ในช่วงเวลาดังกล่าว นักวิทยาศาสตร์ได้พบกับรอยดำ ๆ บนผนังของเครื่องปฏิกรณ์หมายเลข 4 ซึ่งเป็นจุดเกิดเหตุ ก่อนที่จะพบว่ามันคือเชื้อราสีดำที่ชื่อว่า Cladosporium sphaerospermum ที่ไม่ใช่แค่ทนทานต่อปริมาณรังสีที่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่ แต่มันยังเติบโตจากการดูดกลืนรังสีมาเป็นแหล่งพลังงานของมันเอง คล้ายกับพืชที่ใช้แสงอาทิตย์สังเคราะห์แสงอีกด้วย
หลังจากนั้น นักวิทยาศาสตร์จึงได้ทำการวิจัยเพิ่มเติมแล้วก็พบเชื้อราสีดำชนิดอื่น เช่น Wangiella dermatitis และ Cryptococcus neoformans เพิ่มอีก ซึ่งเชื้อราทั้ง 3 ชนิด มีเมลานินเช่นเดียวกับในสีผิวมนุษย์
แต่เมลานินของเชื้อราเหล่านี้ทำหน้าที่ต่างออกไป มันใช้เมลานินในการดูดซับรังสีเพื่อนำมาแปลงมาเป็นพลังงานที่ใช้งานได้ จนทำให้พวกมันสามารถเจริญเติบโตในพื้นที่ที่มีการสัมผัสกัมมันตภาพรังสีสูงได้อย่างเหลือเชื่อ
แม้ว่ากระบวนการนี้จะไม่เหมือนกับการสังเคราะห์แสงตรง ๆ แต่ก็มีจุดประสงค์ที่คล้ายคลึงกัน นั่นคือการแปลงพลังงานจากสิ่งแวดล้อมเพื่อการเจริญเติบโต ซึ่งปรากฏการณ์นี้ถูกเรียกว่า การสังเคราะห์รังสี (Radiosynthesis)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น