วันจันทร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2566

ตำนานความบ้าพลังของการกำกับ Children of Men (2006)

ตำนานความบ้าพลังของการกำกับ Children of Men (2006)

Children of Men (2006) หนังดิสโทเปียที่ดัดแปลงมาจากวรรณกรรม The Children of Men (1992) ของ อัลฟองโซ กัวร็อง ว่าด้วยโลกที่ความเหลื่อมล้ำพุ่งขึ้นสูง เกิดวิกฤตสงครามกลางเมืองทั่วทุกแห่ง และมลพิษที่ทำให้มนุษย์แท้งลูกเป็นเวลาเกือบสองทศวรรษ -กระทั่งการปรากฏตัวของเด็กสาวซึ่งกำลังตั้งครรภ์คนหนึ่ง

หลายคนอาจรู้แล้วว่า ก่อนหน้าที่ Children of Men จะกลายมาเป็นหนังที่ได้รับการยกย่องและประสบความสำเร็จมากที่สุดเรื่องหนึ่งของกัวร็อง โปรเจ็กต์เจ้ากรรมนี้ก็หลุดจากมือเขาไปหลายรอบ ทั้งจากการที่กัวร็องเองไม่สนใจทำหนังไซ-ไฟแต่แรกเองก็ดี หรือแม้เมื่อสนใจทำแต่สตูดิโอไม่อนุมัติเองก็ดี ฯลฯ 

โปรเจ็กต์ Children of Men เข้ามาในชีวิตกัวร็องตอนเขากำลังง่วนอยู่กับการกำกับ Y Tu Mamá También (2001) -หนังข้ามพ้นวัยโคตรสวาทที่ในเวลาต่อมาเข้าชิงออสการ์สาขาเขียนบทยอดเยี่ยม- สตูดิโอส่งร่างดราฟต์แรกคร่าวๆ ของ Children of Men มาให้เขาอ่าน อย่างไรก็ตาม โดยปกติแล้วกัวร็องไม่ได้โปรดปรานการอ่านบทนักด้วยเหตุผลว่าบทจากสตูดิโอในฮอลลีวูดนั้นมักจะยาวไปมาก ("การอ่านบทหนังของฮอลลีวูดมันน่าเศร้านะ ปัญหาคือ เวลาคุณอ่านอะไรพวกนี้มันทำให้คุณรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังทำงานอะไรสักอย่างอยู่ แต่ที่จริงแล้วไม่ใช่เลย คุณผลาญเวลาไปเรื่อยๆ ต่างหาก ไม่ได้สร้างอะไรใหม่ๆ ขึ้นมาสักนิด" กัวร็องบอก) เขาเลยให้สตูดิโอส่งสรุปเรื่องที่ยาวประมาณสองหน้ากระดาษมาให้ ซึ่งกัวร็องก็ไม่ได้สนใจอะไรบทหนังที่ว่าด้วยโลกดิสโทเปียเป็นพิเศษนัก ทว่า ช่วงที่เขาเอาหนังเข้าฉายเทศกาลหนังนานาชาติโตรอนโตนั่นเอง ก็เกิดเหตุวินาศกรรม 9/11 ที่เปลี่ยนชีวิตชาวอเมริกันนับจากนั้นหน้ามือเป็นหลังมือ 

"ผมรู้เลยว่านี่คือจุดเปลี่ยน มันชัดเจนเหลือเกินกว่านับจากนี้ไปจะไม่มีอะไรเหมือนเดิมแล้ว เป็นจุดเปลี่ยนแห่งศตวรรษเลยก็ว่าได้ และเป็นจุดที่ผมเริ่มพยายามทำความเข้าใจอะไรต่อมิอะไรต่างๆ ด้วยการขวนขวายหาหนังสือมาอ่าน" กัวร็องบอก

"ตอนนั้นผมไม่สนใจจะทำหนังไซ-ไฟว่าด้วยชนชั้นนำในประเทศฟาสซิสม์อะไรเลย แต่เหตุการณ์ 9/11 คือจุดเปลี่ยนโดยแท้ ผมดิ่งไปหา ทิม เซ็กซ์ตัน (คนเขียนบทร่วม) ส่งหนังสือให้เขาอ่านแล้วบอกเขาว่า 'ถ้ามีอะไรในนี้ที่เราพอจะดึงมาใช้งานได้ บอกผมเลยนะ' เขาอ่านหนังสือ ให้คำตอบผมมาสองสามอย่าง แล้วจากนั้นเราก็เขียนดราฟต์หนังออกมา แต่สตูดิโอยูนิเวอร์แซลไม่อนุมัติ ตอนนั้นก็พอดีกับโปรเจ็กต์ Harry Potter and the Prisoner of Azkaban (2004) มาถึงมือผมพอดี"
อย่างไรก็ดี สตูดิโอสนใจโปรเจ็กต์นี้เกินกว่าจะปล่อยผ่านและเก็บมันไว้ให้กัวร็อง ก่อนจะส่งมันกลับมาให้เขาอีกครั้ง พร้อมไฟเขียวให้เริ่มถ่ายทำได้เมื่อกัวร็องกำกับแฟรนไชส์ Harry Potter จบลง ถึงตอนนั้นกัวร็องก็ตะลุยอ่านหนังสือและบทความที่ว่าด้วยมนุษยชาติกับโลกดิสโทเปียไปมหาศาล เขียนบทหนาเป็นตั้งและกลับมาพร้อมทีมงานคู่บุญอย่าง เอ็มมานูเอล ลูเบซกี ผู้กำกับภาพที่กอดคอทำงานร่วมกันมานับสิบปี ความที่ Children of Men เป็นหนังไซ-ไฟที่ว่าด้วยความสิ้นหวังของมนุษยชาติ กัวร็องจึงละเมียดละไมกับทุกฉาก ทุกองค์ประกอบเพื่อจะสร้างโลกอันสิ้นหวังนั้นให้คนดูเห็นและเข้าใจ -และลูเบซกีหรือที่กัวร็องเรียกด้วยชื่อเล่นว่า ชิโว ก็เข้าอกเข้าใจสิ่งที่เขาต้องการจนเคี่ยวเค้นออกมาเป็นงานกำกับภาพอันเดือดดาล

"ชิโวบอกผมว่า 'เราจะปล่อยให้หนังเรื่องนี้มีเฟรมที่ไม่ได้เล่าถึงสภาพโลกในหนังออกไปแม้แต่เฟรมเดียวไม่ได้' ผมเลยตอบไปว่า 'จริงที่สุด' เขาแม่นยำเรื่องนี้มาก ผมบอกกับเขาเป็นแสนเป็นล้านเรื่องได้โดยที่มีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้นที่เข้าใจ" และทำให้หนังแทบไม่มีฉากโคลส-อัพหรือถ่ายใกล้ตัวละครเลย (ส่วนใหญ่แล้วเป็นการถ่ายฉากภาพกว้างเพื่อเก็บรายละเอียด สิ่งละพันอันละน้อยในหนังซึ่งสำหรับกัวร็องแล้ว สิ่งแวดล้อมที่เห็นนั้นถือเป็น "ตัวละครสำคัญอีกคนของเรื่อง")

ทั้งนี้ ลูเบซกีเป็นผู้กำกับภาพอีกคนที่ได้ชื่อว่าอหังการด้านการถ่ายงานลองเทค และพิสูจน์ความเดือดดาลมาแล้วทั้งใน Gravity (2013), Birdman or (The Unexpected Virtue of Ignorance) (2014) และกับ Children of Men เองก็ขึ้นชื่อเรื่องฉากลองเทคอันรากเลือด ถ้ายังจำกันได้ ฉากที่ตัวละครถูกขับรถไล่น่าจะถือเป็นหนึ่งในการกำกับที่ทะเยอทะยานที่สุดครั้งหนึ่งของกัวร็องและลูเบซกี

"เราวางแผนกันตาแตก ปัญหาคือตอนผมเขียนบท ผมก็จินตนาการหน้าตาฉากนี้ในหัว แรกๆ ภาพที่ว่ามันก็ชัดเจนดีว่าเราจะถ่ายกันช็อตเดียว เพราะหัวใจหลักๆ ของฉากนี้คือการที่คนดูได้มีประสบการณ์ร่วมและเป็นประจักษ์พยานความรุนแรงต่อหน้าต่อตา" กัวร็องบอก "และเราก็ไม่ได้อยากทำให้ความรุนแรงเป็นเรื่องเท่ๆ อะไรด้วย ทีนี้ ถ้าคุณตัดต่อ ถ่ายมุมหลัง เอามุมหน้ามาต่อ คุณก็กำลังทำให้ฉากรถชนมันดูเท่ขึ้นมาแล้วในฐานะขั้วตรงข้ามเมื่อมีความรุนแรงเกิดขึ้น เพราะงั้น แม้เราจะเขียนไอ้ฉากนี้ในบท แต่คำถามคือเราจะยัดมันเข้าด้วยกันยังไงนี่สิ”
ฉากดังกล่าวถ่ายลองเทคแบบที่หลายคนอาจจะสงสัยว่าตะบี้ตะบันถ่ายกันเข้าไปได้ยังไง ในสถานที่เล็กแคบ กล้องรับหน้านักแสดงบนรถแล้วหันไปรับหน้าเหล่าตัวละครอื่นที่ขับมอเตอร์ไซค์หลังสังหารพวกเขาทิ้ง แถมทั้งหมดนี้ยังเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาอีกต่างหาก! 

"เดิมทีชิโวบอกว่าการถ่ายทำฉากนี้แบบช็อตเดียวนั้นเป็นไปไม่ได้หรอก ผมเลยบอกว่า 'เราทำกับกรีนสกรีนก็ได้นี่' ผมตั้งใจพูดแบบนั้นด้วยเพราะรู้ว่าชิโวจะว่ายังไง แล้วเขาว่าไงรู้มะ เขาบอกว่า 'ถ้าไอ้ฉากนี้ต้องถ่ายกะกรีนสกรีนจริงๆ กูลาออกนะ' แล้ววันต่อมา เขาค่อยเดินมาบอกผมว่า 'โอเค ไปคุยกับเพื่อนมาละ เราถ่ายแบบช็อตเดียวได้น่า'"

สำหรับลูเบซกี ทริคหนึ่งที่ช่วยเขาถ่ายทำฉากโคตรเดือดฉากนี้คือการห้อยกล้องไว้กับเพดานรถ เราจึงเห็นมูฟเมนต์ การเคลื่อนไหว พลวัตต่างๆ ในรถคันจิ๋วนั้นเมื่อกล้องหมุนรับหน้าตัวละครทุกคน รวมทั้งเมื่อเหตุจลาจลระเบิดตัวขึ้นตรงหน้าด้วย "ผมตระหนักได้ว่าถ้าห้อยกล้องไว้กับเพดานรถละก็ เราจะถ่ายฉากนี้ทั้งฉากได้ในช็อตเดียว" ลูเบซกีบอก "แล้วนี่สำคัญมากนะ มันเป็นวิธีตรึงคนดูไว้น่ะ และมันไม่ทำให้ความรุนแรงดูเท่หรืออะไรด้วย"
เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย: สตูดิโอไฟเขียวให้กัวร็องทำ Children of Men ก็จริง แต่ก็พ่วงเงื่อนไขบางอย่างมาด้วย เช่น ต้องทำงานร่วมกับนักแสดงที่สตูดิโอเสนอมาให้ และหนึ่งในนักแสดงห้าคนที่สตูดิโอจิ้มมาคือ ไคล์ฟ โอเวน (ที่กัวร็องบอกว่าโชคดีเหลือเกินที่ได้เจอเขา ผู้เป็นนักแสดงที่กัวร็องบอกว่ามี 'ความดิบ' บางอย่างอยู่ในเนื้อตัว) โดยในปีนั้น สตูดิโอเสนอบทหนัง Blood Diamond (2006) ให้โอเวน แต่โอเวนเลือกมารับบทในหนังของกัวร็องแทน ส่วน ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ รับบทใน Blood Diamond ไป "ถามว่าไคล์ฟเลือกหนังได้ถูกเรื่องไหมน่ะเหรอ พูดยากนะ เพราะปีนั้นลีโอได้เข้าชิงออสการ์ว่ะ" กัวร็องบอก 

ตอนนี้ Children of Men ของกัวร็องเข้าเน็ตฟลิกซ์แล้วนะ หาดูกันได้จ้า

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

พลิกประวัติศาสตร์ฟิสิกส์! นักวิทยาศาสตร์เดนมาร์กโชว์เหนือ "สยบแสง" ให้ช้าเท่าจักรยาน ก่อนสั่งหยุดนิ่งสนิทสำเร็จ

พลิกประวัติศาสตร์ฟิสิกส์! นักวิทยาศาสตร์เดนมาร์กโชว์เหนือ "สยบแสง" ให้ช้าเท่าจักรยาน ก่อนสั่งหยุดนิ่งสนิทสำเร็จ เคมบริ...