วันอาทิตย์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2566

สุรพล โทณะวณิก ชีวิตที่เลือกเกิดไม่ได้เขียนโดย วินทร์ เลียววาริณ

สุรพล โทณะวณิก ชีวิตที่เลือกเกิดไม่ได้
เขียนโดย วินทร์ เลียววาริณ

 เขาบอกว่า “โลกเราเป็นโรงละครฉากหนึ่งให้มนุษย์เกิดมาแสดงบทบาทละครของแต่ละคน” 

สุรพลเป็นเด็กจรจัดอาศัยอยู่ที่ใต้เชิงสะพานพระพุทธยอดฟ้าอยู่หลายปี เขาเติบโตในกองขยะ

สุรพลเป็นลูกของท่านขุน แม่เป็นเมียน้อยคนที่สาม เมื่อยังเด็กอาศัยอยู่กับยาย จนอายุหกขวบไปอยู่กับแม่และพ่อเลี้ยงที่กรุงเทพฯ เมื่อแม่กับพ่อเลี้ยงถึงแก่กรรม ก็หนีออกจากบ้านใช้ชีวิตเป็นเด็กเร่ร่อนอยู่แถวสะพานพระพุทธยอดฟ้าและวัดต่าง ๆ แถวนั้น

ที่เชิงสะพานพุทธมีสามล้อรับจ้างข้ามไปมา แต่สะพานชันเกินกว่าคนถีบสามล้อจะพารถขึ้นไปได้ด้วยแรงสองขา ต้องอาศัยเด็ก ๆ แถวนั้นช่วยเข็นให้ คนขี่สามล้อจะโยนเหรียญห้าสตางค์ สิบสตางค์ ให้เด็กเข็นรถ มันเป็นค่าข้าวของเขา

สุรพลใช้ริมถนนเป็นบ้าน นอนบนทางเท้าบ้าง ในดงขยะบ้าง บางครั้งก็นอนในหัวเรือเอี้ยมจุ๊นซึ่งจอดที่คลองตลาดบ้านสมเด็จฯ ในหน้าหนาวอากาศเย็นจัด เขาต้องขุดทรายลึก ๆ แล้วนอนในหลุมทรายนั้น บางครั้งก็มีสุนัขมานอนด้วย เด็กชายนอนกอดสุนัขเป็นเพื่อน หลายปีหลังเขาบอกว่า “ถ้าผมไม่ได้หมา ผมก็ตายไปแล้ว หมามันก็รักผม กลางคืนหน้าหนาว กอดกับมันอุ่นกว่ากอดกับคนอีก”

สุรพลอายุแปดขวบเมื่อสงครามโลกครั้งที่สองอุบัติ คืนหนึ่งด้วยความเหนื่อยล้าเกินกว่าจะหาที่นอนที่อื่น เขาก็นอนในโลงศพในโกดังผีวัดพิชัยญาตินั่นเอง เขาหลับเป็นตายเพราะความเพลีย ตื่นขึ้นมาเมื่อแสงแดดแยงลงมา เขานึกว่าตกนรกเพราะเจ็บไปทั้งแผ่นหลัง เขาถูกฝูงมดแดงกัดตอนนอน

เขามองขึ้นไปเบื้องบน แสงแดดส่องทะลุหลังคาสังกะสีเข้ามา ทันใดนั้นเขาก็ได้คิด ภายในที่มืดมิดอย่างโกดังผี แสงสว่างยังสาดเข้ามาได้ ชีวิตมืดได้ก็ต้องสว่างได้ 

ทุกเช้าสุรพลเห็นเหล่านักเรียนโรงเรียนสวนกุหลาบ โรงเรียนบ้านสมเด็จฯเดินไปโรงเรียน เด็กเหล่านั้นแต่งเครื่องแบบนักเรียนถือกระเป๋าดูโก้มาก เขาอยากเป็นเด็กนักเรียนอย่างนั้นบ้าง เขาอยากอ่านหนังสือออก แต่จะเข้าโรงเรียนได้อย่างไร ในเมื่อตัวเขาเองต้องหากินต่อชีวิตไปวัน ๆ เขาคงไม่มีโอกาสเข้าโรงเรียน

แล้วเขาก็เริ่มเรียนหนังสือด้วยตัวเองโดยวิธีของเขาเอง เขาถามเด็กนักเรียนที่ผ่านมาโดยชี้ที่ป้ายต่าง ๆ เช่น ป้าย ‘ถนนจักรเพชร’ ถามนักเรียนว่า “ป้ายนี้อ่านว่าอะไร?” เมื่อนักเรียนบอก เขาก็จดจำมันทั้งดุ้นว่า ตัวหนังสือหน้าตาอย่างนี้อ่านว่า ถนนจักรเพชร

สุรพลจดจำคำต่าง ๆ โดยไม่รู้จักพยัญชนะสักตัวเดียว คำศัพท์หน้าตาแบบนี้ออกเสียงว่า ช้าง คำหน้าตาอย่างนั้นออกเสียงว่า หนู ต่อมาก็เริ่มแยกแยะตัวพยัญชนะออก ตัว ก มีหน้าตาไม่มีหัวแบบนี้ ถ้าหัวอยู่ในคือ ถ ถ้าหัวหันออกคือ ภ จำไปทีละพยัญชนะ ทีละคำ เป็นตัว ๆ โดยไม่รู้วิธีประสมพยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์ 

นักเรียนในโรงแรียนแถวนั้นเห็นสุรพลอยากเรียนจริง ๆ ก็ยกตำราแบบเรียนเร็วให้เขาใช้ฝึกฝน เขาพยายามอ่านไปทีละตัวเช่นนี้ราวสองปีกว่าก็เริ่มอ่านได้ หลังจากนั้นเขาก็อ่านทุกอย่างที่ขวางหน้า เก็บเศษหนังสือพิมพ์มาอ่าน อ่านป้ายร้านค้าต่าง ๆ  

สุรพลชอบถามคนเดินผ่านทางว่า “คำนี้อ่านว่าอะไร?” แต่เขาต้องประหลาดใจที่พบว่าคนจำนวนมากรอบตัวเขาไม่รู้หนังสือ

วันหนึ่งสุรพลพบคนแก่คนหนึ่งนั่งอ่านหนังสือ ชายคนนั้นใช้แว่นขยายอ่านอย่างลำบาก สุรพลบอกคนแก่ว่า เขาจะรับจ้างอ่านหนังสือให้ฟังชั่วโมงละสตางค์เดียว โดยมีข้อแม้ว่า “ถ้าคำไหนผมไม่รู้ คุณลุงต้องช่วยสอนผมด้วย”

ชายแก่ตกลง ด้วยวิธีนี้เขาจึงได้อ่านหนังสือมากมาย เช่น รามเกียรติ์, พระอภัยมณี, มหาภารตะยุทธ, สามก๊ก ฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ฯลฯ

ช่วงน้ําท่วมใหญ่กรุงเทพฯในปี พ.ศ. 2485 สุรพลหารายได้พิเศษรับจ้างพายเรือส่งผู้คนและขายของ หลังจากนั้นเขาก็ติดตามพระครูคุณรสศิริขันธ์ เจ้าคณะจังหวัดสุรินทร์ ซึ่งมาจำพรรษาที่วัดมหาพฤฒาราม ไปบวชเณรที่วัดชุมพลสุทธาวาส แล้วเข้าเรียนต่อที่สุรินทร์จนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 

ก่อนสิ้นสงครามโลก เขากลับมากรุงเทพฯอาศัยอยู่ที่วัดมหาพฤฒาราม ช่วยแม่ค้าขายขนมและน้ำแข็งไสใส่น้ำหวาน มีกินบ้างอดบ้าง ทำงานทุกชนิดโดยไม่เกี่ยงงาน จนในที่สุดก็ได้งานที่โรงละครย่านเวิ้งนาครเขษม กวาดโรงละคร ล้างห้องส้วม

แต่งานต่ำต้อยก็มี ‘แสงแดดส่องทะลุหลังคาสังกะสีเข้ามา’ ชีวิตในโรงละครเปิดโอกาสให้เขารู้จักนักแต่งเพลง นักประพันธ์ และดาราละครหลายคน เขาเรียนทุกอย่างจากทุกคนที่เขาพบ

เป็นอีกครั้งที่เขาเริ่มเรียนสิ่งที่เขาไม่รู้ ครั้งนี้คือวิชาการประพันธ์ เรียนจากนักประพันธ์ รพีพร (สุวัฒน์ วรดิลก) กับอิงอร (ศักดิ์เกษม หุตาคม) 

รพีพรเขียนหนังสือได้หลายด้าน ทั้งเรื่องสั้น นวนิยาย บทละคร และยังเป็นนักหนังสือพิมพ์ ส่วนอิงอรเป็นนักประพันธ์เจ้าของฉายา ‘ปากกาจุ่มน้ำผึ้ง’ มีผลงานมากมาย

สุรพลเริ่มเขียนหนังสือและฝึกฝนจนงานของเขาได้รับการตีพิมพ์ในนิตยสารและหนังสือพิมพ์หลายฉบับ เช่น แสนสุขรายสัปดาห์, เพลินจิตรายวัน, ชาติไทยวันอาทิตย์, ชาวกรุง ฯลฯ แต่งานเขียนหนังสือไม่ใช่ปลายทางความฝันของเขา เขาค้นพบว่าตัวตนที่แท้จริงของเขาคือนักแต่งเพลง

เขาชอบฟังเพลงต่าง ๆ แล้ววิเคราะห์ว่าแต่ละเพลงนั้นดีอย่างไร อะไรทำให้มันไพเราะ มันมีจุดเด่นตรงไหน ทำไมมันจึงติดหู ทำไมมันจึงติดคาใจได้ เขาพบว่าเพลงที่ประสบความสำเร็จคือเพลงที่สามารถถ่ายทอดความรู้สึกเข้าไปในเพลง

เขาเรียนจากคนรอบตัวแบบครูพักลักจำ ครูของเขามีนับไม่ถ้วน พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ, หลวงสุขุมนัยประดิษฐ์, ขุนวิจิตรมาตรา, ม.ล. พวงร้อย อภัยวงศ์, พรานบูรพ์, ม.ล. ประพันธ์ สนิทวงศ์, แก้ว อัจฉริยะกุล, ชาลี อินทรวิจิตร, ไพบูลย์ บุตรขัน, สง่า อารัมภีร, ไสล ไกรเลิศ ฯลฯ

วันหนึ่งเมื่ออายุยี่สิบเอ็ด เขาได้ยินว่าละครที่กำลังจะแสดงยังขาดคำร้อง เขาจึงขอแต่งเพลงนั้น มันกลายเป็นเพลง ลาแล้วแก้วตา เป็นเพลงแรกในชีวิต เปิดประตูสู่วงการเพลงโดยการสนับสนุนของครูไสล ไกรเลิศ

สุรพลแต่งเพลงทิ้งไว้จำนวนมาก วันหนึ่งขณะยืนรอรถราง เสียงเพลงเพลงหนึ่งลอยมากระทบโสต เพลงนั้นอ่อนหวานไพเราะ คนที่ยืนข้างเขาเอ่ยว่า “เพลงนี้แต่งดีเหลือเกิน”

มันเป็นเพลงที่เขาแต่งเอง มีคนนำเพลงที่เขาแต่งไว้ไปใช้และรับเครดิต เมื่อนั้นเขาจึงรู้ว่าเขาควรเดินไปตามทางของเขาเอง เขาควรยืนหยัดเป็นนักแต่งเพลงด้วยตนเองได้แล้ว

เมื่อความมุ่งมั่นปรากฏ ชะตาก็ถูกกำหนดด้วยตัวเอง ประสบการณ์ชีวิตอันหนักหน่วงในวัยเด็กกลายเป็นปุ๋ยที่เพลงของเขางอกงาม อารมณ์ความรู้สึกทุกรูปแบบที่เขาประสบมาโดยตรงเป็นฐานให้ตัวโน้ตแต่ละตัวเต้นระบำ

สุรพลประพันธ์เพลงตั้งแต่หนุ่มจนแก่ไม่เคยหยุด เพลงของเขากลายเป็นที่คุ้นหูของประชาชน นักร้องจำนวนมากขับร้องเพลงที่เขาแต่ง เช่น ลาแล้วแก้วตา, ในโลกแห่งความฝัน, ใครหนอ, ฟ้ามิอาจกั้น, ยามรัก, แม่เนื้ออุ่น, ลมรัก, อยากลืมกลับจำ นับไม่ถ้วน

เขาไม่เคยกลัวความไม่แน่นอนของอนาคต เขาผ่านจุดต่ำสุดในชีวิตมาแล้ว ที่เหลือคือโบนัส

นานปีหลังจากนั้น เขาบอกว่า “โลกเราเป็นโรงละครฉากหนึ่งให้มนุษย์เกิดมาแสดงบทบาทละครของแต่ละคน”   บทบาทของแต่ละคนถูกกำหนดโดยตัวคนคนนั้นเอง และการเล่นบทนั้นได้ดีหรือไม่ดีขึ้นอยู่กับความพยายามดิ้นรนสู่ความฝัน 

“ ไม่งอมืองอเท้ารอรับชะตากรรมที่ชาติกำเนิดกำหนด “

เขาแสดงให้โลกเห็นความแตกต่างระหว่างคนรักสนุกกับคนรักดี 

ระหว่างปลาที่ว่ายตามกระแสน้ำกับปลาที่ว่ายทวนกระแสน้ำ มีแต่ปลาที่ว่ายทวนน้ำจึงสามารถกำหนดเกมชีวิตเองได้ โดยมีความรู้คือ “ ครีบ “ ความพยายามคือ  “ หาง “ รวมกันเป็นแรงผลักให้ว่ายไปถึงปลายฝัน

ชีวิตคือการเรียนรู้ เรียนสิ่งที่ตนไม่รู้ เรียนรู้ให้ไกลกว่าสิ่งที่รู้
 ไม่หวาดหวั่นต่อความมืด เพราะในที่มืดมิดที่สุดก็สามารถมีแสงสว่างสาดเข้ามาได้.

ที่มา : จากหนังสือ ชีวิตเป็นเรื่องชั่วคราว 
โดย วินทร์ เลียววาริณ

ภาพ : Mix Magazine Thailand

(ปัจจุบันท่านสุรพล โทณะวณิก อายุ92 ปี ( เกิดเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2474) นักแต่งเพลงไทย นักเขียน นักข่าว นักหนังสือพิมพ์ ได้รับการเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติประจำปี พ.ศ. 2540)

วันศุกร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2566

เมื่อครั้งเทวดาได้มาเข้าเฝ้าพระพุทธองค์

วันหนึ่งขณะที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่
ณ เชตวัน ของอนาถบิณฑกะ
เทวดาได้มาเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ 
โดยแปลงกายเป็นพราหมณ์ที่มีใบหน้าสว่างสไว สวมชุดสีขาวราวหิมะ
เทวดาทูลถามปัญหาต่อพระพุทธเจ้าว่า

“อะไรคือดาบที่คมที่สุด
อะไรคือยาพิษที่ร้ายแรงที่สุด
อะไรคือไฟที่ร้ายที่สุด
อะไรคือคืนที่มืดที่สุด”

พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า :
“วาจาที่กล่าวด้วยความโกรธคือดาบที่คมที่สุด
ความโลภคือยาพิษที่ร้ายแรงที่สุด
ความปรารถนาคือไฟที่ร้ายที่สุด
ความหลงผิดคือคืนที่มืดที่สุด”

เทวดาทูลถามว่า
“ใครคือผู้ที่ได้มากที่สุด
ใครคือผู้ที่เสียมากที่สุด
อะไรเป็นเกราะที่แข็งกร่งที่สุด
อะไรคืออาวุธที่ดีที่สุด”

พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า
“คนที่ให้คือคนที่ได้มากที่สุด
คนที่เอาแต่ได้โดยไม่ตอบแทน
คือคนที่เสียมากที่สุด
ความอดทนคือเกราะที่แข็งแกร่งที่สุด
ปัญญาคืออาวุธที่ดีที่สุด

เทวดาทูลถามว่า
“ใครคือโจรที่อันตรายที่สุด
อะไรคือทรัพย์ที่มีค่าที่สุด
ใครที่สามารถที่สุดในการยึดครอง
ไม่ว่าบนโลกหรือสวรรค์
อะไรคือขุมทรัพย์ที่ปลอดภัยที่สุด

พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า
“ความคิดร้ายคือโจรที่อันตรายที่สุด
คุณธรรมคือทรัพย์อันมีค่าที่สุด
ใจคือผู้ยึดครองทุกสิ่งไม่ว่าบนโลกนี้หรือสวรรค์
อมตะนิพพานคือขุมทรัพย์ที่ปลอดภัยที่สุด

เทวดาทูลถามว่า
“อะไรคือสิ่งที่น่ารัก
อะไรคือสิ่งที่น่ารังเกียจ
อะไรคือความทุกข์ทรมานที่น่ากลัวที่สุด
อะไรคือความสุขที่สุด”

พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า
“ความดีคือสิ่งที่น่ารัก
ความชั่วคือสิ่งที่น่ารังเกียจ
มิจฉาสติคือความทุกข์ทรมานที่น่ากลัวที่สุด
ความหลุดพ้นคือความสุขที่สุด”
เทวดาทูลถามว่า
“อะไรทำให้โลกพินาศ
อะไรที่ทำลายมิตรภาพ
อะไรคือไข้ที่ร้ายแรงที่สุด
ใครคือแพทย์ที่ดีที่สุด”

พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า
“อวิชชา (ความไม่รู้แจ้ง) ทำให้โลกพินาศ
ความริษยาและความเห็นแก่ตัวทำลายมิตรภาพ
ความเกลียดชังคือไข้ที่ร้ายแรงที่สุด และ
พระพุทธเจ้าคือแพทย์ที่ดีที่สุด”

เทวดาจึงทูลว่า
“บัดนี้ข้าพเจ้ายังมีข้อสงสัยอีกข้อหนึ่ง ที่ต้องการคำตอบให้แจ่มแจ้ง อะไรที่ไม่ไหม้ด้วยไฟ ไม่สลายด้วยน้ำ ไม่แตกกระจายด้วยลม แต่สามารถเปลี่ยนโลกนี้ได้”

พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ผลแห่งกรรมดี ไม่ว่า ไฟ น้ำ หรือ ลม ก็ทำลายผลแห่งกรรมดีไม่ได้ และผลแห่งกรรมดีสามารถเปลี่ยนโลกได้”

เทวดาเมื่อได้สดับดังนี้ ก็เกิดปิติเป็นล้นพ้น ประณมหัตถ์น้อมลงถวายอภิวาทต่อพระบรมศาสดา และร่างเทวดาก็หายไปจากตรงนั้น

•พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า การให้ธรรมะ ชนะการให้ทั้งปวง•
#ธรรมะ #อมตะธรรม #ธรรมะสอนใจ

วันพุธที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2566

มหาสิลา วีระวงส์ #อมรศิลปินมรดกอีสาน


#มหาสิลา วีระวงส์ #อมรศิลปินมรดกอีสาน

 ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๕๘ เป็นมีผลงานเป็นที่รู้จักในแวดวงนักปราชญ์อาจารย์แห่งลุ่มแม่น้ำโขงนับย้อนหลังไปประมาณ ๗๕ ปีเป็นต้นมา อันได้แก่ การถอดคำประพันธ์วรรณคดีลุ่มน้ำโขงจากหนังสือผูกใบลานเป็นอักษรไทยและลาว ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่เป็นที่รู้จักมากมาย โดยเฉพาะมหากาพย์แห่งอุษาคเนย์เรื่องท้าวฮุ่งท้าวเจือง ผลงานการแต่งกลอนลำทำให้บรรดาหมอลำมีชื่อเสียงมากมาย แต่งตำรา เรื่องพุทธศาสนา ประวัติศาสตร์ ผลงานการเรียบเรียงแบบแต่งกลอนไทเวียงจันทน์อันเป็นฉันทลักษณ์คำประพันธ์ลุ่มน้ำโขงที่สืบทอดจากยุคโบราณจนถึงปัจจุบัน รวมทั้งพจนานุกรมอีกด้วย ถือได้ว่าท่านเป็นปราชญ์ที่รอบรู้ รู้ลึก และชอบศึกษาค้นคว้าเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา ทำให้ปราชญ์รุ่นต่อ ๆ มาต้องไม่ผ่านเลยที่จะต้องศึกษาและอ้างอิงผลงานของท่านอยู่เสมอ    

นายสิลา วีระวงส์ เป็นปราชญ์แห่งสองฝั่งลุ่มน้ำโขงอย่างแท้จริง กำเนิดเมื่อวันที่ ๑ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๔๘ เป็นลูกชาวนาบ้านหนองหมื่นถ่าน อำเภออาจสามารถ จังหวัดร้อยเอ็ด อายุได้ ๑๔ ปี บรรพชาเป็นสามเณรเนื่องจากบิดาเสียชีวิต สนใจศึกษาเล่าเรียนมากทั้งหนังสือธรรม ขอม ไทย ไทยน้อย และอักษรโบราณ แล้วย้ายไปจำพรรษาในวัดตัวเมืองร้อยเอ็ด ได้รับความเมตตาอุปถัมภ์จากสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ และได้เดินทางไปศึกษาปริยัติธรรมที่กรุงเทพฯ จนได้เปรียญธรรม ๕ ประโยค จึงกลับมาเป็นครูสอนภาษาบาลีที่เมืองร้อยเอ็ด พอสืบรู้รากเหง้าว่าสืบเชื้อสายมาจาก พระยาเมืองปาก อันเป็นปู่ทวดแห่งนครจำปาสัก ปี ๒๔๗๓ จึงเดินทางไปจำพรรษาที่กรุงเวียงจันทน์ และต่อมาลาสิกขามีครอบครัวอยู่ที่ฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงนั้น เข้าทำงานเป็นเสมียนหอสมุดแห่งชาติ และสอนที่โรงเรียนปาลี วัดสีสะเกด ต่อมาย้ายไปสอนที่โรงเรียนช่างศิลป์ วัดจัน ในทางการเมืองได้เข้าร่วมกับขบวนการลาวอิสระ ของเจ้าอุปราชเพชรราช เมื่อเกิดข้อพิพาททางการเมืองกับฝรั่งเศส จึงต้องข้ามแม่น้ำโขงมาลี้ภัยในประเทศไทย และได้ทำงานในหอสมุดแห่งชาติ แผนกวรรณคดีภาคเหนือและอีสาน ได้ค้นพบวรรณคดีเก่าแก่มากมายจึงได้ปริวรรตถ่ายทอดออกมาเผยแพร่มากมายซึ่งรวมทั้งเรื่องมหากาพย์ท้าวฮุ่งท้าวเจือง ปีพุทธศักราช ๒๔๙๑ ลาวได้รับเอกราชจึงกลับไปทำงานในประเทศลาว ปีพุทธศักราช ๒๔๙๕ ดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้ากองวรรณคดี และปีพุทธศักราช ๒๕๐๘ เกษียณอายุราชการ แต่ยังได้รับเชิญรับราชการในอัตราจ้างพิเศษของกระทรวงธรรมการ และแม้เปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ปลายปี พุทธศักราช ๒๕๑๘ ก็ได้รับเชิญเป็นที่ปรึกษาของกระทรวงศึกษาและกีฬา และที่ปรึกษาสถาบันค้นคว้าวิทยาศาสตร์สังคมจนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต วันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๓๐ เวลา ๑๖.๐๐ น. ท่านถึงแก่กรรม ที่บ้านนาคำท่ง เวียงจันทน์ สิริอายุรวม ๘๒ ปี

 นายสิลา วีระวงส์ เป็นนักปราชญ์แห่งลุ่มแม่น้ำโขงที่มีบทบาทในการสร้างภูมิปัญญาจากรากหญ้าจนถึงสภาหินอ่อน คุณูปการแห่งการอนุรักษ์และการปฏิบัติให้เห็นประจักษ์ของภูมิปัญญาโบราณดั้งเดิม อธิบาย สืบทอด ได้วางรากฐานการสืบต่อรากเหง้า เป็นแบบอย่างในการเป็นนักเรียนรู้ตลอดเวลาและตลอดชีวิต เป็นนักปราชญ์ที่อยู่ในความทรงจำตลอดไป เพื่อให้สังคมได้สืบต่อยอดไปได้อย่างต่อเนื่องอย่าง สง่างาม และสมดุล แห่งอดีต ปัจจุบัน และอนาคตได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด นายสิลา วีระวงส์ ได้รับเชิดชูเกียรติยกย่องเป็น #อมรศิลปินมรดกอีสาน ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๕๘ จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น

วันอาทิตย์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2566

อย่ายอมแพ้ จากผู้ชายที่ชื่อ Sylvester Stallone

- เขาเคยจนมากถึงขั้นขายเครื่องประดับของภรรยา ไม่มีบ้านอยู่ และต้องยอมขายสุนัขของเขาให้กับชายคนหนึ่งที่บาร์ เพื่อแลกกับเงิน 25 เหรียญ ซื้อข้าวกิน

- หลังจากนั้นเขาได้ดูเทปบันทึกการชกมวยของ Mohammed Ali และจุดประกายให้ลุกขึ้นมาเขียนบทหนังเรื่องหนึ่ง แถมยังเสร็จในเวลาเพียง 20 ชั่วโมง โดยเรื่องที่เขาเขียนคือ Rocky จึงนำไปเสนอค่ายหนัง

- ทางค่ายชอบบทหนังมาก เสนอเงินให้หลายครั้ง เป็นจำนวนเงินมากถึง 3 แสนเหรียญ แต่เขาปฎิเสธทั้งหมด โดยบอกว่า ถ้าอยากซื้อ ต้องเอาผมไปเป็นพระเอกเท่านั้น

- สุดท้ายค่ายหนังยอมจ่ายเงิน 35,000 เหรียญ เพื่อเอาเขาเป็นพระเอกตามที่ขอ หนังประสบความสำเร็จอย่างงดงาม พลิกชีวิตจากหน้ามือเป็นหลังมือ

- เขารีบกลับไปบาร์ที่เดิมเพื่อรอชายคนนั้นที่เขาขายสุนัขให้ ใช้เวลากว่า 3 วัน กว่าจะเจอชายคนนั้นอีกครั้ง และขอซื้อสุนัขแสนรักของเขากลับมาสู่อ้อมกอดอีกครั้ง ...

สุขสันต์วันเกิด Sylvester Stallone อายุครบ 77 ปีเต็ม

#SylvesterStallone #GURUดูหนัง

วันศุกร์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2566

หมอลำ


หมอลำ


#หมอลำ มาจากคำว่า "หมอ" หมายถึง #ผู้มีความชำนาญ และ "ลำ" หมายถึง การบรรยายเรื่องราวต่างๆ ด้วยทำนองไพเราะ หมอลำ จึงหมายถึง ผู้ที่มีความชำนาญในการบรรยายเรื่องราวต่างๆ ด้วยทำนองขับร้อง เป็นเพลงโดยมีการสอดเสียงแคนเข้าไป เพื่อเพิ่มความสนใจของผู้ฟัง เวลาลำก็จะมีคนเป่าแคนคลอเสียงไปด้วย และต้องสร้างเวทีสำหรับลำ ในขั้นแรกนั้นคงจะเป็นลักษณะ "หมอลำพื้น" คือ เล่าเรื่องตามพงศาวดาร ประวัติศาสตร์ นิยายปรัมปรา คือ เล่าเรื่องพื้นเพบ้านของตน หมอลำจะนำผ้าขาวม้าพาดเฉียงไหล่แล้วสมมตินามตามท้องเรื่อง ต่อมาจึงมีการพัฒนาจากการลำผู้เดียว เป็นสองคน สามคน และหลายคนตามจำนวนตัวละครในนิทาน จนเป็นที่นิยมกลายเป็นเพชรน้ำเอกของภาคอีสาน โอกาสที่จะมีการแสดงหมอลำ คือ งานทำบุญให้ทาน งานรื่นเริงในหมู่บ้าน และงานฉลองช่วงออกพรรษา

ลำโบราณ ลำพื้น
ลำโบราณ เป็นการเล่านิทานของผู้เฒ่าผู้แก่ให้ลูกหลานฟัง ไม่มีท่าทาง และดนตรี ประกอบ
#หมอลำพื้น เป็นหมอลำที่เก่าแก่ ไม่มีใครสามารถบอกได้ว่า หมอลำพื้นนี้เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อใด แต่บางคนบอกว่า หมอลำพื้นเกิดมีในภาคอีสานตั้งแต่สมัยคนอีสานแรกรับเอาพุทธศาสนาเข้ามา ดังนั้นเรื่องทั้งหมดที่หมอลำนำมาใช้ลำจะเป็นเรื่องชาดกต่างๆ

#ลำพื้น บางทีเรียกว่า “ลำเรื่อง” คำว่า “พื้น” หรือ “เรื่อง” มีหมายความว่าเป็น “นิทาน” หรือ “เรื่องราว” ดังนั้น ลำพื้น จึงมีความหมายว่า การบอกเรื่องราว หรือการเล่าเรื่องนิทานนั่นเอง

ในสมัยก่อนลำพื้นหรือลำโบราณนี้เป็นที่นิยมมาก ทุกๆ หมู่บ้านมักจะว่าจ้างหมอลำพื้นมาลำในงานเทศกาลต่างๆ หมอลำพื้นจะใส่เสื้อและกางเกงขายาวสีขาว และลำเรื่องชาดก เวทีลำจะใช้บนพื้นดินปูด้วยสาดหวาย หรือทำเป็นเวทียกพื้นขึ้นเล็กๆ ซึ่งล้อมรอบด้วยผู้ฟัง จะลำตั้งแต่เวลาสองทุ่มไปจนถึงหกโมงเช้า (สว่างคาตากันเลยทีเดียว)

#ลำคู่หรือลำกลอน
กลอน หมายถึง บทร้อยกรองต่างๆ เช่น โคลง ร่าย หรือกาพย์กลอน “หมอลำกลอน” ตามรูปศัพท์แล้ว หมายถึง หมอลำที่ลำโดยใช้บทกลอน ซึ่งความจริงแล้วหมอลำประเภทใดๆ ก็ล้วนแต่ใช้กาพย์กลอนเป็นบทลำทั้งสิ้น ที่ได้ชื่อว่า “หมอลำกลอน” นั้นก็เพื่อที่จะแยกให้เห็นข้อแตกต่างจาก “หมอลำพื้น” ซึ่งปรากฏว่ามีหมอลำ 2 ชนิดนี้ในขณะเดียวกัน หมอลำกลอนเป็นที่รู้จักแพร่หลายในขณะที่หมอลำพื้นได้ค่อยๆ สูญหายไป

#หมอลำพื้น กับ หมอลำกลอน ต่างกันตรงที่ หมอลำพื้นเป็นการลำเดี่ยวและลำเป็นนิทาน ส่วนลำกลอนเป็นการลำสองคน ลักษณะโต้ตอบกันอาจจะเป็นได้ว่าการลำกลอนได้พัฒนามาสองทางคือจากลำ “โจทย์แก้” ซึ่งเป็นการลำแบบตอบคำถาม ชายถามหญิงตอบ หรือหญิงถามชายตอบ อย่างที่สองคือ “ลำเกี้ยว” ซึ่งเป็นการลำในทำนองการเกี้ยวพาราสีระหว่าง หญิง-ชาย

#ลำโจทย์แก้ มีต้นตอมาจากจังหวัดขอนแก่น และจังหวัดใกล้เคียง เช่น ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ และมหาสารคาม ที่มาของลำโจทย์แก้ คือการ “เทศน์โจทย์” ซึ่งเป็นการเทศนาระหว่างพระสงฆ์สองรูป หรือหลายๆ รูป เนื้อความของการเทศน์จะเกี่ยวกับเรื่องราวในพุทธศาสนาและธรรมจริยา ในตอนแรกๆ นั้น ลำโจทย์แก้ได้ลอกเลียนแบบมาจากเทศน์โจทย์โดยตรง ข้อแตกต่างนั้นเป็นเพียงแต่ว่าลำโจทย์แก้กระทำโดยฆราวาสสองคน และเป็นการลำในขณะที่เทศน์โจทย์เป็นการพูด

ในระยะเริ่มแรกของการลำกลอน การลำระหว่างหมอลำผู้ชายสองคน จะลำเกี่ยวกับหลักธรรมทางพุทธศาสนาเป็นที่นิยมมากอยู่ระยะหนึ่ง และหลังจากการลำระหว่างผู้ชายสองคนได้หมดความนิยมลงไป ก็เกิดมีการลำระหว่างชาย-หญิงขึ้น ในขณะเดียวกันกับที่หมอลำโจทย์แก้ กำลังเป็นที่นิยม หมอลำกลอนจะต้องเอาใจใส่ฝึกซ้อม และท่องจำเนื้อหา ความรู้ต่างๆ เพื่อโต้ตอบคำถามของหมอลำฝ่ายตรงข้าม หากว่าฝ่ายใดไม่สามารถเอาโต้ตอบคำถามได้ ก็อาจจะถึงต้องลงจากเวที และจะต้องเป็นที่อับอายขายหน้าอย่างยิ่ง

เมื่อผู้หญิงมีบทบาทสำคัญในการลำกลอนขึ้นแล้ว การลำเกี่ยวกับเพลงรักต่างๆ ก็ขยายเพิ่มขึ้นทุกๆ วัน และก็เป็นคำเรียกร้องจากผู้ฟังด้วย เพราะผู้ฟังต้องการฟังเพลงรักที่สนุกสนานมากกว่าความรู้ทางวิชาการ ดังนั้นทุกวันนี้การลำกลอนจึงคงมีแต่การลำในลักษณะการลำเกี้ยวเท่านั้น

ในช่วงเวลาที่โจทย์แก้ กำลังเป็นที่นิยม ก็มีการลำที่เป็นลักษณะเดียวกันเกิดขึ้น นั่นคือ “ลำชิงชู้” ซึ่งเป็นการลำเพื่อที่จะช่วงชิงหญิงสาว “ชิงชู้” หมายความว่า การชิงชัยเพื่อให้ได้มาซึ่งชาย หรือหญิง หรือคู่รักของตัว

#ลำชิงชู้ ประกอบด้วยชายสอง หญิงหนึ่ง ผู้ชายสองคนจะต้องแสดงให้เห็นถึงความเก่ง ความหล่อเหลา ความร่ำรวย เพื่อที่ฝ่ายหญิงจะตัดสินในเลือกไว้เพื่อเป็นคนรัก การลำที่รู้จักกันระหว่างชายสามหญิงหนึ่งเรียกว่า “ลำสามเกลอ” หรือ “ลำสามสิงห์ชิงนาง” “สามเกลอ” หมายความถึงเพื่อนสนิทสามคน “สามสิงห์” หมายถึง ราชสีห์สามตัว “ชิง” หมายถึง “การต่อสู้แย่งชิง” “นาง” หมายถึง “ผู้หญิง” ดังนั้น ลำสามเกลอ หรือลำสามสิงห์ชิงนาง จึงหมายความถึง การลำของผู้ชายสามคนกับผู้หญิงหนึ่งคน ผู้ชายคนหนึ่งเป็นพ่อค้า คนหนึ่งเป็นชาวนา และอีกคนเป็นข้าราชการ

จุดใหญ่ใจความของการประกวดประชันกันระหว่างสามชาย คือ การลำเพื่อที่จะเอาชนะหัวใจของหญิงสาวให้ได้ ฉะนั้น แต่ละคนจึงต้องแสดงความสามารถ ยกข้อดีต่างๆ ของตัวเองออกมา ให้หญิงสาวใช้เป็นเครื่องประกอบการตัดสินใจ การลำนี้จึงเป็นเรื่อง ชิงรัก หักสวาท ยาดชู้ยาดผัว จึงเรียกว่า ลำชิงชู้

ปกิณกะเรื่องน่ารู้ของ "หมอลำในอดีต"
หมอลำ ในยุคสมัยอดีตนั้นจะมี หมอลำฝ่ายหญิง ฝ่ายชาย และมีหมอแคน เป็นผู้ให้ดนตรีประกอบ ซึ่งอาจจะมีคนเดียวหรือสองคนก็ได้ ถ้าเป็นหมอลำชื่อดังก็มักจะมีหมอแคนประจำตัว พร้อมด้วยแคนที่เลือกมาเป็นพิเศษให้เข้ากับเสียงสูง-ต่ำของหมอลำ (มีคีย์เดียวกัน)

ส่วนสถานที่แสดงจะเป็น เวทีสี่เหลี่ยม กว้างยาวประมาณ 5-6 เมตร ยกพื้นสูง 2-3 เมตร เพื่อให้ผู้ชมมองเห็นรอบด้าน แสงสว่างจะใช้กระบอง หรือขี้ไต้จุดที่เสาของเวที ต่อมาเมื่อถึง ยุคตะเกียงเจ้าพายุ ก็จะแขวนตะเกียงไว้กลางเวที ส่วนเครื่องเสียงในยุคแรกๆ นั้นไม่มี การลำจึงไม่มีเครื่องเสียง ไม่มีไมโครโฟน ใช้ร้องปากเปล่า ผู้ลำจึงต้องมีพลังเสียงที่ดี ก้องกังวาน

การลำจะเริ่มลำกันตั้งแต่หนึ่งทุ่ม หรือสองทุ่ม ตอนหัวคํ่าก็จะเป็นการลำแนะนำตัว และถามตอบกันระหว่างหมอลำหญิง-ชาย ต่อจากนั้นก็จะเป็นการทดสอบภูมิรู้โต้ตอบกันว่า ใครจะมีปฏิภาณไหวพริบเหนือกว่ากัน บางคู่ฝีปากจัดจ้านก็จะโต้กันมันดุเดือด จนทำให้ผู้ฟังลุ้นจนเครียด พอดึกๆ หน่อยก็จะผ่อนคลายด้วยการลำเต้ยกลอนรักสนุกๆ สลับกับการลำยาว ลำล่อง ที่มีทำนองช้าๆ โหยหวน

ผู้ฟังบางคนก็กลัวว่า ฟังลำเหงาๆ ช้าๆ จะพาลให้ง่วงเหงาหาวนอน ก็จะมี “นักสอย” มาคั่นระหว่างการลำ “การสอย” คือการร้องแทรกเป็นประโยคสั้นๆ ขณะที่หมอลำกำลังลำอยู่ การสอยนี้มีนัยยะว่า ต้องการกระตุ้นผู้ฟังลำที่กำลังเคลิบเคลิ้มไปกับทำนองลำที่เศร้าๆ ให้ตื่นตาหายง่วง คำสอย จึงมักเป็นเรื่องราวที่สนุก ตลก ขำขัน บางคนเป็นนักสอยเจ้าสำนวน อาจทำใหผู้ฟังลำถึงกับหัวเราะ คนแก่นํ้าหมากกระจายเลยทีเดียว ส่วนมากก็จะเป็นเรื่องสองแง่สองง่าม หรือออกจะหยาบก็มี เช่นคำที่ว่า “สอย สอย เฒ่าสิตายบายของเมีย ว่าแมนแผนที่ ตรงนี้อ่าวไทย…นี่กะว่าสอย สอยแล้วสอยอีก” หรือคำสอยรุ่นใหม่ขึ้นมาหน่อยหนึ่งเช่น “สอยสอย สาวซํ่าน้อย บ่ฮู้จัก ศรคีรี บาดไปถืกเขาบาย…? พอทีนะคุณ…” หมอสอยที่โด่งดังก็อาจจะมีค่าตัว ถูกว่าจ้างไปร่วมงานอยู่บ่อยๆ เป็นอาชีพได้

พอเลยเที่ยงคืนไป หมอลำได้พักดื่มนํ้าดื่มท่าเล็กน้อย ก็จะเริ่มลำโต้ตอบกันต่อ อาจจะรุนแรงขึ้นถึงขั้นเล่นของสงวนกันเลย ออกสองแง่สองง่าม บางครั้งก็แง่เดียวตรงๆ เลย ไม่แพ้ลำตัดของทางภาคกลาง ลำแบบนี้คนอีสานเรียกว่า “กลอนเพอะ" หรือ "ลำเพอะ” ออกจะใกล้เคียงหยาบคาย หมอลำฝ่ายหญิงระดับมืออาชีพก็ไม่ยอมให้ละลาบละล้วงฝ่ายเดียว โต้ตอบคำแรงๆ จนเล่นเอาฝ่ายหมอลำชาย “หงายเงิบ” ไปก็มี เล่นเอาผู้ฟังรุ่นใหญ่ปรบมือเชียร์กันสนุกสนาน หายง่วง ลำโต้กันไปจนรุ่งสาง

ข้อมูล : ประตู​สู่อีสาน

วันพฤหัสบดีที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2566

ทุ่งกุลา...ร้องไห้

กุลา จากชนเผ่าพ่อค้าเร่ สู่ตำนานแห่งท้องทุ่ง
------------------------
กุลา คือ ชนชาติต้องสู้และไทยใหญ่ ที่เดินทางค้าขายอยู่ในภาคอีสาน ในพงศาวดารภาคที่ 4 เรียก พวกกุลา ว่า นายกองตองสู หรือ ตองสู้ หรือ ต้องสู้

“กุลา, กุหล่า” ในภาษาลาวหมายถึง กลุ่มคนที่มาจากพม่าโดยเดินทางมาค้าขายเร่ไปตามบ้าน ซึ่งต่อมาการศึกษาของนักประวัติศาสตร์ และนักมานุษยวิทยาพบว่า กุหล่า หรือ กุลา คือ ชาวไทใหญ่ในรัฐฉานของประเทศเมียนมา (บ้างก็ว่ามาจากเมืองมะละแหม่ง มีนิสัยชอบเดินทางค้าขาย) ที่ได้เดินทางมาติดต่อค้าขายในท้องที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นคำที่ชาวพม่าใช้เรียกชาวมุสลิมอินเดีย (Sulaiman, 1931:35-39) ตั้งแต่ปลายทศวรรษที่ 2390 กุลาเข้ามาตั้งรกรากในจังหวัดอุบลราชานี ในฐานะ "เขยสู่" เนื่องจากปัจจัยทางเศรษฐกิจการเมือง คนท้องถิ่นนิยมเรียกพวกเขาว่า กุลา ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลของจิตร ภูมิศักดิ์ “ในภาษาลาว กุหล่า เป็นคำเรียกชนพวกหนึ่งที่มาจากพะม่าเหนือ, สพายสัมภาระเร่ขายไปตามละแวกบ้าน, แต่ที่เข้าใจรวมๆ ว่าคือพะม่าก็มี” (จิตร ภูมิศักดิ์, 2557: 361) แต่ คนกุลากลับขนานนามตนเองว่า “ต่องสู่” Ronald D. Renard ได้ตั้งข้อสังเกต ว่า “ต่องสู่” จัดอยู่กลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงรู้จักกันดีในชื่อ กะเหรี่ยงดำ หรือ ปะโอ (Renard, 2003:8) [ เอกสารอ้างอิง "ประวัติศาสตร์กุลา" ]

ชาวกุลา คงจะเดินทางเร่ขายสินค้าในภาคอีสานนานแล้ว จนมีชื่อเรียก ทุ่งกุลาร้องไห้ (ซึ่งเป็นทุ่งที่กว้างใหญ่ มีพื้นที่ติดต่อจังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดมหาสารคาม จังหวัดร้อยเอ็ด และจังหวัดสุรินทร์) การเร่ขายสินค้าของชาวกุลาหรือต้องสู้นี้ จะเดินทางเป็นกองพ่อค้าวัวต่างจำนวนมาก บางคณะอาจจะมีถึง 100 คน

หลักฐานเอกสารที่บันทึกเรื่องราวของชาวกุลานี้ พบเก่าที่สุดในปี พ.ศ. 2381 (รัชกาลที่ 3) ข้อความบันทึกของราชการที่กักตัวพวกกุลา หรือต้องสู้ที่เดินทางค้าขายในภาคเหนือ เช่น เชียงใหม่ ตาก สวรรคโลก และกำแพงเพชร ส่วนภาคอีสานนั้น ปรากฏเอกสารเก่าที่สุดในสมัยรัชกาลที่ 4 ที่บันทึกเรื่องราวของชาวกุลาในภาคอีสาน นั่นคือบันทึกเรื่องราวขัดแย้งระหว่างต้องสู้ กับเจ้าเมืองร้อยเอ็ด สุวรรณภูมิและขอนแก่น กรณีโคประมาณ 600 ตัวที่ต้องสู้ซื้อในเมืองเหล่านี้

บันทึกมีว่า ต้องสู้ได้ซื้อโคในร้อยเอ็ด 66 ตัว ในสุวรรณภูมิ 178 ตัว และในขอนแก่น 333 ตัว แล้วเจ้าเมืองเหล่านี้ก็ยึดโคทั้งหมดไว้ พระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบรมราชโองการให้เจ้าเมืองเหล่านี้ ชดใช้ราคาโคแก่ชาวต้องสู้ ซึ่งขณะนั้นรออยู่ที่กรุงเทพฯ โดยให้ขายโคคืนแก่เจ้าของเดิม หรือขายให้ใครก็ได้เพื่อนำเงินมาชดใช้ให้ต้องสู้ แต่เจ้าเมืองเหล่านี้ก็ดำเนินการช้ามาก ทางกรุงเทพฯ จึงต้องจ่ายเงินค่าโคให้ต้องสู้ไปก่อน 2,763.5 บาท แล้วสั่งให้เจ้าเมืองใช้เงินคืนให้ทางกรุงเทพฯ โดยไม่ชักช้า

เจ้าหน้าที่กรุงเทพฯ เองก็สงสัยอยู่ว่า พม่า-อังกฤษ (ขณะนั้นพม่าตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษแล้ว) มีความในใจอะไรซ่อนอยู่เบื้องหลังการค้าของต้องสู้ และสั่งให้เจ้าเมืองในภาคอีสานมิให้ขายโคกระบือแก่ชาวต่างชาติ

เหตุการณ์ในภาคเหนือและภาคอีสานครั้งนั้น ก่อให้เกิดความยุ่งยากเกี่ยวกับการค้าในระยะแรกๆ มาก โดยเฉพาะเกี่ยวกับสัตว์พาหนะได้ถดถอยลง จนกระทั่งถูกเจ้าหน้าที่ทางไทยห้ามค้าในที่สุด ส่วนพวกต้องสู้ที่เป็นพ่อค้าเร่ในภาคเหนือ บางทีก็ถูกเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นจับพลอยฟ้าพลอยฝนไปด้วย เหตุการณ์ในร้อยเอ็ด สุวรรณภูมิ และขอนแก่น เกิดขึ้นก่อนที่ สนธิสัญญาบาวริง ซึ่งได้รับการให้สัตยาบันในวันที่ 5 เมษายนพ.ศ. 2399 จะมีผลบังคับใช้

ข้อแรกของสนธิสัญญานี้บังคับว่า "ต้องรับประกันว่า บุคคลในบังคับอังกฤษที่เดินทางมาประเทศสยาม จะต้องได้รับความคุ้มครอง และได้รับความช่วยเหลืออย่างเต็มที่จากรัฐบาลสยาม ในการอยู่อาศัยอย่างปลอดภัย และอำนวยความสะดวกทางการค้าอย่างดี

และผลประโยชน์ของบุคคลในบังคับอังกฤษทุกคน จะต้องได้รับการคุ้มครองจากกฎระเบียบของกงสุลอังกฤษในกรุงเทพฯ ตลอดทั้งการพิพากษาคดีความ คนในบังคับอังกฤษมีสิทธิเดินทางได้ทั่วไป ภายใต้การคุ้มครองของหนังสือเดินทางของอังกฤษ และตราประทับร่วมของเจ้าหน้าที่ไทยที่กำหนดชื่อไว้โดยเฉพาะ"

ข้อตกลงในสัญญาเหล่านี้ รวมทั้งภาคผนวก ซึ่งลงลายมือในเดือนพฤษภาคม 2399 เป็นพื้นฐานในการกำหนดกฎเกณฑ์การค้าของกุลาหรือต้องสู้ ซึ่งส่วนใหญ่จะมาจากเมืองมะละแหม่ง และเป็นคนในบังคับอังกฤษ

paya supasit

ju juคันเจ้าได้ขี่ซ้างกั้งฮ่มเป็นพระยา อย่าได้ลืมคนทุกข์ผู้ขี่ควายคอนกล้า
        ## ถ้าได้ดิบได้ดีหรือได้เป็นใหญ่แล้ว ก็อย่าได้ลืมผู้คนรอบข้าง @อย่าลืมบุญคุณคนที่เคยเอื้อเฟื้อเรา ##
พี่ปอ ชวนน้องเป็นแอร์โฮสเตส สจ๊วต
ชนเผ่าไทกุลา
อัปเดตล่าสุดเมื่อ: วันเสาร์, 09 ตุลาคม 2564 19:31 | เขียนโดย ครูมนตรี โคตรคันทา | พิมพ์ | อีเมล | ฮิต: 22893

paothai kula
กุลา จากชนเผ่าพ่อค้าเร่ สู่ตำนานแห่งท้องทุ่ง

กุลา คือ ชนชาติต้องสู้และไทยใหญ่ ที่เดินทางค้าขายอยู่ในภาคอีสาน ในพงศาวดารภาคที่ 4 เรียก พวกกุลา ว่า นายกองตองสู หรือ ตองสู้ หรือ ต้องสู้

“กุลา, กุหล่า” ในภาษาลาวหมายถึง กลุ่มคนที่มาจากพม่าโดยเดินทางมาค้าขายเร่ไปตามบ้าน ซึ่งต่อมาการศึกษาของนักประวัติศาสตร์ และนักมานุษยวิทยาพบว่า กุหล่า หรือ กุลา คือ ชาวไทใหญ่ในรัฐฉานของประเทศเมียนมา (บ้างก็ว่ามาจากเมืองมะละแหม่ง มีนิสัยชอบเดินทางค้าขาย) ที่ได้เดินทางมาติดต่อค้าขายในท้องที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นคำที่ชาวพม่าใช้เรียกชาวมุสลิมอินเดีย (Sulaiman, 1931:35-39) ตั้งแต่ปลายทศวรรษที่ 2390 กุลาเข้ามาตั้งรกรากในจังหวัดอุบลราชานี ในฐานะ "เขยสู่" เนื่องจากปัจจัยทางเศรษฐกิจการเมือง คนท้องถิ่นนิยมเรียกพวกเขาว่า กุลา ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลของจิตร ภูมิศักดิ์ “ในภาษาลาว กุหล่า เป็นคำเรียกชนพวกหนึ่งที่มาจากพะม่าเหนือ, สพายสัมภาระเร่ขายไปตามละแวกบ้าน, แต่ที่เข้าใจรวมๆ ว่าคือพะม่าก็มี” (จิตร ภูมิศักดิ์, 2557: 361) แต่ คนกุลากลับขนานนามตนเองว่า “ต่องสู่” Ronald D. Renard ได้ตั้งข้อสังเกต ว่า “ต่องสู่” จัดอยู่กลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงรู้จักกันดีในชื่อ กะเหรี่ยงดำ หรือ ปะโอ (Renard, 2003:8) [ เอกสารอ้างอิง "ประวัติศาสตร์กุลา" ]

paothai kula 08

ชาวกุลา คงจะเดินทางเร่ขายสินค้าในภาคอีสานนานแล้ว จนมีชื่อเรียก ทุ่งกุลาร้องไห้ (ซึ่งเป็นทุ่งที่กว้างใหญ่ มีพื้นที่ติดต่อจังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดมหาสารคาม จังหวัดร้อยเอ็ด และจังหวัดสุรินทร์) การเร่ขายสินค้าของชาวกุลาหรือต้องสู้นี้ จะเดินทางเป็นกองพ่อค้าวัวต่างจำนวนมาก บางคณะอาจจะมีถึง 100 คน

หลักฐานเอกสารที่บันทึกเรื่องราวของชาวกุลานี้ พบเก่าที่สุดในปี พ.ศ. 2381 (รัชกาลที่ 3) ข้อความบันทึกของราชการที่กักตัวพวกกุลา หรือต้องสู้ที่เดินทางค้าขายในภาคเหนือ เช่น เชียงใหม่ ตาก สวรรคโลก และกำแพงเพชร ส่วนภาคอีสานนั้น ปรากฏเอกสารเก่าที่สุดในสมัยรัชกาลที่ 4 ที่บันทึกเรื่องราวของชาวกุลาในภาคอีสาน นั่นคือบันทึกเรื่องราวขัดแย้งระหว่างต้องสู้ กับเจ้าเมืองร้อยเอ็ด สุวรรณภูมิและขอนแก่น กรณีโคประมาณ 600 ตัวที่ต้องสู้ซื้อในเมืองเหล่านี้

paothai kula 09

บันทึกมีว่า ต้องสู้ได้ซื้อโคในร้อยเอ็ด 66 ตัว ในสุวรรณภูมิ 178 ตัว และในขอนแก่น 333 ตัว แล้วเจ้าเมืองเหล่านี้ก็ยึดโคทั้งหมดไว้ พระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบรมราชโองการให้เจ้าเมืองเหล่านี้ ชดใช้ราคาโคแก่ชาวต้องสู้ ซึ่งขณะนั้นรออยู่ที่กรุงเทพฯ โดยให้ขายโคคืนแก่เจ้าของเดิม หรือขายให้ใครก็ได้เพื่อนำเงินมาชดใช้ให้ต้องสู้ แต่เจ้าเมืองเหล่านี้ก็ดำเนินการช้ามาก ทางกรุงเทพฯ จึงต้องจ่ายเงินค่าโคให้ต้องสู้ไปก่อน 2,763.5 บาท แล้วสั่งให้เจ้าเมืองใช้เงินคืนให้ทางกรุงเทพฯ โดยไม่ชักช้า

เจ้าหน้าที่กรุงเทพฯ เองก็สงสัยอยู่ว่า พม่า-อังกฤษ (ขณะนั้นพม่าตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษแล้ว) มีความในใจอะไรซ่อนอยู่เบื้องหลังการค้าของต้องสู้ และสั่งให้เจ้าเมืองในภาคอีสานมิให้ขายโคกระบือแก่ชาวต่างชาติ

paothai kula 12

ชาวกุลา ที่ตลาดเมืองโคราช ปี 2449 ภาพจาก Facebook @Wisuwat Buroot

เหตุการณ์ในภาคเหนือและภาคอีสานครั้งนั้น ก่อให้เกิดความยุ่งยากเกี่ยวกับการค้าในระยะแรกๆ มาก โดยเฉพาะเกี่ยวกับสัตว์พาหนะได้ถดถอยลง จนกระทั่งถูกเจ้าหน้าที่ทางไทยห้ามค้าในที่สุด ส่วนพวกต้องสู้ที่เป็นพ่อค้าเร่ในภาคเหนือ บางทีก็ถูกเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นจับพลอยฟ้าพลอยฝนไปด้วย เหตุการณ์ในร้อยเอ็ด สุวรรณภูมิ และขอนแก่น เกิดขึ้นก่อนที่ สนธิสัญญาบาวริง ซึ่งได้รับการให้สัตยาบันในวันที่ 5 เมษายนพ.ศ. 2399 จะมีผลบังคับใช้

ข้อแรกของสนธิสัญญานี้บังคับว่า "ต้องรับประกันว่า บุคคลในบังคับอังกฤษที่เดินทางมาประเทศสยาม จะต้องได้รับความคุ้มครอง และได้รับความช่วยเหลืออย่างเต็มที่จากรัฐบาลสยาม ในการอยู่อาศัยอย่างปลอดภัย และอำนวยความสะดวกทางการค้าอย่างดี

และผลประโยชน์ของบุคคลในบังคับอังกฤษทุกคน จะต้องได้รับการคุ้มครองจากกฎระเบียบของกงสุลอังกฤษในกรุงเทพฯ ตลอดทั้งการพิพากษาคดีความ คนในบังคับอังกฤษมีสิทธิเดินทางได้ทั่วไป ภายใต้การคุ้มครองของหนังสือเดินทางของอังกฤษ และตราประทับร่วมของเจ้าหน้าที่ไทยที่กำหนดชื่อไว้โดยเฉพาะ"

ข้อตกลงในสัญญาเหล่านี้ รวมทั้งภาคผนวก ซึ่งลงลายมือในเดือนพฤษภาคม 2399 เป็นพื้นฐานในการกำหนดกฎเกณฑ์การค้าของกุลาหรือต้องสู้ ซึ่งส่วนใหญ่จะมาจากเมืองมะละแหม่ง และเป็นคนในบังคับอังกฤษ

หลังจากสนธิสัญญาฉบับนี้ กิจการค้าของกุลาหรือต้องสู้ได้เพิ่มขึ้นอย่างมากมาย เนื่องจากท่าทีที่เจ้าหน้าที่สยาม อำนวยความสะดวกแก่ชาวต่างด้าวจากพม่าในบังคับอังกฤษดีมาก

ในเวลาต่อมา เอกสารทางราชการไทยจำนวนมากที่ประกาศไปยังเจ้าเมือง หัวเมืองต่างๆ เกี่ยวกับแผนการเดินทางตามปรารถนาของบุคคลในบังคับอังกฤษ ตามรายงานของกงสุลอังกฤษในสยาม

สถานที่ซึ่งกุลาหรือต้องสู้มีแผนการเดินทางเพื่อการค้าโดยทั่วไป คือ หัวเมืองในลาวฝ่ายเหนือ (มณฑลลาวพวน หรืออุดร) หรือ นครราชสีมา ตาก เชียงใหม่ แพร่ ลำปาง ลำพูน น่าน ซึ่งเดินทางไปบ่อย และบริเวณที่ไม่บ่อยนัก คือ นครสวรรค์ สวรรคโลก ลพบุรี หล่มสัก เป็นต้น กลุ่มที่เดินทางไปทางนครราชสีมา มักจะเดินทางต่อไปยังมะละแหม่งเป็นจุดหมายปลายทาง โดยเดินทางผ่านหัวเมืองลาวฝ่ายเหนือ

สินค้าที่ต้องสู้ต้องการซื้อโดยทั่วไปที่นครราชสีมา และลาวฝ่ายเหนือ คือ ช้าง งาช้าง เขาสัตว์ ไหม และโคกระบือ พวกเขาสนใจไม้ซุงด้วยเหมือนกัน ซึ่งเป็นผลิตผลในเชียงใหม่ แพร่ ลำปาง ลำพูน และน่าน สินค้าที่นำไปขายเป็นพิเศษก็คือ ปืนและผ้าไหม กุลาหรือต้องสู้ จะเดินทางเป็นหมู่ถึง 48 คน พ่อค้ากุลาหรือต้องสู้เหล่านี้มีปืนและดาบเป็นอาวุธ

ฐบาลไทยจะแนะนำเจ้าเมืองหัวเมืองต่างๆ ให้อำนวยความสะดวก และความปลอดภัยแก่ต้องสู้ในการค้าขาย ส่วนราคานั้นสุดแท้แต่จะตกลงกันเอง เจ้าหน้าที่เป็นเพียงผู้บันทึกรายละเอียดของโคกระบือที่ตกลงซื้อขายกันแล้วเท่านั้น แต่เมื่อการค้าขยายตัวก้าวหน้ามากขึ้น การปฏิบัติก็นับเป็นเรื่องยุ่งยาก ทำให้เกิดปัญหามากจากฝ่ายที่เกี่ยวข้องหลายฝ่าย

--------------------
สรุปจากบทความของจุนโกะ โคอิซูมิ ทำไมกุลาร้องไห้ : รายงานขบวนการค้าของกุลาในอีสาน ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19
โดย บุญจิตต์ ชูทรงเดช เรียบเรียงคัดจาก สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคอีสาน เล่ม 1
มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ (จัดพิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2542)

วันเสาร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2566

“เรามีความรู้สึกว่า อยู่ในผ้าเหลือง มีความสุขที่สุดแล้ว”

เผยแพร่:    ปรับปรุง:    โดย: ทีมข่าวอาชญากรรม


“เรามีความรู้สึกว่า อยู่ในผ้าเหลือง มีความสุขที่สุดแล้ว”

คำพูดนี้ ออกจากปากของพระวิระชัย เมตตาธีโร แห่งวัดพุทธะเมตตาบุญญานุภาพ อ.เถิน จ.ลำปาง

ระหว่างจับไมค์เทศนา ในโครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นล่าสุด ที่มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย

พระวิระชัย เมตตาธีโร ก็คือ พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา อดีตบิ๊กตำรวจ ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง ทั้งในหน้าที่การงานและธุรกิจ อย่างยากจะหาใครเทียบเทียมได้ แต่ก็พลาดหวังตำแหน่งสูงสุดของยุทธจักรสีกากี และมีปัญหาเป็นคดีในช่วงท้ายในชีวิตราชการตำรวจ

พระวิระชัยมีฉายาที่สื่อเรียกขานกัน คือ “ตำรวจหมื่นล้าน” เพราะธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานทางเลือกของท่าน ทำเงินอู้ฟู่มหาศาล
แต่ตอนนี้ ชีวิตในยุทธจักรสีกากี และธุรกิจหมื่นล้าน ได้กลายเป็นอดีตไปหมดแล้ว เพราะท่านหันหน้าเข้าหาวัดอย่างมุ่งมั่นจริงจัง ถึงขนาดประกาศ จะบวชตลอดชีวิต ไม่สึกมาเป็นฆราวาสอีกต่อไป

พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา ผ่านการบวชเรียนซ้ำไปซ้ำมาหลายครั้ง จนล่าสุด ก็เป็นครั้งที่ 15 แล้ว หรือเป็น “ชายสามโบสถ์” คูณห้า กันเลยทีเดียว

คำเทศนาของท่าน ต่อหน้าพระธรรมทูต ได้ตีแผ่ความคิดจิตใจในวันนี้ของอดีต รองผบ.ตร.คนดัง ว่าเขาหันหลังให้กับชีวิตเดิมๆ ของตัวเอง แบบ 180 องศา

มาดูตัวอย่างคำสอนของพระวิระชัย เมตตาธีโร กัน

“ในเรื่องของธุรกิจ เมื่อเราตายไปแล้ว เอาอะไรไปไม่ได้เลย อ้าว แล้วเราเหนื่อยไปทำใหม่ ตอนนี้ก็ทำงานจนเกษียณแล้ว แล้วพอตายเอาอะไรไปไม่ได้เลยหรือ”

“ตอนแรกก็เข้าใจว่าการที่เราสร้างวัดไว้เยอะๆ วัดทรงเมตตาวนาราม ที่สัตหีบ วัดป่าพุทธทรงเมตตา ที่เชียงราย วัดทรงเมตตา ที่สุรินทร์ ก็คิดว่าน่าจะได้ขึ้นสวรรค์ หรือเป็นทาง นำไปสู่นิพพานได้”

“พอมาศึกษาตอนบวชครั้งที่ 15 ก็ได้เห็นว่าสิ่งที่เราทำไป มันแค่การบริจาคทาน ได้แค่ละความโลภ แต่มันไม่สิ้นเหตุแห่งการเกิดได้ การจะสิ้นแห่งการเกิดได้ ต้องเจริญภาวนา”

“หลวงพ่อต้องตื่นแต่ตีสาม สวดมนต์ ปฏิบัติยันถึง 4 ทุ่ม ถึงจะได้จำวัด วันนึงได้นอนประมาณซัก 3-4 ชั่วโมงเอง และในช่วงชั่วโมงนั้น จะมีพักเบรกแค่ 5 นาที และจะมีการกรวดน้ำ อุทิศส่วนกุศลทุกชั่วโมง”

“หลวงพ่อมาสอบอารมณ์ วันนึง 4 รอบ จึงเป็นการฝึกปฏิบัติและเรียนที่เข้มมาก”

“ก่อนหน้านี้ ผมบวชมาแล้ว 14 ครั้ง แต่ละครั้ง ก็ไปปฏิบัติกับครูอาจารย์ที่เป็นนักปฏิบัติชั้นนำของประเทศทั้งนั้นเลย แต่การปฏิบัติครั้งก่อนๆ นั้น มันมาติดขัดตรงที่เกิดความง่วง และแก้ไม่ได้ นอกจากนั้น ยังนั่งแล้วมึนหัว บ่าสองข้างปวดมาก ใต้สะบักปวดเหมือนใครเอาหอกมาแทง ก็ไม่รู้ว่าเป็นอะไร”

“มาเจอหลวงพ่อกิตติเชษฐ์ ท่านสอน ทำให้เรามีจิตรวมและตั้งมั่น ทำให้เราได้สติ ระหว่างนั้น หลวงพ่อก็จะถามว่า อยากกลับไปเป็นนักธุรกิจไหม ความรู้สึก เราไม่อยากไปเป็น ถามว่าอยากรวยไหม เราก็บอก ไม่อยากรวย ท่านก็ถามว่า อยากไปนิพพานไหม อยาก ถามว่าอยากสึกไหม ไม่อยากสึก”

“เรามีความรู้สึกว่าอยู่ในผ้าเหลือง มีความสุขแล้ว สุขกว่าอยู่ทางโลกเยอะเลย เพิ่งมาค้นพบอย่างถ่องแท้ว่า การบวชเป็นพระ และปฏิบัติธรรมตามแนวสติปัฏฐาน 4 เป็นช่วงชีวิตที่มีความสุขที่สุด ไม่ต้องดิ้นรนไปอยู่ในทางโลก”

“ยิ่งปฏิบัติทุกวัน ยิ่งสั่งสมอริยทรัพย์ ทุกวัน ทุกวัน ทุกวัน การทำบุญด้วยทรัพย์สินเงินทองมากเพียงใดก็ตาม ก็ยังไม่ได้อานิสงส์ มากเท่ากับการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ที่จะทำให้เราพ้นทุกข์ได้”

“เมื่อผมพบอย่างนี้ ผมจึงคิดไม่สึก ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา”

เรื่องราวคดีทางโลก ที่พระวิระชัยฟ้องคู่กรณี มีอยู่หลายคดียังคาราคาซังในชั้นศาล สิ่งนี้จะเป็นปัญหาในการพ้นทุกข์ท่านหรือไม่ หรือว่าพระวิระชัยอโหสิกรรมด้วยการถอนฟ้องให้ทุกคดีไปหมดแล้ว?




พลิกประวัติศาสตร์ฟิสิกส์! นักวิทยาศาสตร์เดนมาร์กโชว์เหนือ "สยบแสง" ให้ช้าเท่าจักรยาน ก่อนสั่งหยุดนิ่งสนิทสำเร็จ

พลิกประวัติศาสตร์ฟิสิกส์! นักวิทยาศาสตร์เดนมาร์กโชว์เหนือ "สยบแสง" ให้ช้าเท่าจักรยาน ก่อนสั่งหยุดนิ่งสนิทสำเร็จ เคมบริ...