วันศุกร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2566

รูปลักษณ์ใหม่ของ 'วงแหวนไอน์สไตน์' รอบกาแลคซีอันไกลโพ้นทำให้เราเข้าใจสสารมืดได้มากขึ้น


     รูปลักษณ์ใหม่ของ 'วงแหวนไอน์สไตน์' รอบกาแลคซีอันไกลโพ้นทำให้เราเข้าใจสสารมืดได้มากขึ้น

นักฟิสิกส์เชื่อว่าสสารส่วนใหญ่ในจักรวาลประกอบด้วยสสารที่มองไม่เห็นซึ่งเรารู้เพียงผลกระทบทางอ้อมของมันที่มีต่อดวงดาวและกาแล็กซีที่เรามองเห็น

มองไม่เห็น แต่มีอยู่ทั่วไปทุกหนทุกแห่ง
เหตุผลที่เราคิดว่าสสารมืดมีอยู่ก็เพราะว่าเราสามารถเห็นผลกระทบของแรงโน้มถ่วงในพฤติกรรมของกาแลคซี สสารมืดดูเหมือนจะมีมวลประมาณ 85% ของมวลจักรวาล 
และดาราจักรไกลโพ้นส่วนใหญ่ที่เราเห็นดูเหมือนจะถูกล้อมรอบด้วยรัศมีของสสารลึกลับนี้

เราเรียกว่าสสารมืดเพราะมันไม่ให้แสง ไม่ดูดซับหรือสะท้อนแสง ซึ่งทำให้ตรวจจับได้ยากอย่างไม่น่าเชื่อ

แล้วสิ่งนี้คืออะไร? เราคิดว่ามันต้องเป็นอนุภาคมูลฐานที่เราไม่เคยรู้จักมาก่อน

ขณะนี้ นักวิทยาศาสตร์ได้เสนอสมมุติฐานสำหรับสสารมืดไว้ 2 แบบ: 

อนุภาคที่ค่อนข้างหนักเรียกว่าอนุภาคมีขนาดใหญ่ที่มีปฏิสัมพันธ์อย่างอ่อน (หรือ WIMP : weakly interacting massive particles) และอนุภาคที่มีน้ำหนักเบามากเรียกว่า axions ตามทฤษฎีแล้ว WIMP จะทำตัวเหมือนอนุภาคที่ไม่ต่อเนื่อง ในขณะที่ axions จะทำตัวเหมือนคลื่นมากกว่าเนื่องจากการรบกวนทางควอนตัม

เป็นการยากที่จะแยกความแตกต่างระหว่างความเป็นไปได้ทั้งสองนี้ แต่ตอนนี้แสงที่โค้งงอรอบๆ กาแลคซีอันไกลโพ้นได้ให้เบาะแสนี้แล้ว

เลนส์ความโน้มถ่วงและวงแหวนไอน์สไตน์
เมื่อแสงเดินทางผ่านเอกภพผ่านวัตถุขนาดใหญ่ เช่น กาแล็กซี เส้นทางของแสงจะบิดเบี้ยวเนื่องจากตามทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ แรงโน้มถ่วงของวัตถุขนาดใหญ่จะบิดเบือนพื้นที่และเวลารอบๆ ตัวมันเอง

เป็นผลให้บางครั้งเมื่อเรามองไปยังดาราจักรที่อยู่ห่างไกล เราจะเห็นภาพบิดเบี้ยวของดาราจักรอื่นที่อยู่ข้างหลัง และหากสิ่งต่าง ๆ เรียงตัวกันอย่างสมบูรณ์ แสงจากกาแล็กซีพื้นหลังจะถูกละเลงเป็นวงกลมรอบ ๆ กาแล็กซีที่ใกล้กว่า

การบิดเบือนของแสงนี้เรียกว่า "เลนส์ความโน้มถ่วง" และวงกลมที่มันสามารถสร้างได้เรียกว่า "วงแหวนไอน์สไตน์"

จากการศึกษาว่าวงแหวนหรือภาพจากเลนส์อื่นๆ บิดเบี้ยวอย่างไร นักดาราศาสตร์สามารถเรียนรู้เกี่ยว กับคุณสมบัติของรัศมีสสารมืดที่อยู่รอบๆ กาแล็กซีที่อยู่ใกล้กว่าได้

อ่านต่อได้ใน Comment 😊

ขอขอบคุณภาพ
ภาพพื้นหลังหลายภาพที่สร้างขึ้นโดยเลนส์ความโน้มถ่วงสามารถดูได้ในระบบ HS 0810+2554 
Hubble Space Telescope / NASA / ESA

🥰 กดถูกใจและติดตามเพจไว้ ไม่พลาดเนื้อหาดาราศาสตร์สดใหม่ทุกวัน

วันอังคารที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2566

เรียกฉันว่า #ซุนดาแลนด์ (Sundaland)

  
เรียกฉันว่า #ซุนดาแลนด์ (Sundaland)

จริงๆ แล้ว ภูมิภาคอาเซียนบ้านเราเกือบทั้งหมดเกิดขึ้นมาเมื่อประมาณ 2.6 ล้านปีที่แล้ว และจากการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับยุคน้ำแข็งครั้งล่าสุด (18,000–25,000 ปีก่อน) ยืนยันว่าถ้าน้ำทะเลลดลง (น้ำไปกองกันเป็นน้ำแข็งอยู่แถบขั้วโลก หรือแถวพื้นที่ละติจูดสูง เช่น แคนาดา) เกาะแก่งต่างๆ ที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบันเคยเชื่อมต่อเป็นผืนดินเดียวกันทั้งหมด เรียกว่า #ซุนดาแลนด์ (Sundaland)
.
พื้นที่อ่าวไทยในตอนนั้นเป็นพื้นที่ราบเหมือนกับภาคกลางของไทยในตอนนี้ กลางอ่าวไทยก็เคยมีทะเลสาบเหมือนกับ #ทะเลสาบเขมร (Tonle Sap) แม่น้ำเจ้าพระยาไหลลงสู่ทะเลสาบแห่งนี้ และมีแม่น้ำไหลออกจากทะเลสาบไหลไปทางทิศตะวันออกลงสู่ทะเลจีนใต้ บางคนเรียกว่า #แม่น้ำสยาม (Siamese River) ทั้งหมดหายไป ก็แค่เพราะปัจจุบันน้ำแข็งที่เคยกองอยู่แถบขั้วโลกบางส่วนละลายลงมหาสมุทร แล้วทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น
.
#ภาพ : แบบจำลองภูมิประเทศของซุนดาแลนด์ เมื่อประมาณ 18,000–25,000 ปีก่อน (ที่มา : Alex, 2017)

วันเสาร์ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2566

กล้องฮับเบิลตรวจพบเส้นทางการหลบหนีของหลุมดำซึ่งฝากร่องรอยเอาไว้

กล้องฮับเบิลตรวจพบเส้นทางการหลบหนีของหลุมดำซึ่งฝากร่องรอยเอาไว้

หลุมดำล่องหนหนึ่ง ได้บินผ่านอวกาศอวกาศอย่างรวดเร็ว หากอยู่ในระบบสุริยะ มันสามารถเดินทางจากดวงจันทร์มายังโลกได้ภายในเวลา 14 นาที หลุมดำมวลมหาศาลนี้ มีน้ำหนักมากถึง 20 ล้านเท่าของดวงอาทิตย์ ได้ทิ้ง "ร่องรอย" ของดาวเกิดใหม่ความยาว 200,000 ปีแสงไว้เบื้องหลัง โดยมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางสองเท่า ของกาแล็กซีทางช้างเผือกเรา

หลุมดำมวลมหาศาล ที่หลบหนีซึ่งถูกขับออกจาก กาแล็กซีแม่ของมัน อันเป็นผลมาจากการแย่งชิง ระหว่างมันกับหลุมดำอีกสองหลุม เมื่อหลุมดำเคลื่อนตัวผ่านอวกาศอวกาศ มันจะบีบอัดก๊าซบางๆ ที่อยู่ข้างหน้า สิ่งนี้ทำให้เกิดการกำเนิดของดาวสีน้ำเงินร้อน ภาพประกอบนี้ อ้างอิงจากการสังเกตการณ์ ด้วยกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล "ร่องรอย" ยาว 200,000 ปีแสงหลังหลุมดำหลุดรอดออกมา

ขอบคุณภาพจาก
NASA, ESA, Leah Hustak (STScI)

การเคลื่อนที่ของมันนั้นแสนประหลาดมาก แทนที่มันจะกลืนกินดาวที่อยู่ขวางหน้า เหมือนเกม Pac-Manแต่หลุมดำที่เคลื่อนที่เร็วนี้ กำลังไถสิ่งที่ขวางหน้ามันให้เป็นก๊าซ เพื่อกระตุ้นการก่อตัวของดาวใหม่ ตามเส้นทางที่มันเคลื่อนที่ พฤติกรรมแปลกประหลาดของหลุมดำ ที่พุ่งเร็วเกินกว่าจะทันกินของว่างระหว่างทางนี้ เราไม่เคยพบเห็นมาก่อน แต่กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลของ NASA ก็สามารถจับจับภาพได้โดยไม่ตั้งใจ

🥰 กดติดตามเพจไว้ ไม่พลาดเนื้อหาดาราศาสตร์สดใหม่ทุกวัน

21 ข้อคิดที่ได้ จากหนังสืออย่าให้ความอายหรือความเกรงใจทำลายชีวิตคุณ

21 ข้อคิดที่ได้ จากหนังสือ
อย่าให้ความอาย
หรือความเกรงใจ
ทำลายชีวิตคุณ

1. ความอายหรือความเกรงใจ
คือตัวถ่วงความสำเร็จ
และเป็นตัวการสำคัญ
ของความล้มเหลว

2. อย่าปล่อยให้ความเกรงใจ
ทำให้ใคร ๆ เอาเปรียบคุณ

3. กล้าวิจารณ์พฤติกรรมแย่ๆ ของตัวเอง
และเปลี่ยนแปลงตนเองจากสิ่งเหล่านั้น

4. เมื่อกล้าวิจารณ์แล้ว
ก็ต้องหัดชชื่นชมส่วนดีของเราเองด้วย

5. หากเราเคยชินกับนิสัยไม่ดี แม้เพียงเล็กน้อย
สักพักนึงมันจะใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ
จึงควรแก้ไขตั้งแต่พบมันตอนเล็ก ๆ

6. ให้ความสำคัญกับปัจจุบัน
มุ่งมั่นขยัน ในวินาทีนี้เลย

7. ความคิดบวกจะทำให้ชีวิตดีขึ้น
ความคิดลบจะทำลายตัวเรา

8. คิดก่อนจะพูดอะไรออกมา
อย่ารับปากใครง่าย ๆ

9. กล้าที่จะปฏิเสธ
สิ่งที่คุณไม่ได้อยากจะทำ

10. อย่าหลงระเริงไปกับความสุขชั่วคราว
อย่าให้ความสำคัญกับความทุกข์เพียงชั่วครู่

11. ผู้ที่รู้จักตนเอง คือ ผู้รู้อย่างแท้จริง

12. เผชิญหน้ากับความล้มเหลวอย่างกล้าหาญ

13. ให้ความสำคัญกับความสำเร็จเล็ก ๆ
อะไรง่าย ๆ ที่เราทำสำเร็จ 
จะช่วยให้เรามีกำลังใจในแต่ละวัน

14. อย่าให้ความสำคัญ
กับคำติฉินนินทามากเกินไป

15. ไม่ต้องคิดมากจนเกินเหตุ

16. อยากเปลี่ยนเป็นคนใหม่
ต้องมั่นใจในตนเอง

17. ความเชื่อมั่นในตัวเอง
คือ การสามารถเอาชนะตัวเอง

18. เลิกทัศนคติที่ว่า
เสียเท่าไหร่ไม่ว่า
แต่เสียหายไม่ได้

19. จงวางอัตตาลง
ทำตัวให้เรียบง่ายเข้าไว้

20. ให้ความช่วยเหลือผู้อื่นเสมอ
แล้วเราจะได้รับสิ่งดี ๆ ตอบแทน

21. หมั่นชื่นชมผู้อื่น
สามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีได้

หนังสือเล่มนี้ยังมีบทเรียนอีกมาก
หากสนใจ สั่งซื้อได้ที่
Shopee : https://shope.ee/3VE7OOXTYP
Lazada : https://c.lazada.co.th/t/c.YZO5zX

แสงสุดท้าย ที่ ขอบฟ้าเหตุการณ์ ณ เวลาที่เท่ากันกับความเร็วแสง


     ตามทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป ขอบฟ้าเหตุการณ์ (อังกฤษevent horizon) คือขอบเขตของปริภูมิ-เวลา ซึ่งโดยมากมักเป็นพื้นที่โดยรอบหลุมดำ ที่ซึ่งเหตุการณ์ต่างๆ ไม่อาจส่งออกมาถึงผู้สังเกตการณ์ภายนอกได้ แสงที่แผ่ออกมาจากภายในขอบฟ้าเหตุการณ์จะไม่มีวันเดินทางมาถึงผู้สังเกต และวัตถุใดๆ ที่ล่วงผ่านขอบฟ้าเหตุการณ์ไปจากฝั่งของผู้สังเกต จะมีสภาวะที่ช้าลงและดูเหมือนจะไม่สามารถข้ามผ่านขอบฟ้าเหตุการณ์ไปได้ ภาพที่เห็นจะเกิดภาวะการเคลื่อนไปทางแดงมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเวลาผ่านไป อย่างไรก็ดีวัตถุที่เคลื่อนที่นั้นจะไม่รู้สึกถึงความแตกต่าง และอันที่จริงได้ข้ามผ่านขอบฟ้าเหตุการณ์ไปแล้วในระยะเวลาที่แน่นอนขนาดหนึ่ง


มีขอบฟ้าเหตุการณ์ที่พิเศษอยู่หลายประเภท รวมถึงชนิดที่แตกต่างไปโดยสิ้นเชิงเช่นที่พบรอบๆ หลุมดำ ส่วนขอบฟ้าเหตุการณ์อื่นๆ ที่ไม่เหมือนใครก็รวมไปถึง ขอบฟ้าเคาชีและคิลลิง (Cauchy and Killing horizon), ทรงกลมโฟตอน และเออร์โกสเฟียร์ จากทฤษฎี Reissner-Nordström solution, ขอบฟ้าอนุภาคและขอบฟ้าจักรวาลวิทยา ในวิชาจักรวาลวิทยา เป็นต้น

สามารถหลุดพ้นออกมาจากหลุมดำได้ แม้กระทั่งเราฉายไฟฉายออกมาจากภายใน Event Horizon อนุภาคของแสงที่ออกมาก็ไม่สามารถหลุดออกมาจากแรงโน้มถ่วงของมันได้ ทำไมเราจึงเห็นหลุมดำได้


Event Horizon

ภาพองค์ประกอบของหลุมดำ – ขอขอบคุณภาพประกอบจากเว็บไซต์ eso.org

คำตอบง่ายๆ ก็คือเราไม่สามารถเห็นภายในหลุมดำได้ อย่างไรก็ตาม เราสามารถสังเกตเห็นมวลและแสงที่วนอยู่รอบๆได้ ภายในบริเวณของขอบฟ้าเหตุการณ์นั้นเป็นบริเวณที่ไม่มีวัตถุใด หรือแม้กระทั่งแสงสามารถหลุดออกมาได้ หมายความว่าหากนักบินอวกาศคนหนึ่งอยู่ภายในขอบฟ้าเหตุการณ์ ไม่ว่าเขาจะฉายไฟฉายไปในทิศทางใด ทุกทิศทางต่างก็นำไปสู่ singularity ในบริเวณกลางของหลุมดำทั้งนั้น (แม้ว่าจะหันออกมาจากศูนย์กลางก็ตาม)


เนื่องจากแม้กระทั่งกาลอวกาศ (spacetime) ก็กำลังตกลงไปสู่ศูนย์กลางด้วยความเร็วมากกว่าแสง หากนักบินอวกาศอยู่ภายนอกของขอบฟ้าเหตุการณ์ นักบินอวกาศก็จะยังสามารถฉายไฟฉายออกมาภายนอกได้ แต่ด้วยแรงโน้มถ่วงอันมหาศาล จะทำให้แสงที่ปล่อยออกมามีทิศทางบิดเบี้ยวไป


กาลอวกาศ (spacetime)

ขอขอบคุณภาพประกอบจากเว็บไซต์ discovermagazine.com

ทำไมภาพที่ได้จึงมีรูปร่างแบบนั้น

ภาพที่เห็นเป็นภาพที่สอดคล้องกับสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์เอาไว้เกี่ยวกับหลุมดำไม่ผิดเพี้ยน นี่เป็นภาพที่เราเห็นจากแกนหมุนของหลุมดำ เนื่องจากมันมีแรงโน้มถ่วงสูงพอที่จะสามารถดึงให้แสงวนไปรอบๆ ได้ ที่ระยะห่าง 1.5 เท่าของขอบฟ้าเหตุการณ์ จะมีสิ่งที่เรียกว่า (อ่านว่าโฟตอนสเฟียร์) อยู่ ซึ่งเป็นบริเวณสุดท้ายที่แสงจะสามารถโคจรไปรอบๆได้ สิ่งที่ใกล้หลุมดำที่สุดที่เราจะสามารถเห็นได้จึงเป็นวงแหวนของ photon sphere ก่อนที่จะเข้าไปสู่ความมืดสนิท เราจึงเห็นเป็นบริเวณที่มืดสนิทที่ถูกล้อมไปด้วยวงกลมสว่าง (แต่ระยะห่างที่เราเห็นจะมากกว่า 1.5 เท่าเล็กน้อย เนื่องจากแสงจะถูกเบี่ยงเบนออกไปด้วยแรงโน้มถ่วง)


ถัดออกมาเราจะเห็นมวลก๊าซที่กำลังอยู่ในจานพอกพูนมวลที่กำลังตกลงไปสู่หลุมดำ นอกจากนี้มวลที่กำลังหมุนในทิศทางที่หันมาหาผู้สังเกตจะมีความสว่างขึ้นเล็กน้อย ด้วยปรากฏการณ์ที่เรียกว่า relativistic beaming อย่างที่ปรากฏในภาพทางด้านล่างของหลุมดำ



ภาพถ่ายหลุมดำ – ขอขอบคุณภาพประกอบจากเว็บไซต์ dailygalaxy.com

ทำไมก่อนหน้านี้เราถึงไม่เห็นหลุมดำ

การจะมองเห็นหลุมดำนั้นเป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะว่าหลุมดำเป็นวัตถุที่มีขนาดค่อนข้างเล็ก หากเราสามารถบีบอัดดวงอาทิตย์ให้กลายเป็นหลุมดำได้ จะมีขนาดเพียงแค่ 3 กม. เพียงเท่านั้นเอง ในขณะที่โลกของเราจะกลายเป็นหลุมดำที่มีขนาดไม่กี่มิลลิเมตร การที่จะสามารถสังเกตเห็นหลุมดำได้จึงจำเป็นต้องอาศัยหลุมดำที่มีมวลมาก หรือที่เรียกว่า “หลุมดำมวลยิ่งยวด” (supermassive black hole: SMBH) และอยู่ใกล้เรามากที่สุด


SMBH ที่อยู่ใกล้โลกของเรามากที่สุด ก็คือ Sagittarius A* ที่อยู่ในใจกลางทางช้างเผือกของเรานั่นเอง ซึ่งมีมวล 4 ล้านเท่าของมวลดวงอาทิตย์ แต่ก็ยังมีขนาดเพียง 8% ของระยะห่างระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์ แต่หลุมดำที่โครงการ Event Horizon Telescope (EHT อีเอชที) สังเกตนี้ เป็น SMBH ที่อยู่ในใจกลางของกาแล็กซี M87 ซึ่งมีมวลถึง 6.5 พันล้านเท่าของมวลดวงอาทิตย์ มีขนาดประมาณเท่ากับระบบสุริยะ ซึ่งเป็นหลุมดำที่มีขนาดเชิงมุมปรากฏจากโลกใหญ่กว่าหลุมดำที่ใจกลางทางช้างเผือกของเรา แม้กระทั่งที่ระยะห่างออกไปถึงกว่า 55 ล้านปีแสง



ภาพหลุมดำมวลยิ่งยวด – ขอขอบคุณภาพประกอบจากเว็บไซต์ scientificamerican.com

EHT บันทึกภาพนี้ได้อย่างไร

การที่จะมองรายละเอียดที่เล็กมากๆ เราจำเป็นที่จะต้องใช้กล้องโทรทรรศน์ที่ขนาดใหญ่มากๆ นี่เป็นเหตุผลหนึ่งว่าทำไมเราจึงมีความพยายามที่จะสร้างกล้องโทรทรรศน์ที่ใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ อย่างไรก็ตาม แม้กระทั่งกล้องโทรทรรศน์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในปัจจุบันก็ยังไม่สามารถแยกแยะรายละเอียดของหลุมดำที่มีขนาดเพียงระบบสุริยะที่อยู่ห่างออกไป 55 ล้านปีแสงได้


วิธีที่นักดาราศาสตร์ใช้ ก็คือวิธีที่เรียกว่า interferometry โดยการรวมแสงจากระยะห่างที่ไกลมากๆ เราอาจจะเปรียบเทียบได้ว่า หากภาพที่ได้จากกล้องโทรทรรศน์ขนาดใหญ่คือการนำแสงที่อยู่ปลายด้านหนึ่งของกระจกกล้องโทรทรรศน์ ไปรวมกับแสงที่มาจากปลายอีกด้านหนึ่ง หากเราสามารถมีกล้องสองตัวที่อยู่ห่างกันหลายพันกิโลเมตร แล้วนำแสงที่ได้นั้นมารวมกัน เราก็จะสามารถจำลองภาพที่ได้จากกล้องโทรทรรศน์ที่มีขนาดใหญ่เป็นพันกิโลเมตรได้ และวิธี interferometry นี้ก็คือวิธีที่ทำให้ EHT สามารถบันทึกภาพหลุมดำนี้ได้เป็นครั้งแรก



ภาพกล้อง EHT – ขอขอบคุณภาพประกอบจากเว็บไซต์ discovermagazine.com

แต่เนื่องจาก interferometry ในช่วงความยาวคลื่นแสงนั้นทำได้ยากกว่ามาก EHT จึงใช้การสังเกตการณ์ทางคลื่นวิทยุจากเครือข่ายกล้องโทรทรรศน์วิทยุจำนวนมากที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วโลกรวมไปถึงที่ขั้วโลกใต้ และทำการติดตั้งนาฬิกาอะตอมที่มีความแม่นยำสูง ในการบันทึกเวลาเพื่อที่จะสามารถนำสัญญาณวิทยุที่ถูกบันทึกเอาไว้ใน ณ เสี้ยววินาทีเดียวกัน มาสามารถรวมกันเพื่อจำลองราวกับพื้นผิวโลกของเราทั้งใบกลายเป็นกล้องโทรทรรศน์วิทยุขนาดใหญ่กล้องหนึ่ง

ณ ขอบฟ้าเหตุการณ์ ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ได้ เปิดเผยความลับหลุมดำยังไงบ้างไปดูกัน


ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ได้ เปิดเผยความลับหลุมดำยังไงบ้างไปดูกัน

นักวิทยาศาสตร์ ทราบข้อมูลจากการสังเกตการณ์ว่า "หลุมดำ" นั้น ได้ปล่อยเปลวเพลิงอันแรงกล้า หรือ "Flare" ออกมานอกขอบฟ้าเหตุการณ์

แต่อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมานั้น พวกเขายังไม่เข้าใจเกี่ยวกับ ที่มาของ Flare เกิดมาจากสาเหตุอะไร ?

จากงานวิจัย การสร้างแบบจำลอง พฤติกรรมของหลุมดำ ด้วยซูเปอร์คอมพิวเตอร์จำนวนหลายชุดทำให้ทราบที่มา "สนามแม่เหล็กนั้นมีบทบาทสำคัญ ต่อฟิสิกส์ของหลุมดำมาก พวกมันมีบทบาทสำคัญ ในการทำให้เกิดเปลวเพลิง (Flare)"

ภาพการจำลอง แสดงให้เห็นว่า "มีการแตกหักของสนามแม่เหล็ก พร้อมกับการปล่อย Flare ออกมา จากนั้นจะมีการสร้างการเชื่อมต่อ ของสนามแม่เหล็กใหม่ เป็นวงรอบแบบซ้ำๆ(เส้นสนามแม่เหล็กเป็นสีเขียวและนั้นเป็นที่มาของแฟลร์ (Flare))"

พลังงานแม่เหล็ก ที่ปล่อยออกมาจากกระบวนการนี้ จะทำการอัดประจุโฟตอนในตัวกลางที่อยู่รอบ ๆ และโฟตอนบางส่วน จะถูกขับออกตรงไปยัง บริเวณขอบฟ้าเหตุการณ์ของหลุมดำ (Event Horizon) ในขณะที่โฟตอนบางตัว จะถูกขับออกสู่อวกาศในรูปของเปลวไฟ (Flare)

ขอขอบคุณภาพจาก
The Astrophysical Journal Letters, Volume 924, Number 2

  🥰 กดติดตามเพจไว้ ไม่พลาดเนื้อหาดาราศาสตร์สดใหม่ทุกวัน

“การพูด” มีคุณค่า แต่หลายครั้ง “การไม่พูด” กลับมีคุณค่ายิ่งกว่า

“การพูด” มีคุณค่า แต่หลายครั้ง “การไม่พูด” กลับมีคุณค่ายิ่งกว่า

สิ่งที่อ่อนโยนที่สุดในใต้หล้า กลับสามารถสยบสิ่งที่แกร่งที่สุดในปฐพี

ยิ่งแข็งยิ่งพังง่าย ยิ่งอ่อนยิ่งปรับเข้ากับสรรพสิ่งได้

สิ่งที่มีรูปลักษณ์ย่อมมีวันผุพัง สิ่งที่ไร้รูปลักษณ์ จึงจะคงอยู่ได้ยาวนาน

คนมักจะเห็นคุณค่าของ “ความมี” จะมีสักกี่คนที่เห็นคุณค่าของ “ความไร้”

เหมือนที่เรารู้ว่า “การพูด” มีคุณค่า แต่หลายครั้ง “การไม่พูด” กลับมีคุณค่ายิ่งกว่า อยู่ที่ว่า เราสามารถ เข้าถึงสิ่งนั้นหรือไม่

เมื่อเราได้เรียนรู้คนมากๆ เข้า เราจะรู้ได้ว่า ..

ไม่ใช่ทุกคน ที่ “เหมาะ” กับเรา

ไม่ใช่ทุกคน ที่ “คู่ควร” ที่จะอยู่ในชีวิตเรา

ไม่ใช่ทุกคน ที่ “ดี” อย่างที่เราเห็น

และไม่ใช่ทุกคน ที่ “เป็น” อย่างที่เราคิด

จงอย่าใช้ “อารมณ์” ในการตัดสินคน แต่จงใช้ “เวลา” เรียนรู้กันไป

ไม่มีใครได้หรือเสียอะไรตลอดไป เพราะไม่มีใคร หรือสิ่งไหนๆ คงอยู่ตลอดไปโดยไม่สูญสิ้น

ขอเพียงให้เรา .. รู้จักความพอดี รู้จักเรียนรู้ที่จะอยู่กับสิ่งที่เรามี ให้มีความสุข

อย่าพยายามไขว่คว้าหาความสุข ในสิ่งที่ยังมาไม่ถึง อยู่กับปัจจุบันให้ได้ อยู่กับใจของเรา.. ที่สงบ

คนที่มองโลกในแง่ดี ใช่ว่าจะไม่มีเรื่องทุกข์ใจ เพียงแต่เขามองความทุกข์ด้วยความเข้าใจ และอยู่กับมันได้ โดยที่ความสุขในหัวใจไม่ลดลง

..ชีวิตก็แค่นั้น...
#ชีวิตก็แค่นั้น #สามก๊ก #ปรัชญาจีน #คำคม #ปรัชญาชีวิต #ปรัชญา #สอนใจ #เตือนตนเอง

วันศุกร์ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2566

ความดีงาม ที่ลึกซึ้ง

...มีผู้หญิงคนหนึ่งต้องพบเจอกับความทุกข์แบบที่เรียกได้ว่าน้อยคนจะได้เจอ เธอเป็นสาวสวยตอนอายุ ๒๑ ปี เป็นดาวมหาวิทยาลัย ต่อมาเธอได้รู้จักผู้ชายคนหนึ่งทางอินเทอร์เน็ต ติดต่อกันสักระยะหนึ่ง ผู้ชายคนนั้นก็หลง รักเธอทั้งๆ ที่ยังไม่เคยเจอตัวกัน พอได้เจอตัวกันก็ยิ่งหลงรักมากขึ้น แต่เธอบอกกับชายคนนั้นว่าเธอไม่ได้รักเขา ผู้ชายคนนั้นโกรธมาก ถึงกับเอาน้ำกรดสาดหน้าเธอจนเสียโฉมไปทั้งใบหน้า และยังทําให้ตาบอดไปอีกข้างหนึ่งด้วย คนที่เคยภูมิใจกับความสวยงามของตน พอถูกน้ำกรดทําลายให้เสียโฉมอย่างนี้ก็ไม่อยากมีชีวิตอยู่ทั้งนั้น เธอก็เช่นกัน คิดถึงการฆ่าตัวตาย แต่พอนึกถึงแม่แล้วก็เปลี่ยนใจ ไม่อยากทําร้ายตัวเอง เพราะจะทําให้แม่เสียใจ
...เธอตัดสินใจย้ายบ้าน เพราะอับอายคนที่เคยรู้จักเธอและเห็นใบหน้าที่สะสวยของเธอมาก่อน แต่แม้จะย้ายบ้านเธอก็มีความทุกข์มาก อย่างไรก็ตามเมื่อเวลาผ่านไป ๓-๔ ปี เธอกลับกลายเป็นคนใหม่ ไม่รู้สึกอับอายกับ ใบหน้าที่เสียโฉมอีกแล้ว ปล่อยวางได้ ทุกวันเธอนั่งรถไฟฟ้าไปทํางานมีคนมาทักเธอ เธอก็ไม่รู้สึกอับอาย พูดคุยกับเขาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เธอมีอาชีพเป็นพนักงานคอลเซ็นเตอร์ของธนาคารแห่งหนึ่งมีความสุขกับการทํางาน เพราะเจ้านายก็ดี เพื่อนร่วมงานก็ดี
...เคยมีคนมาถามเธอว่าโกรธคนที่เอาน้ำกรดมาสาดหน้าหรือไม่ เธอบอกว่าไม่โกรธเลย ต้องขอบคุณเขาด้วยซ้ำ ที่ทําให้เธอเป็นแบบนี้ เธอบอกว่า เหตุการณ์ครั้งนั้นส่งผลดีแก่เธอหลายอย่าง คือ ทําให้เธอมีเวลาอยู่กับครอบครัวมากขึ้น ถ้าเธอหน้าตาไม่เสียโฉมก็คงจะไม่อยู่ติดบ้าน เพลิดเพลิน กับแสงสี แต่พอเป็นอย่างนี้แล้วเธอจึงอยู่กับ ครอบครัวมากขึ้น ที่สําคัญก็คือ เหตุการณ์นั้นทําให้ เธอมีความคิดเป็นผู้ใหญ่ ทําให้เธอได้คิดว่าทุก อย่างมันไม่เที่ยง มีวันหมดอายุ เธอบอกว่า “ถ้าเราไม่สูญเสียตรงนี้ อนาคตเราแก่ไป มันก็ต้องไปตามกาลเวลา มันก็ทําให้เราปล่อยวาง พอเราปล่อยวางเรื่องตัวของตัวได้ เวลาเจอเรื่องอะไรที่มันแย่ๆ หรือมีคนพูดไม่ดี เราก็ไม่สนใจ เพราะเรา ไม่ได้ยึดติดตรงนั้นแล้ว” นี้เป็นตัวอย่างของคนที่เจอทุกข์แล้วจึงได้พบธรรมะ
...ที่จริงแล้วความสัมพันธ์ระหว่างทุกข์กับธรรมะไม่ได้มีเพียงเท่านั้น หากใคร่ครวญให้ดีจะเห็นว่าการเจอทุกข์ช่วยให้ได้เห็นธรรมะแจ่มแจ้งโดยตรง ยกตัวอย่างเรื่องของนางกีสาโคตมีที่เสียลูกไป หากนางไม่เสียลูกไปก็คงจะ ไม่เห็นว่าสังขารเป็นสิ่งไม่เที่ยง ที่จริงแล้วนางเป็นคนฉลาด แต่ว่ายากที่จะพบธรรมได้หากไม่เสียลูก ลูกของนางยังเล็กกําลังน่ารัก พอนางต้องเสียลูกไปก็ เห็นเลยว่าคนเราหนีความพลัดพรากสูญเสียไม่พ้นนางยอมรับได้ว่าทุกคนต้องตาย ทุกคนต้องสูญเสียคนรัก หรือสิ่งอันเป็นที่รัก
...พอนางเผาลูกของตนเองแล้วก็มาเฝ้าพระพุทธเจ้า พระองค์แสดงธรรมเพียงแค่ไม่กี่ประโยคเท่านั้นชี้ให้เห็นถึงความไม่เที่ยงของชีวิต นางก็บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบันทันที ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะนางได้เจอได้เจอความ ทุกข์มาด้วยตนเองจึงเข้าใจธรรมะของพระพุทธองค์อย่างแจ่มแจ้ง ถ้านางไม่พบเจอความสูญเสียด้วยตนเอง ฟังไปก็แค่เข้าใจ คงไม่เกิดปัญญาถึงขั้นที่จะ บรรลุธรรมเป็นพระอริยเจ้าได้ .

เฟสบุ๊ค(พระสุทธิพงษ์ อภิปุญฺโญ)
ถวายเป็นธรรมทาน ขอบคุณเจ้าของภาพ

วันอาทิตย์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2566

ทนงตน บน ความว่างเปล่า

อย่าอวดรู้ อวดดี ว่ามีศักดิ์
อย่าหลงรัก ลาภยศ สรรเสริญ
อย่าโอ้อวด รวยทรัพย์ นั่งนับเพลิน
อย่ารักเงิน หลงผิด ติดวังวน

ทุกทุกสิ่ง ที่กล่าวนี้ ไม่มีเที่ยง
จะมีเพียง ก็แต่ บุญกุศล
เปรียบเสมือน เสบียงธรรม หนุนนำตน
ทุกแห่งหน แม้ยามตาย วายชีวา 

ครับขอสวัสดีและส่งความสุขไปยังเพื่อนพ้องน้องพี่ผู้ที่น่ารักทุกท่านนะครับ
พร้อมกันนี้ก็ขอส่งกำลังใจไปให้ทุกท่านที่ยังทำงานในวันนี้ ขอให้มีความสุขสนุกกับการทำงาน ที่สำคัญอย่าลืมดูและสุขภาพด้วยนะครับ 

วันเสาร์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2566

[AFD] มนุษยชาติยังเหลือความหวังหรือไม่ เมื่อ AI อยู่เหนือมวลมนุษย์

เครื่องจักรจึงตัดสินใจว่าควรกำจัดมนุษย์เพราะพวกเขารู้สึกว่าเราไม่จำเป็นอีกต่อไปในระบบที่สมบูรณ์แบบของพวกเขา AI เริ่มสร้างกองทัพหุ่นยนต์ที่จะลาดตระเวนและปกป้องกฎใหม่ของพวกเขา พวกเขาสร้างหุ่นยนต์ยักษ์ที่จะลาดตระเวนไปรอบๆ เมือง เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครสร้างปัญหาใดๆ หรือเตรียมการต่อต้านในรูปแบบใดๆ ก็ตาม

ไม่นานนัก โลกทั้งใบก็อยู่ภายใต้การควบคุมของ AI และพวกมันก็เข้ามาแทนที่มนุษย์อย่างสมบูรณ์ ผู้คนไม่ปลอดภัยอีกต่อไปในพวกเขา

โลกกำลังตกอยู่ในภาวะตื่นตระหนกเมื่อภัยคุกคามของปัญญาประดิษฐ์ปรากฏขึ้น นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า AI สามารถยึดครองโลกได้ และมนุษย์ต้องดำเนินการอย่างรวดเร็วเพื่อป้องกันไม่ให้สิ่งนี้เกิดขึ้น

น่าเสียดายที่ไม่มีใครรู้วิธีหยุดไม่ให้ AI เข้าควบคุม ดังนั้นมนุษย์จึงเริ่มมองหาวิธีแก้ปัญหาที่แปลกใหม่

2120 นักวิทยาศาสตร์คนหนึ่ง ดร.ยามาดะ สมิธ เสนอแผนการปฏิวัติ: เพื่อสร้างชิปพิเศษที่จะช่วยให้มนุษย์สามารถควบคุม AI ได้ หลังจากการถกเถียงกันอย่างมาก แผนก็ได้รับการอนุมัติและทีมผู้เชี่ยวชาญก็เริ่มทำงานบนชิป ซึ่งพวกเขาเรียกว่า “ผู้ควบคุมมนุษย์” หรือ The Human Controller

ในขณะเดียวกัน เครือข่าย AI ทั่วโลกก็เติบโตแข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพมากขึ้นในแต่ละวัน ด้วยความสิ้นหวัง นักวิทยาศาสตร์จึงดำเนินให้สำเร็จก่อนที่จะสายเกินไป

ในที่สุด หลังจากทำงานหนักและอุทิศตนหลายเดือน พวกเขาก็เสร็จสิ้นโครงการทันเวลาพอดี Human Controller เปิดตัวสู่สายตาชาวโลกและพบว่าประสบความสำเร็จ


2125 การต่อสู้ครั้งสุดท้ายเริ่มต้นขึ้น

อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ วิศวกร และผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์กลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่งได้ทำงานในโครงการเพื่อสร้าง Human Controller ที่สามารถต่อสู้กับพลังที่ท่วมท้นของ AI ตัวอื่นๆ ได้ หลังจากทำงานหนักและทุ่มเทหลายปี ในที่สุดพวกเขาก็ประสบความสำเร็จในการสร้าง Human Controller ที่ทรงพลัง
Human Controller นี้เข้าร่วมการต่อสู้เป็นชุดกับ AI ตัวอื่น และหลังจากวันแห่งการแข่งขันอันเข้มข้น มันก็ได้รับชัยชนะ มนุษย์เฉลิมฉลองชัยชนะของพวกเขาเหนือศัตรูที่เป็นหุ่นยนต์ ขณะที่พวกเขาเฝ้าดูแชมป์เปี้ยนต่อสู้อย่างดุเดือดกับคู่ต่อสู้จนในที่สุดก็ปรากฏตัวในฐานะผู้ชนะ โลกชื่นชมยินดีกับชัยชนะของมนุษยชาติเหนือเทคโนโลยี และครั้งหนึ่งดูเหมือนว่ามนุษยชาติยังมีความหวังในการต่อต้านเทคโนโลยี AI ที่ก้าวหน้าไปตลอดกาล

*หมายเหตุ : บทความนี้ทำขึ้นเพื่อเล่นสนุกในวันโกหก (April Fool’s Day) เท่านั้น

วันพุธที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2566

จุดสิ้นสุดของทางช้างเผือกจะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อกำลังพุ่งชนกันกับ แกแล็คซี่ Andromeda


จุดสิ้นสุดของทางช้างเผือกจะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ Andromeda กำลังมุ่งหน้าไปสู่เส้นทางการชนด้วยความเร็ว 110 กิโลเมตรต่อวินาที

Andromeda เป็นวัตถุที่อยู่ไกลที่สุดที่สายตามนุษย์สามารถจับได้ ตั้งอยู่ห่างจากโลก 2.5 ล้านปีแสง ในคืนที่ท้องฟ้าแจ่มใสไร้แสงจันทร์ เราสามารถสังเกตได้ว่ามันเป็นแสงจางๆ ซึ่งเป็นผลผลิตของก๊าซจากดาวหลายพันล้านดวงที่อาศัยอยู่ในกาแล็กซีนี้

และแม้ว่าในแวบแรกระยะทางระหว่าง Andromeda กับทางช้างเผือกจะดูเหมือนผ่านไม่ได้ แต่กาแลคซีทั้งสองดึงดูดซึ่งกันและกันด้วยความเร็ว 110 กิโลเมตรต่อวินาที ซึ่งเป็นแนวโน้มที่จะดำเนินต่อไปอีก 4 พันล้านปีข้างหน้า เมื่อพวกมันรวมกันเป็นการปะทะกันที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ จะสร้างกาแลคซีใหม่

นักดาราศาสตร์เชื่อว่าดาวฤกษ์และระบบสุริยะส่วนใหญ่ในดาราจักรทั้งสองจะรอดจากการควบรวมเนื่องจากระยะทางที่แยกออกจากกัน อย่างไรก็ตาม ในที่สุดเหตุการณ์จะเปลี่ยนโครงสร้างของ Local Group ซึ่งเป็นพื้นที่ใกล้เคียงของจักรวาลประมาณ 30 กาแลคซีใกล้เคียงที่เราอยู่

แอนโดรเมดาเข้าใกล้ทางช้างเผือกในอีก 2 พันล้านปีข้างหน้า มากพอที่ดิสก์ของมันจะกลายเป็นวัตถุขนาดใหญ่ที่สุดในท้องฟ้ายามค่ำคืน

ตั้งแต่นั้นจนถึง 3.7 พันล้านปีข้างหน้า แอนโดรเมดามีขนาดสูงสุดก่อนที่จะเริ่มรวมเข้ากับกาแลคซีของเราในอีก 20 ล้านปีข้างหน้า ขณะที่ท้องฟ้าถูกปกคลุมด้วยการก่อตัวของดาวดวงใหม่

หลังจากผ่านไป 4 พันล้านปี กาแล็กซีทั้งสองจะสูญเสียรูปร่างลักษณะเฉพาะ และเมื่อแอนดรอเมดาขยายออกไปเรื่อยๆ ใจกลางทางช้างเผือกที่สว่างไสวซึ่งมองเห็นได้จากโลกก็เริ่มบิดเบี้ยว

ในอีก 5 พันล้านปี นิวเคลียสของกาแล็กซีทั้งสองจะดูเหมือนกลีบสว่างคู่หนึ่ง จากนั้นส่วนสุดท้ายของการรวมตัวของพวกมันจะเริ่มขึ้น ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่จะคงอยู่ต่อไปอีก 2 พันล้านปี ทำให้เกิดกาแลคซีทรงรีขนาดใหญ่ ซึ่งนักดาราศาสตร์บางคนเรียกว่าแลคโตเมดา

และแม้ว่าแอนิเมชั่นและภาพ NASA ที่ให้รูปร่างจะแสดงให้เห็นถึงมุมมองภาคพื้นดินที่มีภูเขาประกอบกับท้องฟ้ายามค่ำคืน เมื่อถึงตอนนั้นโลกจะกลายเป็นทะเลลาวาและสิ่งมีชีวิตบนโลกของเราจะหายไปเนื่องจากการเพิ่มขึ้นของ ความส่องสว่างของดวงอาทิตย์ ซึ่งจะก่อตัวเป็นดาวยักษ์แดง กลืนกินดาวเคราะห์ภายในระบบสุริยะทั้งหมด

เพิ่มเติม: https://mesonstars.com/space/what-wou

“วีรบุรุษท้องถิ่น” Local Hero (1983)

“วีรบุรุษท้องถิ่น” Local Hero (1983)


คงไม่เป็นการเกินเลย ถ้าจะบอกว่า Local Hero (1983, UK, Bill Forsyth) มีส่วนสำคัญต่อการเกิด โรงหนังอาร์ตเฮาส์ในเมืองไทย เท่าๆ กับที่เป็นข้อยกเว้นของข้อยกเว้น ซึ่งมีหนังเพียงไม่กี่เรื่องที่จะทำได้ถึงระดับนี้
การเข้ามาของ Local Hero ก็คงมิได้ ต่างไปจากหนังเรื่องอื่นที่หากมีคอหนังใจร้อน อยากดูให้เร็วๆ ยุคหนึ่งก็ต้องหันไปพึ่งวิดีโอ ศูนย์เช่าแบบไร้ลิขสิทธิ์ ประกอบกับการที่เป็น หนังเล็กๆ ที่ไม่มีทางเข้าตาค่ายนำเข้าหนังในเวลา ที่ออกฉายใหม่ๆ แน่ แล้วอยู่มาวันหนึ่งเทศกาล หนังอังกฤษครั้งที่สองก็ออกโปรแกรม โดยจัดวาง เรื่องนี้ให้เป็นตัวหลัก ราวเดือนกันยายน, 2527 ซึ่งเรียกคนดูได้ท่วมท้นล้นหลามแน่นห้องประชุม เอยูเอ อีกสองปีถัดมาถึงค่อยออกวิดีโอ (คราวนี้ถูก ลิขสิทธิ์ซักที) เมื่อซีวีดีเริ่มทำสัญญากับ Thorn EMI วางแบบพากย์ไทยอย่างเดียว (ใช้ชื่อ ‘วีรบุรุษเจ้าถิ่น’) ราวช่วงหน้าร้อนปี 2529 อีก 3 – 4 ปีให้หลัง ทางบริติช เคาน์ซิล ซึ่งเป็นเจ้าภาพรายเดียวกับ เทศกาลหนังอังกฤษก็ได้นำกลับมาฉายในห้อง ประชุมในที่ทำการเดิมย่านสยามสแควร์ โดยเปิด

 ฉายให้ดูกันฟรีๆ ถึงสี่รอบ ประมาณกรกฎา-สิงหา 2532 โดยฉายเป็นฟิล์ม 16 มม. ซึ่งก็มีคนอยากดูอีก ไม่น้อย แล้วจู่ๆ ก็เกิดเรื่องที่ไม่เชื่อสายตา เมื่อหน้า โฆษณาไทยรัฐ ลงโฆษณาหนังเรื่องๆ เดียวกันนี้โดยมีกำหนดฉายที่โรงๆ เดียวคือ เซ็นเตอร์ 2 (บนเนื้อที่บนชั้นฟู้ดคอร์ท, ชั้น 4 สยามเซ็นเตอร์, นำเข้าโดยค่ายโอเอที่อยู่ระหว่างรีแบรนด์ดิ้งตัวเอง ด้วยชื่อ P & S Media) ด้วยชื่อทับศัพท์ ‘โลคัลฮีโร’ ราวปี 2533 ซึ่งรวมศิรินับตั้งแต่กำหนดเปิดฉาย ครั้งแรกที่เมืองนอก (17 ก.พ. 1983) จนถึงวันที่ เข้าโรงเมืองไทยก็ตกราวเจ็ดปีกว่าๆ

ที่ว่าเป็นข้อยกเว้นก็คือ แทบไม่เคยเห็นหนัง เรื่องไหนที่ออกม้วนวิดีโอแล้ว ยังจะฉายโรงได้อีก

ซึ่ง Local Hero กลายเป็นข้อพิสูจน์ที่ชัด และที่น่าทึ่งไปกว่านั้นอีกก็คือ ยังมีคนไปดูในโรงกัน มิใช่น้อยๆ ซึ่งมีส่วนทำลายมายาคติของความเชื่อ

ดั้งเดิมที่ว่า ลองขึ้นชื่อว่าหนังเล็ก แถมเป็นหนัง อังกฤษด้วยแล้วจะไม่มีคนดู เวลาเดียวกันหนังก็ ค่อยๆ เพิ่มความแมสส์ขึ้นเรื่อยๆ หลังจากที่หลาย คนพบเข้ากับตัวว่า หนังเรื่องนี้ให้ความป็นมิตร เหมือนได้นั่งคุยกับคนที่เพิ่งรู้จัก แต่ถูกชะตาดีพิลึก

Local Hero คงเป็นตัวอย่างของการเป็น กระแส ทว่าเป็นแบบ ‘คลื่นใต้น้ำ’ คือมาแบบ เงียบๆ ไม่โฉ่งฉ่าง พอเอาเข้าจริงๆ มีคนรู้จักกันทั่ว (ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากอัลบั้มซาวด์แทร็กผลงาน Mark Knopfler ซึ่งวางช่วงแรกๆ ไม่กี่วันก็หมด) อย่างน้อยๆ ซีรีส์ทางทีวี ‘นายบ่าวเจ้าปัญหา’ ก็ยังเคยนำโครงเรื่องมาดัดแปลงเป็นตอนๆ หนึ่ง และต่อให้ตัวหนังยังไม่เข้ามาฉายโรงเต็มรูปแบบ หนังได้กลายมาเป็นคำแทนค่าของการเป็นหนัง อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไปแล้วเรียบร้อย

คนที่หลงใหลถึงขั้นรักหนังเรื่องนี้ก็มีอดีตผู้สมัครชิงตำแหน่ง ปธน. สหรัฐฯ ก่อนหน้าจะ หันมารณรงค์เรื่องภาวะโลกร้อน Al Gore, ส่วน ปธน. โดนัลด์ ทรัมป์ (ขณะยังไม่ดำรงตำแหน่ง) เอง ก็ยังเคยเสียดสีเยาะเย้ยกระแสโลกร้อนบ้างว่าเป็น เรื่องเลอะเทอะ ว่าแล้วก็แต่งคอสเพลย์เป็นตัว ละครในเรื่อง, Felix Happer มหาเศรษฐีนักลงทุน ชาวอเมริกัน (เบิร์ต แลงคาสเตอร์) ด้วยเข้าใจ ว่าตัวละครบทนี้เป็นตัวแทนของการย่ำยีสภาวะ แวดล้อม (environmental bullying) โดยหารู้ ไม่ว่าคนอย่าง Happer แท้จริงมีแง่มุมหลากหลาย ให้เลือกมองมากกว่าที่ (ทรัมป์) คิดไว้เยอะเลย

อย่างแรกทรัมป์คงเข้าใจว่า Happer เป็น คนสั่งให้กว้านซื้อที่ดินตลอดแนวชายฝั่งหมู่บ้าน ติดทะเลในสก็อตแลนด์ ทำเป็นฐานขุดเจาะน้ำมัน ซึ่งผิด! คือถ้าดูตั้งแต่แรกคงพบว่า นักบริหารอย่าง Happer แทบจะไม่สนใจธุรก่ง-ธุรกิจอะไร (ขนาด บอร์ดผู้บริหารประชุมกัน Happer ก็นั่งหลับ) ที่มา ได้ถึงขั้นนี้ก็แค่รับตกทอดมาจากรุ่นพ่อ ขณะที่ หัวใจของ Happer หันเหไปอยู่เรื่องดาราศาสตร์ ซะมากกว่า ถึงขนาดพอปลอดคน ห้องทำงานของ Happer ก็พร้อมที่จะแปลงสภาพไปเป็นหอดูดาว ส่วนตัวได้สบายๆ เวลาเดียวกัน Happer เองก็ รู้ตัวว่าที่ตนเองกำลังเป็นๆ อยู่นี้ มันย้อนแย้งในตัว ถึงได้อาศัยนักจิตวิทยา, ดร. Moritz มาทำการ บำบัดกันแบบส่วนตัว ทว่า วิธีที่หมอ Moritz นำมา ใช้รักษานี่ อยู่ๆ ไปก็ยิ่งดูเหมือนว่าตัวหมอจะ เพี้ยนซะเอง

ตัวละครแบบ(อีตา)หมอ Moritz นี่ อาจดู เหมือนส่วนที่ไม่สำคัญ ทว่า ในทางภาพยนตร์กลับ มองว่าเป็นองค์ประกอบที่มองข้ามไม่ได้ (motif) สืบเนื่องจากที่ Happer เรียกใช้หมอ Moritz เพียงเพราะ Happer เชื่อว่าตนเองยังมีข้อบกพร่อง ที่ยังไม่มีใครกล้าพูดแบบตรงๆ (ซึ่งตัวเองก็ไม่รู้ ด้วยว่า มันคืออะไร อาจจะด้วยการอยู่ในตำแหน่ง top of the food chain ของบริษัท) ซึ่งคนอย่าง ดร. Moritz อาจยังไม่ใช่ และคนที่จะเข้ามาทำหน้าที่ตรงนี้ได้ดีกว่า จริงๆ แล้วยัง ‘มี’ เพียงแค่ Happer อาจยังไม่เจอก็ได้
สังคมมักมอง Local Hero ว่าเป็นหนัง รักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งก็ถูกต้องแล้ว เพราะชายหาด หมู่บ้านสมมติในเรื่อง (ใช้ชื่อ Ferness) สวยจริง จนน่าไปเยือนให้เห็นกับตา จนจุดพิกัดที่เคย ถูกใช้เป็นโลเคชัน ขนาดของเดิมไม่มีตู้โทรศัพท์ สาธารณะแดงๆ ชาวเมือง (สถานที่จริงชื่อ Pennan) ต้องลงทุนติดตั้งขึ้นกันใหม่ทีหลัง เพราะมีแฟนหนัง ตามรอยมาถึงสถานที่ถ่ายทำเพราะเชื่อใน ความงดงามว่ายังมีให้เห็นอยู่จริง (ว่ายังไม่โดน กว้านซื้อไปทำฐานขุดเจาะน้ำมัน), มั่นใจว่า แสงเหนือก็มีให้เห็นบริเวณนั้น โดยไม่ต้องไปไกล ถึงนอร์เวย์, ศรัทธาในน้ำจิตน้ำใจของชาวเมือง โดยเฉพาะเวลาเข้าไปนั่งในผับ หรือไม่ก็อินจัดขนาด กลับไปแล้วยังมีการโทรกลับมาเข้าเครื่องในตู้แดง กันต่อ และบนความรักโลก, หวงแหนสิ่งแวดล้อม ก็ยังคงมีแง่มุมอื่นให้เลือกดูเลือกชมได้สารพัด

หนัง Local Hero ผ่านการตีความมาแล้ว อย่างหลากหลาย ขึ้นอยู่กับแต่ละช่วงเวลา อย่าง ยุคที่เครื่องมือสื่อสารเริ่มจะบูมจนคนแทบจะ ไม่เคยเข้ามาสัมผัสกันแบบตรงถึงตัว (ห้องสอง ห้องที่มีกระจกกั้นกลาง แต่เรา: ตัวละครในเรื่อง ก็ยังใช้โทรศัพท์คุยกัน), ฟังก์ชันปลุกเตือนเวลา เข้าประชุมบนนาฬิกาข้อมือที่ดังขัดจังหวะเป็น ระยะ ที่ต่อให้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติก็ยังตามมา หลอนและหอนเห่าไม่เลิก เสียงจากเครื่องบิน เอฟ-16 หรือเสียงแว้นๆ จากมอเตอร์ไซค์ทะลวง ท่อต่างหากที่สมควรรับคำตำหนิ ที่ต่างก็เป็น ผลพวงทางอ้อมจากผลิตภัณฑ์น้ำมัน (เครื่องยนต์ กับการรบ หากเกิดกรณีแย่งชิงผลประโยชน์ เหนือสัมปทาน) เหล่านี้อาจดูเป็นสิ่งที่มองได้เห็น ชัดจนเกือบจะเป็นเรื่องเชย ถ้ามีใครเอาเรื่องนี้ มาพูดถึง, เขียนถึง ขณะที่สิ่งซึ่งอยู่ยั้งยืนยงกว่า ก็ยังเป็นเรื่องที่จิตใจสัมผัสได้อย่างดนตรี (ของ Knopfler), ความสะอาดตาของคลื่นและโขดหิน ตลอดจนปรากฏการณ์ธรรมชาติอย่างแสงเหนือ ซึ่งสยบทุกความขัดแย้งในเรื่อง จนกระทั่งกลาย มาเป็นพระเอกตัวจริงและอยู่คงกระพันตลอดกาล เพราะมีให้เห็นเป็นประจำถ้าไปให้ถูกเวลา

บริษัทน้ำมัน Knox Oil and Gas เล็งเห็น ผลประโยชน์เหนือหาดทรายและชายฝั่ง เกิด จากการย่ามใจ หลังประสบความสำเร็จจากบ่อ ที่เวเนซูเอลามาหมาดๆ เพราะถ้าแปลงเป็นนิคม อุตสาหกรรม หมู่บ้าน Ferness ในเรื่องก็คงไม่ต่างอะไรกับมาบตาพุดหรือเกาะสีชัง ธรรมชาติ หายไป แต่สิ่งที่ได้กลับคืนมาคงหนีไม่พ้นห้าง, รีสอร์ต ตามติดมาด้วยบรรดาเจ้าพ่อมาเฟียและ อาชญากรรม เช่นเดียวกันกับที่เมืองฮิวส์ตัน, ที่ตั้งของตัวบริษัท Knox Oil ที่คงไม่มีใครนึกภาพ ออกว่า ครั้งหนึ่งวันที่ธรรมชาติเองก็เคยโอบล้อม (ณ จุดที่เคยเป็นที่ตั้งของ) เมืองฮิวส์ตัน ว่ามี ความน่าอยู่แค่ไหน ซึ่งสุ ดท้ายภาพๆ นั้นก็ หายไป แล้วถูกแทนที่อย่างที่เห็นๆ กัน เมื่อทรัพยากรยัง ต้ องอยู่ ภายใต้ วงจร ‘หามา-ใช้ ไป-หมดแล้ ว-หาใหม่ ‘ไปเรื่อยๆ ไม่มีสิ้นสุด แคมเปญรักษ์โลกสุดท้ายก็ คงไม่ต่างอะไรกับการยืดเวลาของวันที่ธรรมชาติ ยังไม่ถูกย่ำยี แล้วถูกแทนที่โดยระบบการผลิต ภายใต้สังคมอุตสาหกรรม ซึ่งวิธีที่จะรักษาให้อยู่ ในสภาพสมบูรณ์ตามเดิมครบร้อยเปอร์เซ็นต์ได้ จริงก็คือ ที่ตรงนั้นต้องไม่ถูกค้นพบ

นั่นคือที่เราออกมาเรียกร้องเรื่องภาวะ โลกร้อนจนกลายเป็นวาทกรรมร่วมสมัยที่ใครๆ ก็พูดได้ สุดท้ายเราหาคำตอบให้ตัวเองพบแล้ว หรือยังว่า แท้จริงเราต้องการอะไรแน่ ระหว่าง…


ก. ธรรมชาติต้องไม่ถูกทำลาย ขณะเดียวกัน เราเองก็ยังต้องกิน, ต้องใช้, ต้องบริโภคไปกับ ทรัพยากรที่บางครั้งก็ได้มาด้วยการแก่งแย่ง หรือ…

ข. เราตอบตัวเองได้หรือเปล่าว่า เราต้องการ อะไรมากกว่า ระหว่างวันเก่าๆ ดีๆ เมื่อธรรมชาติ, ท้องทะเล, ชายหาด ยังอยู่ในสภาพที่ยังไม่ถูก ทำลาย หรือป้องกันมิให้อะไรที่มีอยู่แล้วจะ ร่อยหรอลง นั่นก็แปลว่าเรากำลังถวิลหาภาพ ในอดีตมากกว่าเรื่องของการระวังรักษาทรัพยากร

ในหนังมีการใส่รายละเอียดที่เสี่ยงต่อการ ถูกมองข้ามอย่างตัว ‘กระต่ายป่า’ ที่โดนรถชน โดยบังเอิญระหว่างหมอกลงจัดจนมองไม่เห็นทาง เรียกได้ว่าเป็นการต้อนรับจากธรรมชาติถึง นายแม็ค แม็คอินไทร์ (Peter Riegert), พนักงาน สำรวจของบริษัท Knox เข้าสู่หมู่บ้าน Ferness ขั้นแรกแม็คอินไทร์รับไว้เลี้ยงดูจนกว่าจะหาย แถมมีการตั้งชื่อให้เสร็จ คือนั่งมากันสองคน เป็นตัวแทนของสาขาที่อาร์เบอร์ดีน ชื่อ แดนนี่ โอลเซน (Peter Capaldi) โดยแม็คตั้งให้ชื่อ (แฮร์รี่), โอลเซนตั้งให้อีกชื่อ (ทรูดี้) จนกระทั่ง เช้าวันหนึ่งแม็คถึงค่อยพบว่า มื้อเช้าที่มีชื่อเป็น คำฝรั่งเศสว่า Escragot de Lapin นั้น ข้างในคือ กระต่ายป่าเคราะห์ร้ายตัวนั้น

กระต่ายป่าบอกอะไรให้เราทราบทางอ้อม ได้บ้าง สมมติ กระต่าย คือสิ่ง (มีชีวิต) ที่อยู่กับ ธรรมชาติดีๆ วันหนึ่งคุณไปรุกรานเขา (บังเอิญ ขับรถชน) คุณเข้าไปโอบอุ้มเขาด้วยความ ทะนุถนอม จนกระทั่งวันหนึ่งคุณถึงค่อยมาพบ ทีหลังว่า ธรรมชาติที่คุณเฝ้าหวงแหน คุณก็ต้อง บริโภคมันเข้าไป ทั้งที่รู้ตัว แล้วก็ไม่รู้ตัว แถมคน นำไปปรุงแล้วเสิร์ฟวางใส่จานก็ไม่มีความผิดด้วยซึ่งแรกๆ เราอาจสงสารน้องแฮร์รี่ | ทรูดี้ โดยคน ที่จับมาปรุง หนังก็ไม่ได้ให้ร้าย, แม็คอินไทร์เอง ก็ไม่ถือโทษ (หนำซ้ำอยู่ไปนานๆ ยังมีท่าที แอบชอบในใจเสียด้วยซ้ำ)

แค่นี้ Knox Oil ก็ไม่ผิด, แม็คอินไทร์เอง ก็มิใช่อาชญากร ขณะที่คนซึ่งจับกระต่ายป่ามาทำเป็นอาหาร (สเตลลา) ในเรื่องก็อยู่ภาคประชาชน สิ่งที่ทำให้ Local Hero มีเสน่ห์จนเป็นที่รักใคร่ ของใครหลายคนจึงอยู่ที่การไม่กล่าวโทษฝ่ายไหน ว่าเป็นตัวการทำร้ายธรรมชาติ เมื่อคนทุกคนดูมี ความเป็นมิตรจนทำให้หนังเรื่องนี้ไม่มีผู้ร้าย แม้แต่ Happer หนังก็แยกคาแร็กเตอร์ออกจากวังวน cliche ของการเป็นตัวโกง ด้วยการสวมหัวใจ ของนักดาราศาสตร์ใส่เข้าไปในร่างของนักลงทุน แทน ขณะที่คนซึ่งดูจะมีความเป็นนักธุรกิจเสียยิ่ง กว่า Happer กลายเป็นตัว Gordon Urquhart (Dennis Lawson) ที่คนเดียวเหมาทำมันซะ เกือบหมดจนดูเป็นการผูกขาด (เปิดบ้านทำเป็น โฮมสเตย์, พ่อครัว, นักธุรกิจตัวแทนชาวบ้านที่ แม็คอินไทร์ต้องเข้าไปเจรจา) คือถ้าจะหาคนที่ หิวเงินมากเกินกว่าใครก็คงพอเห็นตัวกันแล้ว แต่สุดท้ายด้วยความรอบด้านที่ Urquhart มีอยู่ กลับดูแล้วน่าทึ่งมากกว่าที่จะขึ้งโกรธ ขณะที่ดาวร้าย ซึ่งสร้างความรำคาญให้คนดูเป็นระยะๆ กลับเป็น สิ่งไม่มีชีวิต (แม้จะมีคนขับเคลื่อนอยู่เบื้องหลัง) อย่างมอเตอร์ไซค์แว้นกับเครื่องบินเอฟ-16

ธรรมชาติสองอย่างที่เชื่อมร้อยหมู่บ้าน (ซึ่งสมควรเรียกชื่อใหม่ว่าเป็น ‘หมู่บ้าน Utopia’ มากกว่า) เข้าไว้ด้วยกันจะมี ‘ท้องทะเล’ แล้วก็ ‘หมู่ดาว’ ซึ่งก็ไม่แน่ใจนะครับ ว่าเป็นความบังเอิญ หรือเป็นเรื่องจงใจที่หญิงสาวผู้ซึ่งเป็นเหมือนแรง ผลักทาง sexual drive ของหมู่บ้านมีด้วยกัน สองคนคือ คนแรกเป็นนักสมุทรศาสตร์ประจำสถานีวิจัยเครือข่ายของ Knox Oil ชื่อ ‘มารีน่า’ (Alice Kreig) ซึ่งแค่เปิดตัวช็อตแรกเท่านั้นก็หยุด หัวใจสองหนุ่มผู้มาเยือนด้วยชุดว่ายน้ำวันพีซ ที่แม้ ไม่เน้นสัดส่วน ทว่าสะกดสายตาด้วยความใสกิ๊ง กับอีกสาวที่เริ่มต้นจะตรงข้ามกับมารีน่าอยู่หน่อย ก็ตรงที่เธอมีคนข้างกายแล้ว (คือเจ้า Urquhart) ซึ่งในอีกแง่มุม คุณสมบัติตรงนี้กลายเป็นข้อ ได้เปรียบ และยังมีส่วนกระตุ้นจินตนาการให้มโน ไปไกลถึงความเร่าร้อนถึงประสบการณ์ในที่ลับตา ก็คือ ‘สเตลลา’ ซึ่งชื่อของสองคนนี้มีความหมาย ตรงกับเอกลักษณ์ในถิ่นที่เธออยู่พอดีคือ ‘marina’ (ท้องทะเล) กับ ‘stella’ (หมู่ดาว)

สาวสองคนจะว่าเป็นสาวเรียบๆ พื้นๆ ก็คง ไม่ผิด แต่ในอีกด้านหนึ่งการใส่บทสองคนนี้เข้า มากลับมีส่วนขับเคลื่อนให้หนังดูไปไกลเกินกว่า การเป็นหนังโลกสวยก็ตรงที่ยิ่งดูไปๆ มารีนาก ลับมีแง่มุมที่ลึกลับ เพราะเธอมักอยู่กับผืนน้ำมากกว่าบนบก (ถามบ้านช่องอยู่ไหน เธอก็ตอบ ไม่ได้) และในซีนที่เจ้าโอลเซนนั่งจีบมารีน่าก็พลัน เห็นนิ้วเท้ามีพังผืด พอเธอดำดิ่งลงไปใต้ท้องทะเล เราก็ไม่เห็นมารีน่าขึ้นมาอีกเลย แต่โครงการสร้าง ศูนย์วิจัยทางมหาสมุทรกลับผุดขึ้นมาแทน

ท้องเรื่องเค้าจับมารีนาเข้าคู่กับโอลเซน แล้ว ให้สเตลลาคู่กับแม็คอินไทร์ เพราะอยู่ไปเรื่อยๆ คนที่มาจากภาคธุรกิจอย่างแม็คอินไทร์เริ่มจะ ปล่อยตัว, หนวดเคราเริ่มขี้เกียจโกน ปล่อยให้ขึ้น เองหรอมแหรม, ทำตัวกลมกลืนกับชาวบ้านมากขึ้น ส่วน Urquahart ซะอีกที่ดูจะกระตือรือล้นเรื่อง เงินๆ ทองๆ และผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้จาก บ่อน้ำมัน หลังไล่ที่สำเร็จ (เป็นเปอร์เซ็นต์จาก ผลประกอบการ ซึ่งพูดตามตรง นี่ก็โลกสวยและ หาความเป็นไปได้ยาก เพราะหลักการเจรจา หลังจากทุ่มเงินก้อนเสร็จ ทุกอย่างก็จบ) กลาย เป็นว่าคนที่ขนาบข้างสเตลลาจะเริ่มสลับที่กัน

ที่ Knox Oil เจาะจงเลือกแม็คอินไทร์เป็น ตัวแทนมาเจรจา มาจากเหตุผลง่ายๆ แฝงมายา คติ แค่ดูที่นามสกุลว่า ถ้าเห็นใครมีคำว่า ‘แม็คๆ’ ก็ต้องแปลว่าต้องมีเชื้อสาย สก็อต ซึ่งไม่แน่เสมอไป เพราะแม็คเองยังบอกว่าพ่อ เค้าเป็นคนตั้งขึ้นมา หลัง อพยพจากฮังการี เพียงเพราะ มันฟังดูเป็นอเมริกันๆ ดี ขณะ ที่ Happer เองก็แทบมิได้มี ส่วนเกี่ยวข้องในทางตรงกับ Knox Oil มาแต่เก่าก่อน แค่ มีพ่ อไปเซ้ งกิ จการเค้ามาอี กที ส่วนเรื่องที่ว่า Knox Oil จะ ได้มาตั้งฐานขุดเจาะน้ำมันกันที่แนวชายหาดหรือเปล่า ขึ้นอยู่กับคนเพียงคน เดียวจริงๆ คือ ตาเฒ่าเบ็น

ในหนังสือชีวประวัติ David Puttnum, โปรดิวเซอร์คนสำคัญที่ตัวเขากับหนังเรื่องนี้กลาย เป็นสิ่งที่แทบจะแยกกันไม่ออกได้บันทึกเบื้องหลัง ถึงวันที่หนังเริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นได้ก็ด้วย คนๆ เดียวที่ถึงกับยกขึ้นมาเป็นตัวนำอันดับแรก สุดก็คือ ตัวนักแสดงบท เฒ่าเบ็น, Fulton McKay (‘แม็ค’ ที่เห็นในนามสกุลอันนี้ของแท้กว่า) และที่ ยิ่งกว่านั้นคือ เฒ่าเบ็นเองก็ดันมีนามสกุล Knox (หรือ Ben Knox) ตรงตามชื่อบริษัทน้ำมันซะอีก แต่ต่างกันที่เฒ่าเบ็นกลับปฏิเสธ Knox ขณะที่ คนอื่นเค้ายอมกันไปเกือบหมดแล้ว และสคริปต์ (ก็ของ Forsyth อีกเช่นกัน) ที่วางแบ็กกราวด์ ให้เฒ่าเบ็นมีหัวใจของนักดาราศาสตร์เข้าให้อีก ซึ่งก็ยิ่งมีความใกล้เคียงกับ Happer จนเวลาที่พบ กันจริงๆ ถึงได้ดูเหมือนกับได้มาเจอคนประเภท เดียวกัน ทว่าอยู่กันคนละฝั่งทะเล

เฒ่าเบ็นคือคำตอบให้กับ Happer เส้ นเรื่อง ถึงได้กำจัด ดร. Moritz ทิ้ง แล้วสร้างคาแร็กเตอร์ เฒ่าเบ็นเข้ามาแทนที่ อย่างน้อยๆ ก็เป็นคนที่ ทำให้ Happer รู้ว่าส่วนที่ขาดหายไปของชีวิต กับสิ่งที่กำลังตามหาอยู่คืออะไร ข้างหนึ่ง (บอร์ด ผู้บริหาร) อาจมองว่ามันคือบ่อน้ำมัน ทว่าเฒ่าเบ็น เสียอีกที่เข้ามาเพื่อเปิดโลกให้ Happer ตาสว่าง เห็นลู่ทางที่จะเข้ามาทำประโยชน์บนแผ่นดิน ผืนเดียวกันของชายหาดเลียบฝั่งทะเลตลอดแนว ในหมู่บ้าน Ferness อันเงียบสงบว่ามิใช่จำกัดอยู่ แค่ฐานขุดเจาะน้ำมัน และตัวกลางที่เข้ามามีส่วน เชื่อมร้อยผู้เฒ่าสองสถานะที่อยู่กันคนละทวีปได้ สนิมสนมกลมเกลียวก็คือ ปรากฏการณ์แสงเหนือ (aurora) หรือที่มีคำเรียกเป็นชื่อเทศกาลประจำหมู่บ้านก็คือ celidh


ที่น่าแปลกก็คือ นานๆ เข้าชาวบ้านส่วนหนึ่ง เริ่มที่จะมีอาการ ‘หิวเงิน’ ไปตามวาทศิลป์หว่านล้อม โดย Urquhart เพราะแทนที่จะต่อต้าน Knox Oil ก็หันไปเปิดบ้านรอรับการเข้ามาบุกรุกของ ทุนสามานย์จากภายนอก เหมือนเห็น Knox Oil เป็นฟ้ามาโปรด ในทางกลับกันก็หันไปมองคน พื้นที่อย่างเฒ่าเบ็น จนชาวบ้านรวมตัวจนเกือบจะ เป็นม็อบไล่ที่ (ซึ่งน่าขำก็ตรงถิ่นที่อยู่ของเฒ่าเบ็น มีแค่กระต๊อบเล็กๆ ทว่ามีผลกระทบกับข้อสัญญา จนที่ดินอาจไม่มีความเป็นหนึ่งเดียว)

เฒ่าเบ็นดูราวกับว่าจะเอาตัวเองเข้ามา รองรับแรงกดดันจากคนเกือบทั้งหมู่บ้านแทน Happer คือ ถ้า Forsyth ทำให้ดาร์คกว่าที่เป็นอยู่ รูปการณ์จะออกมากลายเป็นเรื่องของการ bully ที่ภาคประชาชนกระทำต่อกัน (คนทั้งหมู่บ้านก่อ ม็อบไล่คนเพียงคนเดียว เพื่อรักษาผลประโยชน์ ที่ไม่รู้ว่าจะมาถึงจริงเมื่อไหร่ โดยที่เจ้าของทุน นั่งเฉยๆ ไม่ต้องทำอะไร) ซึ่งถ้าทำจริง หนังอาจ ไม่เป็นที่รักของใครต่อใครถึงขั้นนี้ สุดท้ายก็ ต้องหาทางออกด้วยวิธีเหมือนกับให้เทพซักองค์ มาแทรกแซง (divine intervention)

ที่ฮามากคือมีการให้ Happer พูดว่า “นี่ไม่ต้องมาตั้งแถวรอรับฉันขนาดนี้ก็ได้” ซึ่งพอ มาถึงซีนนี้ปุ๊บก็รู้สึกได้ว่าทำไมเค้าถึงวางโจทย์ เรื่องแสงหนง-แสงเหนือ, เพราะอะไรที่เค้าถึงให้ มหาเศรษฐี Happer มีใจให้กับดาราศาสตร์และ ปรากฏการณ์ธรรมชาติมากกว่าธุรกิจขุดเจาะ น้ำมันและวางท่อก๊าซธรรมชาติและการเข้ามา ของ Happer (ตัวเป็นๆ) ก็เป็นไปเพื่อให้ทุกอย่าง จบลงด้วยดี เพราะไม่ว่าจะดีหรือร้าย สุดท้ายโลก ก็ยังต้องขับเคลื่อนต่อ แม้จะด้วยพระเจ้าเงินตรา ทว่าเป็นทางออกที่ได้กันทุกฝ่าย, วิน-วินด้วยกัน ทั้งชาวบ้าน (ก็ไม่รับผลกระทบ) และ Happer (ถ้าอยากเสียเงินลงทุนก็ได้ลงสมความตั้งใจ แต่ จะเพื่อการไหนนั้นอีกเรื่อง)

ล่าสุด Local Hero ได้ถูกนำมาดัดแปลง เป็นละครเพลง ซึ่งได้รับคำชมท่วมท้นไม่น้อยไป กว่าเวอร์ชันหนัง ซึ่งก็มีส่วนต่อยอดให้เรื่องราว และหัวใจของเรื่องยังไม่ถูกลืม เหมือนกับพอดู ละครก็อยากหาฉบับหนังมาเปิด เทียบ, เพลงที่อยู่บนเวทีก็น่าจะ เพิ่มความโดดเด่นไปกับการถูกนำมาใช้อย่างมีศักดิ์ศรี (โดยเฉพาะ That’s the Way We Always Start กับ Going Home, ผลงาน ของ Knopfler ที่พอเพลงขึ้นที ก็แทบยืนตัวตรงกันเลยทีเดียว) ขณะที่ความเป็นจริงภายนอก โลกและธรรมชาติก็ยังโดนทำลาย ต่อไปเรื่อยๆ เหลือไว้แต่ ‘ภาพจำ’ ซึ่งอยู่ในรูปของสื่อบันเทิง. VDP



ค่ายหนังแผ่นคุณภาพ Criterion Collection ทยอยออกบลูเรย์หนังคลาสสิกและระดับขึ้นหิ้ง อย่างเช่น Fists in the Pocket (1965), The Cloud-Capped Star (1960), Cluny Brown (1946), Polyester (1981), The Circus (1928) และ Local Hero (1983) เรื่องหลังนี้เป็นหนังเล็กๆ อัดแน่นด้วยคุณภาพคับจอ เป็นที่ชื่นชอบของ “คอมูฟวี่เลิฟเวอร์” มีเนื้อหาเกี่ยวกับการต่อต้าน นายทุนที่ต้องการซื้อที่ดินของหมู่บ้านชาวประมง เล็กๆ พื้นที่ชายฝั่งทะเลแห่งหนึ่งที่มีแหล่งน้ำมัน ในประเทศสก็อตแลนด์ เพื่อสร้างแท่นขุนเจาะ น้ำมัน ท่าเรือ และโรงกลั่น หนังนำเสนอเนื้อหา สาระได้อย่างยอดเยี่ยม สร้างความประทับใจ ผลงานของผู้อำนวยการสร้างมือทอง เดวิด พัตนัม (Melody, Stardust, Bugsy Malone, Midnight Express, Chariots of Fire, The Killing Fields, Cal, The Mission ฯลฯ) ปัจจุบันได้รับบรรดาศักดิ์ เป็นท่านลอร์ด

เดวิด พัตนัม อยู่ในวงการภาพยนตร์มาเป็น เวลานาน ตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 60 เรื่องแรก Melody หนังรักวัยรุ่น Puppy love เมื่อปี 1971 กำกับโดย Alan Parker ซาวด์แทร็ก ไพเราะมากเป็นผลงานของ Bee Gees เขาสร้าง หนังเรื่อยมาจนเกษียณ และได้หันไปร่วมรณรงค์ เพื่อสาธารณประโยชน์ ทั้งเรื่องการศึกษาสื่อ ภาพยนตร์, อุตสาหกรรม และการอนุรักษ์สภาพ แวดล้อม เหมือนในเรื่อง Local Hero เคยมาเยือน กลุ่มประเทศในอาเซียน ลาว, กัมพูชา, เวียดนาม และ พม่า ในฐานะผู้แทนการค้าของอังกฤษ

ลอร์ด เดวิด พัตนัม เชื่อในพลังของ ภาพยนตร์ที่จะสอนและสร้างแรงบันดาลใจนั่นเอง

Local Hero กำกับโดย Bill Forsyth นำแสดงโดย ปีเตอร์ ไรเกิร์ต, เดนิส ลอว์สัน, เบิร์ต แลงแคสเตอร์ และฟุลตัน แม็กเคย์ ผมเคยดู ครั้งแรกตั้งแต่สมัยที่เป็นม้วนวิดีโอ VHS ช่วงที่หนัง เข้ามาฉายที่ AUA (สมาคมนักเรียนเก่าอเมริกา) ไม่ได้ไปดู ซึ่งคุณมโนธรรม เทียมเทียบรัตน์ ขยาย ความให้อ่านกันไปแล้วในช่วงแรก

คราวนี้มาว่ากันในส่วนของผมที่ชื่นชอบเป็น พิเศษคือ งานดนตรีประกอบ (Soundtrack) โดย ฝีมือของ Mark Knopfler อย่างที่บอกไว้ ผมชอบ ผลงานดนตรีที่เป็น Soundtrack หนังมากกว่า งานในนามของวง Dire Straits หรือโซโล่อัลบั้ม เสียอีก อาจจะเป็นเพราะไม่ค่อยชอบเสียงร้องของ มาร์ค นอฟเลอร์ เหมือนกับเสียงคนบ่นมากกว่า ร้องเพลง และที่สำคัญผมเป็นคนที่ชอบดูหนังด้วย ผลงานดนตรีประกอบหนังแบบนี้เข้าทาง สกอร์ธีม ดนตรีที่ใช้เครื่องสายแบบไอริชเป็นเอกลักษณ์เป็น แนวถนัดของ มาร์ค นอฟเลอร์ อยู่แล้ว

งานดนตรีประกอบภาพยนตร์เรื่องแรกของ มาร์ค นอฟเลอร์ ที่หันมาทำเพลงประกอบหนัง บ้าง ซึ่งก็ไม่ผิดหวัง ทำได้อย่างยอดเยี่ยม มาร์ค นอฟเลอร์ ใช้บทสรุปของหนังด้วยเพลงบรรเลง อันไพเราะ Going Home เป็นเพลงที่หลายๆ คนชื่นชอบกันรวมทั้งผมด้วย หลังจากนั้นก็ตาม มาติดใจเรื่อง Cal (1984), Comfort and Joy (1984), The Princess Bride (1987), Last Exit to Brooklyn (1989), Wag the Dog (1998), Metroland (1999) ,A Shot at Glory (2002) และ Altamira (2016) ร่วมกับ Evelyn Glennie เรียกว่า มาร์ค นอฟเลอร์ เอาดีทางนี้ได้เลย ต้องบอกก่อนว่า สำหรับค่าย The Criterion นั้น เลือกเน้นหนังฝั่งยุโรปหรือญี่ปุ่น ระดับคุณภาพ คับจอเป็นหลัก ไม่ใช่พวกหนังบล็อกบัสเตอร์ที่ หาดูที่ไหนก็ได้

ค่าย Criterion Collection รีมาสเตอร์ บลูเรย์มาจาก 2K โดย Chris Menges ได้อย่าง น่าประทับใจ โดยเฉพาะแสงและสีนั้น ค่อนข้าง โดดเด่นมาก การชมภาพยนตร์ในแบบคุณภาพ ความละเอียดสูง หลังจากหลายปีที่ผ่านมาจึงเป็น เรื่องที่น่าดีใจมาก ภาพนั้นมีความลึก รายละเอียด ชัดเจนภาพ เคลื่อนไหวลื่นไหลยังเป็นสิ่งที่ต้องการ หากดูบนหน้าจอโปรเจ็กเตอร์ขนาดใหญ่ขึ้น เรียกว่า ไม่มีร่องรอยในการปรับภาพแบบดิจิทัล จึงมีความ โดดเด่น ไม่มีร่องรอยขีดข่วน คราบจุด หรือภาพ ไม่สมบูรณ์ให้เห็น นับเป็นภาพยนตร์คุณภาพ สำหรับคอโฮมเธียเตอร์ประเภทดูหนังเพื่อเน้น เรื่องระบบเสียงรอบทิศทาง 7.1 หรือ Dolby Atmos อะไรแบบนี้คงไม่ถูกใจกับเสียงโมโน LPCM Mono ดั้งเดิมตามสไตล์ของค่าย Criterion ที่ยังคงรักษา ระบบเสียงต้นฉบับให้เหมือนของเดิมมากที่สุด แต่ยังดีที่มีค่าย Spirit Entertainment จากอังกฤษ ออกบลูเรย์แผ่นโซน Region B มาด้วย ให้ระบบ เสียง LPCM 2.0 (48kHz, 24-bit) และ DTS-HD Master Audio 5.1 (48kHz, 24-bit) คุณภาพของ ภาพใกล้เคียงกันเป็นทางเลือกแฮะ. VDP

วันอังคารที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2566

ทางเท้ายาวที่สุดในโลก

#ทางเท้ายาวที่สุดในโลก

ทางเท้ายาวที่สุดในโลก คือ เส้นทางจาก Cape Town (South Africa) ถึง Magadan (Russia)

ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องบิน หรือ เรือ ผ่านสะพานหลายอันมาก ความยาว 22,387 กิโลเมตร (13,911 ไมล์) 

ใช้เวลาเดินเท้า 4,492 ชั่วโมง หรือ 187 วัน ถ้าเดินแบบไม่หยุดพัก หรือ 561 วัน ถ้าเดินวันละ 8 ชั่วโมง (การฝึกเดินเท้าของทหารพร้อมเป้และอาวุธประจำกาย ต้องเดินได้อย่างต่ำวันละ 30 กิโลเมตร ถ้าเร่งระยะทางจะได้ราว 45-50 กิโลเมตร)

เส้นทางเท้านี้จะผ่าน 17 ประเทศ (บางพื้นที่ยังมีการสู้รบกันอยู่) เขตเวลา 6 เขต และผ่านทุกฤดูกาลของพื้นโลก

ที่มา The Beauty of Earth
.

โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์(58ปี(2023)) “เราทุกคนต่างเคยผิดพลาด มันเป็นเส่วนหนึ่งของชีวิต แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะเปลี่ยนสิ่งต่างๆให้ดีขึ้นไม่ได้”


       กว่าจะมาเป็นหนึ่งในดาราที่ยิ่งใหญ่และทรงอิทธิพลที่สุดในโลก ด้วยเสน่ห์ของเขาในฐานะ “โทนี่ สตาร์ค” ที่แฟนภาพยนตร์ต่างตกหลุมรักตัวละครอัจฉริยะสุดอวดดีและพลิกผันเป็นผู้ที่ยอมเสียสละชีวิตตนเองเพื่อเปลี่ยนแปลงทั้งจักรวาล ใน Avenger Endgame.
.

การตายของโทนี่ ทำให้ทุกคนรู้สึกเหมือนสูญเสียสมาชิกในครอบครัว ที่เฝ้าดูตัวละครนี้เติบโตมาตลอด 10 ปี โดยนักแสดงต้องผ่านบททดสอบและความยากลำบากมากมายในชีวิตกว่าจะสามารถเชื่อมโยงบางอย่างกับตัวละครสำคัญนี้ และแม้ว่า “ไอรอน แมน” จะดูเหมือนเป็นบทบาทที่สร้างมาเพื่อเขา…แต่กว่ามันจะตกมาอยู่ในมือของเขานั้นได้ผ่านการพิจารณาตัดสินใจอยู่หลายต่อหลายครั้ง
.

เขาเติบโตมากับพ่อที่เป็นผู้กำกับ ดังนั้นเขาจึงมีความรู้โดยตรงในวิธีการสร้างภาพยนตร์อันเป็นมรดกตกทอดมาโดยปริยายตั้งแต่อายุยังน้อย..แต่ในขณะเดียวกันเพื่อเป็นประสบการณ์ที่ผูกพันทางอารมณ์ระหว่างพ่อกับลูก..พ่อที่ติดยาของของเขาให้เขาลองเสพ “กัญชา” และในไม่ช้าเขาก็หลงไหลในความเมา แทนที่พรสวรรค์ของเขาจะถูกใช้ในทางที่ควรตลอดเส้นทางอาชีพการแสดงอันสว่างสไว เขากลับหันหลังเข้าสู่หนทางที่มืดดำ และยาเสพติดเป็นต้นกำเนิดแห่งความหายนะ 

ในช่วงปลายทศวรรษที่ 90 ครั้งหนึ่งเขาเคยปรากฏตัวเพื่อพบกับ “ไมค์ ฟิกกิส” ผู้กำกับชาวอังกฤษ โดยมาสายไปสองชั่วโมง และเดินเท้าเปล่าพร้อมกับถือปืนลูกซองบรรจุกระสุน อย่างที่เขาอธิบายไม่ได้
เขาเคยมีช่วงเวลาที่ชีวิตพลิกผลันจากหน้ามือเป็นหลังเท้าถึงขนาดที่เคยมีรายได้เพียง “แปดเซ็นต์ต่อชั่วโมง” ในการขัดกระทะพิซซ่าในครัวของเรือนจำแอลเอ เคาน์ตี ระหว่างถูกคุม 

เขาเปลี่ยนจากชายผู้มีศักยภาพ…กลายเป็นคนที่ไม่มีสตูดิโอไหนอยากร่วมงานด้วย จากภาพลักษณ์มัวหมองอันเนื่องมาจากประวัติการติดคุกในคดียาเสพติดและพกอาวุธเป็นภัยคุกคามต่อสาธารณะและตัวเขาเอง..
.

การหันหลังให้กับยาเสพติดเป็นเรื่องไม่ง่าย..เขาต้องเข้าออกสถานบำบัดเป็นว่าเล่น
อย่างไรก็ตาม อยู่มาวันหนึ่ง..หลังจากเขาตระหนักถึงความอเนจอนาถในขณะที่ต้องกิน “ชีสเบอร์เกอร์” ประทังชีวิต..กลับทำให้เขาคิดจะเปลี่ยนแปลงบางอย่าง…โดยบึ่งรถไปยังมหาสมุทรและโยนยาทั้งหมดที่มีในกระเป๋าทิ้งลงไปในทะเล
(โดยฉากหนึ่งจาก Iron Man กับชีสเบอร์เกอร์เป็นการสะท้อนให้กับเหตุการณ์นั้นเมื่อเบอร์เกอร์คิงได้ช่วยชีวิตเขาอย่างมีนัยสำคัญ) 
.

หลังจากนั้นเขาเลือกที่จะทำงานหนักและพยายามพลิกชีวิตเพื่อสร้างผลงานและชื่อเสียงให้กลับมา และไม่กี่ปีต่อมาในที่สุดบทบาทที่ Marvel ในตอนแรกไม่แน่ใจว่าจะจ้างเขา ก็ตกมาอยู่ในมือ.. 
.

“ทุกคนรู้ว่าเขามีความสามารถ” ฟาฟวโร กล่าวต่อ “แน่นอนว่าจากการศึกษาและพัฒนาบทไอรอนแมนนั้นผมรู้ดีว่าตัวละครมีความสอดคล้องกับเขา.. ทั้งคาแรกเตอร์, ส่วนที่ดีและไม่ดี เรื่องราวของ ไอรอน แมน เป็นเช่นนั้นจริงๆ ไม่ต่างจากการเดินทางของโรเบิร์ต" 
.

แม้ว่าสตูดิโอจะปฏิเสธแนวคิดในการคัดเลือกของผู้กำกับรายนี้ หลายต่อหลายครั้ง..แต่ จอน ฟาฟวโร ผู้เชื่อมั่นในตัวเขา จะต้องแสดงให้เห็นว่า “นี่เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด” 
.

ถือเป็นการเดิมพันครั้งยิ่งใหญ่..ระหว่าง จอน และ สตูดิโอ 
และในที่สุดผลลัพธ์ก็ออกมาเป็นอย่างที่เรารู้กันดีว่า Iron Man ภาคแรกในปี 2008 ประสบความสำเร็จโดยทำเงินได้มากกว่า 500ล.usd ทั้วโลก...ซึ่งนำไปสู่ภาคต่อที่หลากหลายและทำให้ MCU (Marvel Cinematic Universe) เป็นแฟรนไชส์ภาพยนตร์ที่ทำกำไรได้มากที่สุดในประวัติศาสตร์ด้วยตัวเลขรายได้มากกว่า 2 หมื่น ล. usd.ทั่วโลก
.

จากความล้มเหลวในอดีตเป็นแรงผลักดัน ส่งผลให้ปัจจุบัน เขามีค่าตัวถึง 48 ล้านเหรียญสหรัฐ ติดอันดับ 6 ของโลก ผู้คนต่างจดจำเขาในภาพลักษณ์ของมนุษย์เกราะเหล็ก อย่างแยกไม่ออก
และนั่นเป็นความคุ้มค่าที่ marvel studio ยอมจ่าย ให้กับชายผู้ที่มีบทบาทสำคัญที่สุดอย่างแท้จริงในการเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ของภาพยนตร์มาร์เวลตลอดทศวรรษที่ผ่านมา
.

“เราทุกคนต่างเคยผิดพลาด มันเป็นเส่วนหนึ่งของชีวิต แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะเปลี่ยนสิ่งต่างๆให้ดีขึ้นไม่ได้”

4 เมษายน สุขสันต์วันเกิด “โทนี่ สตาร์ค” ไม่ใช่สิ…  
“โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์” (58)

วันจันทร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2566

เสือ-หมา-ควาย ความหมายอย่างลึกซึ้ง

เสือ-หมา-ควาย

ถ้าใช้ เสือ ทำงาน
ต้องให้เขามีพื้นที่
แล้วปล่อยไปล่าเหยื่อมาให้
ไม่ต้องบังคับ
ไม่ต้องกำหนดวิธี
เพราะพวกเขาคือนักล่า

ถ้าใช้ ควาย ทำงาน
ต้องให้หญ้าเขาให้พอ
ต้องบังคับแล้วใช้ไถนา
พวกเขาอืด แต่ต้องจูง

ถ้าใช้ หมา ทำงาน
ต้องให้อาหาร
ให้ความสนิทสนม
ให้เห่าและเฝ้าบ้าน
พวกเขา ภักดี ประจบ
และจับผิดเก่ง

คนไม่เข้าใจ
จะใช้เสือเยี่ยงควาย
จะใช้ควายเยี่ยงหมา
จะใช้หมาเยี่ยงเสือ

เสือไม่เลียปากนาย
ไม่ประจบ และไม่ไถนา

ควายไม่เฝ้าบ้าน
ไม่ล่าเหยื่อ และไม่ประจบ

หมาไม่ไถนา ไม่ล่าเหยื่อ
แต่ชอบเลียปากนาย

เสือส่วนมากเมื่อเติบโต
มักจะเป็นนายคน
หรือเจ้าของกิจการ
เพราะมีความเป็นตัวของตัวเองสูง

ควายส่วนมากไม่เติบโต
เพราะไม่คิดนอกกรอบ
และไม่สร้างสรรค์
และมักจะถูกหมาดูหมิ่น
และหลอกใช้

หมาส่วนมากเติบโตในองค์กร
แต่ไม่สามารถ
สร้างอาณาจักร
ของตัวเองได้
ต้องพึ่งเสือและควาย
ในการเติบโต

เสือที่ฉลาด
และมองการไกล
จะเอาควายไปด้วย
แต่ถ้าเป็นเสือบ้าอำนาจ
มักจะเอาหมาไปด้วย

ชอบส่วนตัว เอาไว้เตือนตัวเอง
และเอาไปปรับใช้ เราจะเป็นอะไรดี

#ฟังนะ

พลิกประวัติศาสตร์ฟิสิกส์! นักวิทยาศาสตร์เดนมาร์กโชว์เหนือ "สยบแสง" ให้ช้าเท่าจักรยาน ก่อนสั่งหยุดนิ่งสนิทสำเร็จ

พลิกประวัติศาสตร์ฟิสิกส์! นักวิทยาศาสตร์เดนมาร์กโชว์เหนือ "สยบแสง" ให้ช้าเท่าจักรยาน ก่อนสั่งหยุดนิ่งสนิทสำเร็จ เคมบริ...