนถึงสมัยที่ทำแผนที่ เพื่ออำนวยความสะดวกทางการคมนาคมเข้าออกในชีวิตประจำวัน จึงไม่มีมาแต่เดิม ดังนั้นใช้อ้างเป็นหลักฐานเรื่อง “สิบเอ็ดประตู” ไม่ได้ (เว้นเสียแต่ดันทุรัง)
[ภาพคัดลอกจากแผนที่แนบท้ายพระราชกฤษฎีกา กำหนดบริเวณเขตปลอดภัยในราชการแห่งจังหวัดทหารบกร้อยเอ็ด พ.ศ. 2483 แสดงให้เห็นว่าคันดินรอบคูเมืองร้อยเอ็ดมีมากกว่า 11 ช่อง (นับได้ 18 ช่อง)]
แถลงการณ์จากผู้สอนวิชาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเมืองร้อยเอ็ด
จากการที่มีหน่วยงานราชการบางแห่งทำการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่เป็นจริงว่านามร้อยเอ็ดมาจากคำว่าสิบเอ็ดประตู ทั้งยังมีการใช้อำนาจทำการผลิตซ้ำข้อสันนิษฐานอันล้าหลังอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนอกจากจะสร้างความเสียหายทางวิชาการแล้วยังเป็นการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จแก่สาธารณชนในวงกว้าง ในนามของผู้สอนวิชาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเมืองร้อยเอ็ด จึงขอให้ข้อมูลเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว ดังนี้
นามเมืองร้อยเอ็ด เป็นชื่อที่มาจากตำนานอุรังคธาตุ กล่าวถึงเมืองสาเกตนครที่มีอำนาจมากจนท้าวพญาร้อยเอ็ดหัวเมืองต่างอ่อนน้อมในอำนาจเมืองแห่งนี้จึงได้สมญานามว่าเมืองร้อยเอ็ดประตู (หมายความว่ามีอำนาจแผ่ไปทุกทิศไม่ได้หมายความว่ามีประตูเป็นจำนวนร้อยเอ็ดประตูจริงๆ) อันมีความหมายสอดคล้องกับคำว่าทวารวดี แปลว่าเมืองที่ประกอบด้วยประตูและรั้ว
อย่างไรก็ดี หลายสิบปีที่ผ่านมามีผู้สันนิษฐานว่า เมืองนี้มีเพียงสิบเอ็ดประตู เนื่องจากการเขียนตัวเลขสิบเอ็ดของคนอีสานนั้นเขียนว่า 101 ต่อมาคนภายนอกไม่เข้าใจวิธีการเขียนการอ่านของคนอีสาน จึงอ่านผิดเป็นร้อยเอ็ดประตู
อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ได้ถูกกรมศิลปากรหักล้างไปเป็นที่เรียบร้อยมาราว 10 ปีมาแล้วจากการตรวจสอบของนักภาษาโบราณของกรมศิลปากรไม่พบว่าในตำนานอุรังคธาตุมีการเขียนชื่อเมืองร้อยเอ็ดประตูด้วยตัวเลข หากแต่เขียนเป็นตัวอักษรทั้งสิ้น ด้วยเหตุนี้ข้อเสนอเรื่องสิบเอ็ดประตูจึงเป็นอันต้องยุติ เนื่องจากไม่มีหลักฐานใดๆ รองรับ
ทั้งที่เรื่องสิบเอ็ดประตูเป็นเพียงข้อเสนอที่ล้าหลังทั้งยังถูกหักล้างไปแล้ว ยังมีหน่วยงานราชการบางแห่งพยายามยัดเยียดข้อมูลดังกล่าวแก่สังคมอย่างต่อเนื่องผ่านงานเทศกาล และกิจกรรมทางการศึกษา ทั้งที่งบประมาณของกิจกรรมเหล่านี้ล้วนมาจากภาษีของประชาชน ซึ่งควรนำมาใช้ศึกษาหาความรู้บนหลักฐานอย่างมีเหตุผลแล้วเผยแพร่ความรู้ที่อยู่บนพื้นฐานของความจริง
ในนามของผู้สอนวิชาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเมืองร้อยเอ็ด จึงขอเรียกร้องให้หน่วยงานเหล่านั้นหยุดเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ได้มีหลักฐานรองรับ และหยุดความพยายามในการใช้อำนาจบิดเบือนให้ยอมรับเรื่องเมืองสิบเอ็ดประตู โดยมีทางออกคือให้ศึกษาและเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นที่ยอมรับทางวิชาการจากการศึกษาหลักฐานทางประวัติศาสตร์ และโบราณคดีซึ่งจะเป็นการสร้างประโยชน์ทางปัญญาแก่ชาวร้อยเอ็ดอย่างแท้จริง
ปริญ รสจันทร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด (12 มีนาคม 2566
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น