พระเจ้าอโศกมหาราชครองราชสมบัติในอินเดีย ประมาณพ.ศ.๒๑๘ เดิมทีทรงนับถือศาสนาพราหมณื โดยนิมนต์พรามณ์มาฉันที่พระราชวังหลายพันคนมาอย่างต่อเนื่อง จากนั้นไม่นาน ทรงฟังธรรมจากนิโครธสามเณร พระองค์หันมานับถือพุทธศาสนา แล้วมีพระราชโองการสรา้งสังฆาราม ๘๔,๐๐๐ แห่งทั่วราชอาณาจักร นอกจากสรา้งวัดแล้ว ยังปักเสาหิน และจารึกเรื่องราวพระราชโองการไว้ที่เสาหิน และแผ่นหินทั่วทั้งราชอาณาจักร วันเวลาผ่านไป ๒๐๐๐ ปี อักษรที่พระจารึกไว้ ไม่มีใครอ่านออกเลย เรื่องนี้ก็ไม่แปลก แม้แต่คนไทยก็อ่านจารึกพ่อขุนรามคำแห่งไม่ออก แม่จะผ่านมาเพียง ๗๐๐ ปีเท่านั้น แต่ไม่นานก็มีบุรุษท่านหนึ่งได้เดินทางมาอินเดีย เขาคือ เจมส์ ปรินเซฟ
เจมส์ ปรินเซฟ (James Princep) เกิดวันที่ ๒๐ เดือนสิงหาคม พ.ศ.๒๓๔๒ (ค.ศ.๑๗๙๙) ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ อายุได้ ๑๘ ปีจึงเดินทางมายังอินเดีย ซึ่งเป็นอาณานิคมของอังกฤษในยุคนั้น เขาสนใจการวาดภาพ และการจารึกโบราณ เขาได้ศึกษาภาษาสันสกฤษ/และภาษาอื่นๆของอินเดียจนชำนาญ พ.ศ. ๒๓๔๗(ค.ศ.๑๗๘๔) อังกฤษก่อตั้งสมาคมเอเชีย (The Asiatic Society) โดยเซอร์ วิลเลี่ยน โจนส์ (Sir William Jones) เพื่อรวบรวมจารึกโบราณของอินเดียที่กัลกัตตา
ต่อมามีนักโบราณคดีเช่นนายแม็คเคนซี่/วินเซนต์ สมิธ/อเล็กซานเดอร์ คันนิ่งแฮม ได้นำสำเนาจารึกโบราณมามอบให้ แต่ก็ไม่มีผู้ใดอ่านออก เจมส์ก็ต้องพยายามหาจารึกโบราณมาเปรียบเทียบย้อนหลังๆเรื่อยๆ ความเพียรพยายามจึงประสบความเสร็จ โดยใช้เวลาถึง ๗ ปี ความลับที่พระเจ้าอโศกจารึกไว้จึงได้เปิดเผยขึ้นมา เขาเสียชีวิตวันที่ ๒๒ เมษายน พ.ศ.๒๓๘๓ (ค.ศ.๑๘๔๐) รวมอายุ ๔๑ ปี ผลพวงของผลงานการแปลจารึกของพระเจ้าอโศกของเจมส์มี ๒ ประการคือ ๑.ทำให้คนอินเดียทราบความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าอโศกมหาราช ๒.ทำให้ทราบความยิ่งใหญ่ของพุทธศาสนาในอินเดีย
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น