พอจะทราบไหมครับว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในภาพปกของโพสต์นี้คือเหตุการณ์อะไร?
.
มันคือจุดกำเนิดของนวัตกรรมเปลี่ยนโลกที่พลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์การเดินทางของมนุษย์ไปตลอดกาล
.
วันที่ 17 ธันวาคม 1903 ที่ ออวิลล์ ไรต์ (Orville Wright) และ วิลเบอร์ ไรต์ (Wilbur Wright) หรือที่เรารู้จักกันว่า ‘สองพี่น้องตระกูลไรต์’ ประสบความสำเร็จในการนำเครื่องบินขึ้นบินเป็นครั้งแรก
.
มีสิ่งประดิษฐ์เพียงไม่กี่อย่างเท่านั้นที่สร้างความเปลี่ยนแปลงได้มากขนาดนี้ในศตวรรษต่อมา
.
ในปี 1900 การเดินทางระหว่างนิวยอร์กไปลอสแอเจลิสใช้เวลา 4 วันด้วยรถไฟ ภายในปีช่วงปี 1930’s ใช้เวลา 17 ชั่วโมง และภายในปี 1950’s ใช้เวลาเพียง 6 ชั่วโมง
.
นวัตกรรมอย่างเครื่องบินเป็นสิ่งที่เข้าใจง่าย (ต่างจากความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์อย่างพวกจีโนม เซลล์ หรือการแพทย์ ฯลฯ) เอาคนไปนั่งในกล่องแล้วติดปีกเปลี่ยนเป็นนกบินไปบนท้องฟ้า ไม่จำเป็นต้องมีคำอธิบายมากมาย
.
แต่สิ่งที่น่าสนใจคือไม่มีใครพูดถึงนวัตกรรมของทั้งสองพี่น้องเลย
.
ผ่านไปหลายวัน หลายเดือน เป็นปีๆ จากวันแรกที่เครื่องบินขึ้นบนบนท้องฟ้า กลับไม่มีใครสนใจเลย หน้าข่าวหนังสือพิมพ์ไม่มีการพูดถึงความก้าวหน้าที่เปลี่ยนแปลงหน้าประวัติศาสตร์การเดินทางของมนุษย์แม้แต่น้อย
.
จนกระทั่ง 3 ปีต่อมาถึงจะมีข่าวสั้นๆ เกี่ยวกับสองพี่น้องตระกูลไรต์ในหนังสือพิมพ์ The New York Times
.
แม้แต่ในปี 1905 ที่ทั้งสองคนเอาเครื่องบินไปบินโชว์ คนก็ยังไม่เชื่อว่าสิ่งที่เห็นเป็นเรื่องจริง หลายคนกลับบอกว่ามันเป็นการเล่นกลหลอกตาอะไรสักอย่าง ไม่คิดว่าคนจะบินได้จริงๆ หรอก
.
โลกมารู้เกี่ยวกับเครื่องบินจริงๆ ก็ช่วงปี 1908 (ประมาณ 4 ปีครึ่งหลังจากการขึ้นบินครั้งแรกของเครื่องบิน) ที่นักข่าวเข้ามาสอบถามและทำข่าวอย่างจริงๆจังๆ จนกลายเป็นกระแสไปทั่วโลกว่าตอนนี้มนุษย์สามารถบินได้เหมือนกับนกบนท้องฟ้าแล้ว
.
นวัตกรรมเปลี่ยนโลกเกิดขึ้น แต่บางทีการบอกให้โลกรู้ว่ามันเกิดขึ้นจริงๆ กลับต้องใช้เวลาและพลังงานในการโน้มน้าวคนอื่นไม่น้อยไปกว่ากันเลย
.
เจฟฟ์ เบโซส (Jeff Bezos) ผู้ก่อตั้ง Amazon เว็บไซต์ e-Commerce ขนาดยักษ์บอกว่า
.
“การสร้างนวัตกรรมต้องพร้อมที่จะถูกเข้าใจผิดอย่างยาวนาน คุณทำบางอย่างที่คุณเชื่อจากใจจริง เชื่อมั่นมากๆ แต่คนที่หวังดีอาจวิพากษ์วิจารณ์ความพยายามนั้นเป็นเวลานานเลยทีเดียว หากคุณเชื่อมั่นจริงๆ ว่าพวกเขาไม่ถูก คุณต้องเต็มใจที่จะถูกเข้าใจผิดเป็นเวลานานเลย มันเป็นส่วนสำคัญของการสร้างนวัตกรรม”
.
ผลิตภัณฑ์อะไรก็ตามที่ออกมาแล้วขายดี มีลูกค้าซื้อ เหตุผลหลักๆ ก็เพราะเราคุ้นเคยกับมันอยู่แล้ว อาจมีพัฒนาตรงนั้นตรงนี้นิดหน่อยแล้วก็วางขาย แต่ถ้าเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นสินค้าใหม่ เป็นนวัตกรรมจริงๆ บางอย่างที่เปลี่ยนโลก มันต้องใช้เวลาสักพักกว่าคนจะเริ่มเข้าใจ แม้แต่คนที่ฉลาดมากๆก็ตาม
.
ลองคิดถึงอย่าง iPhone ก็ได้ ตอนเปิดตัวแรกๆ คนยังคุ้นชินกับสมาร์ตโฟนที่มีปุ่มกดอย่าง Blackberry คนที่เป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยีหลายต่อหลายคนก็บอกว่า iPhone ไม่มีทางขายได้ ราคาแพง และคนอยากได้คีย์บอร์ดมากกว่า แน่นอนคนเหล่านั้นคิดผิด
.
แม้แต่โทรศัพท์เครื่องแรก อเล็กซานเดอร์ เกรแฮม เบลล์ (Alexander Graham Bell) พยายามจะขายสิ่งประดิษฐ์ของเขาให้กับ Western Union แต่ถูกปฏิเสธกลับมาบอกว่ามันไม่เหมาะจะเป็นเครื่องมือสื่อสาร พวกเขาเป็นบริษัทใหญ่จะซื้อของเล่นอิเล็กทรอนิกส์แบบนี้ไปทำไม
.
รถยนต์ก็เช่นเดียวกัน ประมาณ 20 ปีก่อนที่ เฮนรี ฟอร์ด (Henry Ford) จะทำให้ทั้งโลกเห็นความสำคัญของการโดยสารด้วยรถยนต์ สภาคองเกรสเขียนเตือนว่า ‘รถลากที่ไม่ได้ใช้ม้า’ ขับเคลื่อนด้วยน้ำมันนั้นสามารถเดินทางด้วยความเร็วมากกว่า 14-20 ไมล์/ชั่วโมง การมียานพาหนะที่ขับเคลื่อนด้วยความเร็วขนาดนี้ต้องมีการสร้างกฎหมายออกมาควบคุมโดยด่วน ค่าใช้จ่ายในการสร้างนั้นแพงมากๆ แถมไม่พอมันจะลดความต้องการการใช้ม้าและส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการเกษตรอย่างแน่นอน
.
แม้แต่เครื่องมือการลงทุนอย่างกองทุนดัชนี (Index Fund) ตอนที่เริ่มต้นในปี 1975 ไม่มีใครสนใจเลย ใช้เวลากว่า 2 ทศวรรษที่คนจะเริ่มเห็นความสำคัญและในช่วงปี 90’s ก็เริ่มได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม
.
แม้แต่ พลังงานแสงอาทิตย์ รถยนต์ไฟฟ้า AI หรือ 3D-Printing นวัตกรรมเปลี่ยนโลกเหล่านี้ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ มันถูกคิดค้นมาแล้วหลายปี เพียงแต่การยอมรับและใช้งานจริงๆ นั้นมักเกิดขึ้นหลังจากการคิดค้นหลายปี (หรือบางทีหลายทศวรรษเลยทีเดียว)
.
เรื่องนี้แสดงให้เห็นอย่างหนึ่งที่น่าสนใจ เวลาเราเห็นสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ออกสู่ตลาด เราคาดหวังว่าบริษัทที่คิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกมานั้นจะเปลี่ยนโลกในชั่วข้ามคืน งบการเงินจะต้องสวยงามในไตรมาสต่อไปหรืออย่างช้าก็ปีต่อไป แต่บางทีมันไม่ได้เป็นแบบนั้น
.
อุตสาหกรรมหมื่นล้านแสนล้านอะไรก็ตามใช้เวลาในการเติบโตและเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตลูกค้า เทคโนโลยีหรือนวัตกรรมเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยม เพียงแต่ว่าสิ่งที่เปลี่ยนโลกจริงๆ ไม่ใช่ตัวเทคโนโลยี แต่เป็นการตอบสนองโดยรวมของลูกค้าต่อทางเลือกและโอกาสที่เกิดขึ้นจากเทคโนโลยีเหล่านั้นมากกว่าที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง
.
- โสภณ ศุภมั่งมี / Sopon Supamangmee
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น