วันอังคารที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569

กฎของเมอร์ฟี (Murphy's Law)

หลายคนน่าจะคุ้นเคยกับ กฎของเมอร์ฟี (Murphy's Law) จากภาพยนตร์ไซไฟเรื่อง Interstellar ที่ตัวละครเอกตั้งชื่อลูกสาวตามกฎนี้พร้อมให้ความหมายในเชิงบวกว่า "สิ่งใดที่เกิดขึ้นได้ สิ่งนั้นก็จะเกิดขึ้น" ทว่าในโลกความเป็นจริง กฎนี้ถือกำเนิดขึ้นจากวงการวิศวกรรมการบินและอวกาศในปี ค.ศ. 1949 ณ ฐานทัพอากาศเอ็ดเวิร์ดส์ (Edwards Air Force Base) ผ่านการทดลองที่ชื่อว่า โครงการ เอ็มเอ็กซ์-981 (Project MX-981) ซึ่งนำทีมโดย พันตรี จอห์น พอล สแตปป์ (John Paul Stapp) แพทย์ทหารที่ต้องการศึกษาว่าร่างกายมนุษย์จะสามารถทนรับขีดจำกัดความทนทานต่อแรงจี (G-force tolerance) ได้มากแค่ไหนเมื่อต้องถูกเบรกให้หยุดอย่างกะทันหัน โดยใช้พาหนะที่เรียกว่าเลื่อนจรวด (Rocket sled) ซึ่งจถถูกจุดระเบิดให้พุ่งไปตามรางด้วยความเร็วสูงมหาศาลทะลุกำแพงเสียงก่อนจะทำการหยุดรถในเสี้ยววินาที
.
ในการทดลองครั้งนั้น เอ็ดเวิร์ด เอ. เมอร์ฟี จูเนียร์ (Edward A. Murphy Jr.) วิศวกรการบิน ได้นำเซนเซอร์ที่เรียกว่า มาตรวัดความเครียด (Strain gauges) จำนวน 16 ตัว มาติดตั้งเข้ากับชุดสายรัดนิรภัยของสแตปป์เพื่อใช้วัดแรงกระชากที่เกิดขึ้นกับร่างกาย แต่เมื่อการทดลองจบลง ข้อมูลที่เครื่องบันทึกได้กลับกลายเป็นศูนย์ทั้งหมด สาเหตุไม่ได้มาจากระบบที่ซับซ้อนจนเกินไป ทว่าเกิดจากผู้ช่วยของเมอร์ฟีได้ไปต่อสายไฟสลับขั้วผิดหมดทั้งเลย 16 จุด ซึ่งในทางสถิติแล้ว โอกาสที่จะบังเอิญต่อสายไฟผิดพลาดครบทุกเส้นแบบสุ่มนั้นเกิดขึ้นได้ยากมากๆ จากเหตุการณ์นี้เอง เมอร์ฟีจึงได้กล่าวประโยคอันเป็นจุดกำเนิดของกฎนี้ขึ้นมาว่า (จากคำบอกเล่าเพื่อนร่วมงาน จอร์จ นิโคลส์ (George E. Nichols))
"If that guy has any way of making a mistake, he will."
(ถ้าหมอนั่นมีทางที่จะทำผิดพลาดได้ เขาก็จะทำพลาดจนได้)
กล่าวคือหากมีวิธีใดที่จะทำอะไรผิดพลาดได้ ก็จะต้องมีใครสักคนทำมันด้วยวิธีนั้นๆเอง 
.
คำกล่าวนี้ถือกำเนิดขึ้นเพื่อเป็นแนวคิดสำคัญสำหรับนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรในเรื่องของการออกแบบเชิงป้องกัน (Defensive design) โดยจะมาคอยย้ำเตือนสติอยู่เสมอว่าระบบที่มีความซับซ้อนย่อมมีช่องโหว่ให้เกิดความผิดพลาดได้เสมอ แนวคิดนี้มีความสอดคล้องกับ กฎข้อที่สองของอุณหพลศาสตร์ (Second Law of Thermodynamics) ในเรื่องของ เอนโทรปี (Entropy) ซึ่งอธิบายถึงความไร้ระเบียบของระบบที่มีแต่จะเพิ่มสูงขึ้นตามธรรมชาติ เปรียบเทียบง่ายๆ เหมือนกับห้องที่ถูกจัดไว้อย่างดีก็จะค่อยๆ รกขึ้นเองเมื่อเวลาผ่านไปหากเราไม่คอยดูแลรักษา ดังนั้นเมื่อนำ กฎของเมอร์ฟี (Murphy's Law) มาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน สิ่งนี้จะเป็นหลักการทางเหตุผลที่ช่วยประเมินหาจุดอ่อนในสิ่งที่เราทำ กระตุ้นให้เราวิเคราะห์ล่วงหน้าถึงความผิดพลาดทุกรูปแบบที่อาจเกิดขึ้น เตรียมแผนรับมือกับปัจจัยที่อยู่นอกเหนือการควบคุม และวางระบบการทำงานให้รัดกุมที่สุดเพื่ออุดรอยรั่วของความเสี่ยงทั้งหมดตั้งแต่เนิ่นๆ ไม่ใช่นั่งรอให้ความโชคร้ายมาเยือน

[แหล่งอ้างอิง] 
[1] Spark, N. T. (2006). A History of Murphy's Law. Perigee Books. 
[2] Stapp, J. P. (1951). Human Exposures to Linear Deceleration. Part 2. The Forward Facing Position and the Development of a Crash Harness. USAF Technical Report No. 5915. 
[3] Matthews, R. A. J. (1995). The Science of Murphy's Law. Scientific American, 276(4), 88-91.

#กฎของเมอร์ฟี #MurphysLaw #Interstellar #วิทยาศาสตร์ #ฟิสิกส์ #สาระน่ารู้ #วิศวกรรม #ประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

พลิกประวัติศาสตร์ฟิสิกส์! นักวิทยาศาสตร์เดนมาร์กโชว์เหนือ "สยบแสง" ให้ช้าเท่าจักรยาน ก่อนสั่งหยุดนิ่งสนิทสำเร็จ

พลิกประวัติศาสตร์ฟิสิกส์! นักวิทยาศาสตร์เดนมาร์กโชว์เหนือ "สยบแสง" ให้ช้าเท่าจักรยาน ก่อนสั่งหยุดนิ่งสนิทสำเร็จ เคมบริ...