#หมอลำ มาจากคำว่า "หมอ" หมายถึง #ผู้มีความชำนาญ และ "ลำ" หมายถึง การบรรยายเรื่องราวต่างๆ ด้วยทำนองไพเราะ หมอลำ จึงหมายถึง ผู้ที่มีความชำนาญในการบรรยายเรื่องราวต่างๆ ด้วยทำนองขับร้อง เป็นเพลงโดยมีการสอดเสียงแคนเข้าไป เพื่อเพิ่มความสนใจของผู้ฟัง เวลาลำก็จะมีคนเป่าแคนคลอเสียงไปด้วย และต้องสร้างเวทีสำหรับลำ ในขั้นแรกนั้นคงจะเป็นลักษณะ "หมอลำพื้น" คือ เล่าเรื่องตามพงศาวดาร ประวัติศาสตร์ นิยายปรัมปรา คือ เล่าเรื่องพื้นเพบ้านของตน หมอลำจะนำผ้าขาวม้าพาดเฉียงไหล่แล้วสมมตินามตามท้องเรื่อง ต่อมาจึงมีการพัฒนาจากการลำผู้เดียว เป็นสองคน สามคน และหลายคนตามจำนวนตัวละครในนิทาน จนเป็นที่นิยมกลายเป็นเพชรน้ำเอกของภาคอีสาน โอกาสที่จะมีการแสดงหมอลำ คือ งานทำบุญให้ทาน งานรื่นเริงในหมู่บ้าน และงานฉลองช่วงออกพรรษา
ลำโบราณ ลำพื้น
ลำโบราณ เป็นการเล่านิทานของผู้เฒ่าผู้แก่ให้ลูกหลานฟัง ไม่มีท่าทาง และดนตรี ประกอบ
#หมอลำพื้น เป็นหมอลำที่เก่าแก่ ไม่มีใครสามารถบอกได้ว่า หมอลำพื้นนี้เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อใด แต่บางคนบอกว่า หมอลำพื้นเกิดมีในภาคอีสานตั้งแต่สมัยคนอีสานแรกรับเอาพุทธศาสนาเข้ามา ดังนั้นเรื่องทั้งหมดที่หมอลำนำมาใช้ลำจะเป็นเรื่องชาดกต่างๆ
#ลำพื้น บางทีเรียกว่า “ลำเรื่อง” คำว่า “พื้น” หรือ “เรื่อง” มีหมายความว่าเป็น “นิทาน” หรือ “เรื่องราว” ดังนั้น ลำพื้น จึงมีความหมายว่า การบอกเรื่องราว หรือการเล่าเรื่องนิทานนั่นเอง
ในสมัยก่อนลำพื้นหรือลำโบราณนี้เป็นที่นิยมมาก ทุกๆ หมู่บ้านมักจะว่าจ้างหมอลำพื้นมาลำในงานเทศกาลต่างๆ หมอลำพื้นจะใส่เสื้อและกางเกงขายาวสีขาว และลำเรื่องชาดก เวทีลำจะใช้บนพื้นดินปูด้วยสาดหวาย หรือทำเป็นเวทียกพื้นขึ้นเล็กๆ ซึ่งล้อมรอบด้วยผู้ฟัง จะลำตั้งแต่เวลาสองทุ่มไปจนถึงหกโมงเช้า (สว่างคาตากันเลยทีเดียว)
#ลำคู่หรือลำกลอน
กลอน หมายถึง บทร้อยกรองต่างๆ เช่น โคลง ร่าย หรือกาพย์กลอน “หมอลำกลอน” ตามรูปศัพท์แล้ว หมายถึง หมอลำที่ลำโดยใช้บทกลอน ซึ่งความจริงแล้วหมอลำประเภทใดๆ ก็ล้วนแต่ใช้กาพย์กลอนเป็นบทลำทั้งสิ้น ที่ได้ชื่อว่า “หมอลำกลอน” นั้นก็เพื่อที่จะแยกให้เห็นข้อแตกต่างจาก “หมอลำพื้น” ซึ่งปรากฏว่ามีหมอลำ 2 ชนิดนี้ในขณะเดียวกัน หมอลำกลอนเป็นที่รู้จักแพร่หลายในขณะที่หมอลำพื้นได้ค่อยๆ สูญหายไป
#หมอลำพื้น กับ หมอลำกลอน ต่างกันตรงที่ หมอลำพื้นเป็นการลำเดี่ยวและลำเป็นนิทาน ส่วนลำกลอนเป็นการลำสองคน ลักษณะโต้ตอบกันอาจจะเป็นได้ว่าการลำกลอนได้พัฒนามาสองทางคือจากลำ “โจทย์แก้” ซึ่งเป็นการลำแบบตอบคำถาม ชายถามหญิงตอบ หรือหญิงถามชายตอบ อย่างที่สองคือ “ลำเกี้ยว” ซึ่งเป็นการลำในทำนองการเกี้ยวพาราสีระหว่าง หญิง-ชาย
#ลำโจทย์แก้ มีต้นตอมาจากจังหวัดขอนแก่น และจังหวัดใกล้เคียง เช่น ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ และมหาสารคาม ที่มาของลำโจทย์แก้ คือการ “เทศน์โจทย์” ซึ่งเป็นการเทศนาระหว่างพระสงฆ์สองรูป หรือหลายๆ รูป เนื้อความของการเทศน์จะเกี่ยวกับเรื่องราวในพุทธศาสนาและธรรมจริยา ในตอนแรกๆ นั้น ลำโจทย์แก้ได้ลอกเลียนแบบมาจากเทศน์โจทย์โดยตรง ข้อแตกต่างนั้นเป็นเพียงแต่ว่าลำโจทย์แก้กระทำโดยฆราวาสสองคน และเป็นการลำในขณะที่เทศน์โจทย์เป็นการพูด
ในระยะเริ่มแรกของการลำกลอน การลำระหว่างหมอลำผู้ชายสองคน จะลำเกี่ยวกับหลักธรรมทางพุทธศาสนาเป็นที่นิยมมากอยู่ระยะหนึ่ง และหลังจากการลำระหว่างผู้ชายสองคนได้หมดความนิยมลงไป ก็เกิดมีการลำระหว่างชาย-หญิงขึ้น ในขณะเดียวกันกับที่หมอลำโจทย์แก้ กำลังเป็นที่นิยม หมอลำกลอนจะต้องเอาใจใส่ฝึกซ้อม และท่องจำเนื้อหา ความรู้ต่างๆ เพื่อโต้ตอบคำถามของหมอลำฝ่ายตรงข้าม หากว่าฝ่ายใดไม่สามารถเอาโต้ตอบคำถามได้ ก็อาจจะถึงต้องลงจากเวที และจะต้องเป็นที่อับอายขายหน้าอย่างยิ่ง
เมื่อผู้หญิงมีบทบาทสำคัญในการลำกลอนขึ้นแล้ว การลำเกี่ยวกับเพลงรักต่างๆ ก็ขยายเพิ่มขึ้นทุกๆ วัน และก็เป็นคำเรียกร้องจากผู้ฟังด้วย เพราะผู้ฟังต้องการฟังเพลงรักที่สนุกสนานมากกว่าความรู้ทางวิชาการ ดังนั้นทุกวันนี้การลำกลอนจึงคงมีแต่การลำในลักษณะการลำเกี้ยวเท่านั้น
ในช่วงเวลาที่โจทย์แก้ กำลังเป็นที่นิยม ก็มีการลำที่เป็นลักษณะเดียวกันเกิดขึ้น นั่นคือ “ลำชิงชู้” ซึ่งเป็นการลำเพื่อที่จะช่วงชิงหญิงสาว “ชิงชู้” หมายความว่า การชิงชัยเพื่อให้ได้มาซึ่งชาย หรือหญิง หรือคู่รักของตัว
#ลำชิงชู้ ประกอบด้วยชายสอง หญิงหนึ่ง ผู้ชายสองคนจะต้องแสดงให้เห็นถึงความเก่ง ความหล่อเหลา ความร่ำรวย เพื่อที่ฝ่ายหญิงจะตัดสินในเลือกไว้เพื่อเป็นคนรัก การลำที่รู้จักกันระหว่างชายสามหญิงหนึ่งเรียกว่า “ลำสามเกลอ” หรือ “ลำสามสิงห์ชิงนาง” “สามเกลอ” หมายความถึงเพื่อนสนิทสามคน “สามสิงห์” หมายถึง ราชสีห์สามตัว “ชิง” หมายถึง “การต่อสู้แย่งชิง” “นาง” หมายถึง “ผู้หญิง” ดังนั้น ลำสามเกลอ หรือลำสามสิงห์ชิงนาง จึงหมายความถึง การลำของผู้ชายสามคนกับผู้หญิงหนึ่งคน ผู้ชายคนหนึ่งเป็นพ่อค้า คนหนึ่งเป็นชาวนา และอีกคนเป็นข้าราชการ
จุดใหญ่ใจความของการประกวดประชันกันระหว่างสามชาย คือ การลำเพื่อที่จะเอาชนะหัวใจของหญิงสาวให้ได้ ฉะนั้น แต่ละคนจึงต้องแสดงความสามารถ ยกข้อดีต่างๆ ของตัวเองออกมา ให้หญิงสาวใช้เป็นเครื่องประกอบการตัดสินใจ การลำนี้จึงเป็นเรื่อง ชิงรัก หักสวาท ยาดชู้ยาดผัว จึงเรียกว่า ลำชิงชู้
ปกิณกะเรื่องน่ารู้ของ "หมอลำในอดีต"
หมอลำ ในยุคสมัยอดีตนั้นจะมี หมอลำฝ่ายหญิง ฝ่ายชาย และมีหมอแคน เป็นผู้ให้ดนตรีประกอบ ซึ่งอาจจะมีคนเดียวหรือสองคนก็ได้ ถ้าเป็นหมอลำชื่อดังก็มักจะมีหมอแคนประจำตัว พร้อมด้วยแคนที่เลือกมาเป็นพิเศษให้เข้ากับเสียงสูง-ต่ำของหมอลำ (มีคีย์เดียวกัน)
ส่วนสถานที่แสดงจะเป็น เวทีสี่เหลี่ยม กว้างยาวประมาณ 5-6 เมตร ยกพื้นสูง 2-3 เมตร เพื่อให้ผู้ชมมองเห็นรอบด้าน แสงสว่างจะใช้กระบอง หรือขี้ไต้จุดที่เสาของเวที ต่อมาเมื่อถึง ยุคตะเกียงเจ้าพายุ ก็จะแขวนตะเกียงไว้กลางเวที ส่วนเครื่องเสียงในยุคแรกๆ นั้นไม่มี การลำจึงไม่มีเครื่องเสียง ไม่มีไมโครโฟน ใช้ร้องปากเปล่า ผู้ลำจึงต้องมีพลังเสียงที่ดี ก้องกังวาน
การลำจะเริ่มลำกันตั้งแต่หนึ่งทุ่ม หรือสองทุ่ม ตอนหัวคํ่าก็จะเป็นการลำแนะนำตัว และถามตอบกันระหว่างหมอลำหญิง-ชาย ต่อจากนั้นก็จะเป็นการทดสอบภูมิรู้โต้ตอบกันว่า ใครจะมีปฏิภาณไหวพริบเหนือกว่ากัน บางคู่ฝีปากจัดจ้านก็จะโต้กันมันดุเดือด จนทำให้ผู้ฟังลุ้นจนเครียด พอดึกๆ หน่อยก็จะผ่อนคลายด้วยการลำเต้ยกลอนรักสนุกๆ สลับกับการลำยาว ลำล่อง ที่มีทำนองช้าๆ โหยหวน
ผู้ฟังบางคนก็กลัวว่า ฟังลำเหงาๆ ช้าๆ จะพาลให้ง่วงเหงาหาวนอน ก็จะมี “นักสอย” มาคั่นระหว่างการลำ “การสอย” คือการร้องแทรกเป็นประโยคสั้นๆ ขณะที่หมอลำกำลังลำอยู่ การสอยนี้มีนัยยะว่า ต้องการกระตุ้นผู้ฟังลำที่กำลังเคลิบเคลิ้มไปกับทำนองลำที่เศร้าๆ ให้ตื่นตาหายง่วง คำสอย จึงมักเป็นเรื่องราวที่สนุก ตลก ขำขัน บางคนเป็นนักสอยเจ้าสำนวน อาจทำใหผู้ฟังลำถึงกับหัวเราะ คนแก่นํ้าหมากกระจายเลยทีเดียว ส่วนมากก็จะเป็นเรื่องสองแง่สองง่าม หรือออกจะหยาบก็มี เช่นคำที่ว่า “สอย สอย เฒ่าสิตายบายของเมีย ว่าแมนแผนที่ ตรงนี้อ่าวไทย…นี่กะว่าสอย สอยแล้วสอยอีก” หรือคำสอยรุ่นใหม่ขึ้นมาหน่อยหนึ่งเช่น “สอยสอย สาวซํ่าน้อย บ่ฮู้จัก ศรคีรี บาดไปถืกเขาบาย…? พอทีนะคุณ…” หมอสอยที่โด่งดังก็อาจจะมีค่าตัว ถูกว่าจ้างไปร่วมงานอยู่บ่อยๆ เป็นอาชีพได้
พอเลยเที่ยงคืนไป หมอลำได้พักดื่มนํ้าดื่มท่าเล็กน้อย ก็จะเริ่มลำโต้ตอบกันต่อ อาจจะรุนแรงขึ้นถึงขั้นเล่นของสงวนกันเลย ออกสองแง่สองง่าม บางครั้งก็แง่เดียวตรงๆ เลย ไม่แพ้ลำตัดของทางภาคกลาง ลำแบบนี้คนอีสานเรียกว่า “กลอนเพอะ" หรือ "ลำเพอะ” ออกจะใกล้เคียงหยาบคาย หมอลำฝ่ายหญิงระดับมืออาชีพก็ไม่ยอมให้ละลาบละล้วงฝ่ายเดียว โต้ตอบคำแรงๆ จนเล่นเอาฝ่ายหมอลำชาย “หงายเงิบ” ไปก็มี เล่นเอาผู้ฟังรุ่นใหญ่ปรบมือเชียร์กันสนุกสนาน หายง่วง ลำโต้กันไปจนรุ่งสาง
ข้อมูล : ประตูสู่อีสาน
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น