วันพุธที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

Web3 คืออะไร?

Web3 คืออะไร?

Web3 อ้างว่าเป็นวิธีเดียวที่จะช่วยเราให้พ้นจากหน่วยงานทางการค้าที่กำหนดสิ่งที่เราสามารถมองเห็นและสิ่งที่ไม่สามารถมองเห็นได้ กระนั้น มันทำสิ่งนี้อย่างแน่นอน: ส่งผลให้หน่วยงานเชิงพาณิชย์กำหนดสิ่งที่เราสามารถมองเห็นและสิ่งที่ไม่สามารถมองเห็นได้

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบล็อคเชนในบทความที่เรียบง่าย ตลกขบขัน แต่ละเอียดถี่ถ้วน « Hitchhiker's Guide to the Blockchain »

Web3 คืออะไร?

ตามที่ผู้เสนอ Web3 จะ " เพิ่มความปลอดภัยของข้อมูล ความสามารถในการขยายและความเป็นส่วนตัวสำหรับผู้ใช้ และต่อสู้กับอิทธิพลของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ " วิธีนี้ไม่ได้กำหนดไว้อย่างดี ผู้สนับสนุน Cryptocurrency และ blockchain มองเห็นเป้าหมายเหล่านี้เพื่อให้บรรลุเป้าหมายโดยอาศัย Web3 บน cryptocurrencies และ blockchain ในฐานะ Decentralized Autonomous Organisation

ความพยายามของ Moxie Marlinspike ในการสร้างแอปแบบกระจาย Web3 นั้นเป็นเรื่องที่น่ากังวล :

  • มันไม่ได้กระจายอำนาจ คุณต้องผ่านเกตเวย์หนึ่งในไม่กี่แห่งเพื่อทำให้แอปใช้งานได้จริง
  • เกตเวย์เหล่านี้ออกแรงอย่างน้อยก็ควบคุมสิ่งที่คุณทำได้และไม่สามารถทำได้มากกว่าเว็บไซต์โฮสติ้งแบบดั้งเดิม
  • การดำเนินการกับบล็อคเชนจริงนั้นมีราคาแพงมาก
  • ผู้ใช้ส่วนใหญ่ไม่สนใจจริงๆ

ระบบกระจาย

ระหว่างระบบแบบรวมศูนย์ถึงแบบกระจายศูนย์ (หรือแบบกระจาย) มีระบบรวมซึ่งใช้คุณสมบัติของทั้งสองแบบร่วมกัน

ระบบเครือข่าย เช่นเดียวกับอินเทอร์เน็ตและแอปพลิเคชันจำนวนมาก มักมาในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งจากสามรูปแบบ:

  • แอปพลิเคชัน แบบรวมศูนย์ซึ่งเรียกใช้ระบบเดียว (หรืออย่างน้อยก็ปรากฏเป็น) เช่น e-banking ของธนาคารหรือบริการอินเทอร์เน็ตเชิงพาณิชย์ส่วนใหญ่ เช่น Zoom หรือ Slack
  • ระบบรวมศูนย์ ที่ซึ่งผู้คน/องค์กรจำนวนมากใช้ระบบแบบรวมศูนย์จำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ระบบที่รวมศูนย์เหล่านี้สามารถพูดคุยกันได้ ตัวอย่างที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดคืออีเมล: ใครๆ ก็สามารถใช้เซิร์ฟเวอร์อีเมลได้ แต่คุณสามารถส่งอีเมลได้ทั้งในเครื่อง (บนเซิร์ฟเวอร์เดียวกัน) หรือไปยังเซิร์ฟเวอร์อื่น (ระยะไกล) แต่ละเซิร์ฟเวอร์เหล่านี้มีหน้าที่รับผิดชอบ (รายการของ) โดเมน และทุกคนสามารถค้นหาเซิร์ฟเวอร์ที่จะติดต่อสำหรับโดเมนปลายทางหนึ่ง
  • แอปพลิเคชัน แบบกระจายอำนาจหรือแบบกระจายซึ่งความรับผิดชอบนั้นลื่นไหลกว่ามาก เช่น ระบบเพียร์ทูเพียร์ (P2P) รุ่น แรก สำหรับการแชร์ไฟล์โดยที่ผู้เข้าร่วมทั้งหมดเชื่อมต่อถึงกัน ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม การค้นหาไฟล์เฉพาะจะส่งผลให้มีการส่งข้อความค้นหานั้นไปยังระบบจำนวนมาก (หรือทั้งหมด) ใครมีคำตอบก็จะตอบ
  • บล็อกเชนยังเป็นระบบแบบกระจาย ในกรณีนี้ ข้อมูลบล็อคเชนทั้งหมดจะถูกคัดลอก (จำลองแบบ) ระหว่างโหนด กล่าวคือ ทุกคน (ตามแนวคิด) มีสำเนาของข้อมูลทั้งหมด

    แอพกระจาย Web3 กับ P2P

    ในช่วงความมั่งคั่งของระบบ Peer-to-Peer เมื่อประมาณสองทศวรรษที่แล้วผู้คนได้บริจาคทรัพยากรสำรอง ( คอมพิวเตอร์ ที่เก็บข้อมูล แบนด์วิดท์เครือข่าย ) ด้วยความเต็มใจต่อสิ่งที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นสาเหตุอันมีค่า ทุกวันนี้ Watts จำนวนหนึ่งสามารถไปได้ไกลด้วยคอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก มีประสิทธิภาพ และราคาไม่แพง เช่นRaspberry Piทำให้เซิร์ฟเวอร์ส่วนบุคคลมีราคาไม่แพงมาก

    โดยพื้นฐานแล้ว ชุมชน P2P ได้สร้างบางสิ่งเช่นฟองสบู่คอมมิวนิสต์ขนาดเล็กน้ำหนักเบา เพื่อประโยชน์ของทุกคน มันไม่สมบูรณ์แบบ แต่ใช้งานได้ ถ้ามีคนสามารถติดตั้งซอฟต์แวร์และให้มันทำงานต่อไปได้

    ชุมชน Web3 เข้าถึงสิ่งนี้จากฝั่งตรงข้าม: แทนที่จะใช้แนวคิดคอมมิวนิสต์ แบบเบา ๆ พวกเขาเดินตามเส้นทาง เสรีนิยมรุ่นใหญ่: ทุกอย่างควรสร้างรายได้

    สำหรับสิ่งนี้ พวกเขาสร้างการหนุนที่ซับซ้อนและมีราคาแพงและเพิ่มเลเยอร์เพิ่มเติมเข้าไป ซึ่งแต่ละชั้นมีความซับซ้อนมากขึ้น มีแนวโน้มว่าจะล้มเหลว และมีราคาแพง ทุกคนต้องเสียเงินและทรัพยากรอื่นๆ มากขึ้น อย่างไรก็ตาม การดูแลเซิร์ฟเวอร์ในขณะนี้ทำโดยคนที่ได้รับเงินสำหรับสิ่งนี้ แต่ก็ยังขึ้นอยู่กับคุณที่จะใช้งานซอฟต์แวร์ Web3 จริง (และการเขียนสัญญาอัจฉริยะที่ถูกต้องเป็นหนึ่งในโครงการซอฟต์แวร์ที่มีความทะเยอทะยานที่สุด ซับซ้อนและมีแนวโน้มที่จะเกิดข้อผิดพลาด) .

    ไหนดีกว่ากัน?

    P2P ไม่เคยเข้าสู่กระแสหลัก แทน ระบบที่รวมศูนย์ยังคง (หรืออีกครั้ง ยิ่งกว่านั้นอีก) ครอบงำภูมิทัศน์ เพราะมันล้มเหลว เราควรลองใช้ Web3 หรือไม่? ฉันสงสัยว่ามันมีแนวโน้มที่จะล้มเหลวเนื่องจากความซับซ้อนที่สูงขึ้นและการพึ่งพาที่มากขึ้น

    ดังนั้น เว้นแต่ว่าปัญหาในการติดตั้งและการบำรุงรักษาของการตั้งค่าเริ่มต้นจะลดลง (และยังมีความพยายามของชุมชนอยู่) วิธีที่ดีที่สุดคือใช้โมเดลแบบรวมศูนย์: คุณจ่ายเงินให้คนเฉพาะเจาะจงในการดำเนินการนี้ อาจตั้งสมาคมไม่แสวงหากำไรเพื่อจัดหาเงินที่จำเป็น

    ไม่ว่าจะในโลกแบบรวมศูนย์, P2P หรือ Web3 สิ่งต่าง ๆ ไม่สามารถถูกทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการดูแล สิ่งอื่นใดคือภาพลวงตา

วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

“ความลับของจักรวาล ทางแห่งนิพพาน” โดย ดร สม สถจิรา

 


“ความลับของจักรวาล ทางแห่งนิพพาน”


        การเห็นหลอดไฟที่กำลังใกล้เสียติดๆดับๆ ทำให้เรารู้ว่า ความมืดของห้องคือความจริง  ความสว่างคือการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป  แต่ถ้าหลอดไฟสว่างติดต่อกันอย่างยาวนาน เราจะเข้าใจผิดว่า ความสว่างคือความจริง ส่วนความมืดคือปรากฏการณ์ชั่วคราว  เช่นเดียวกับเราคิดว่าความอิ่มคือความจริง  ความหิวคือสิ่งที่เกิดขึ้นชั่วขณะ  แต่ความจริงแล้วตรงกันข้าม ความอิ่มคือสิ่งที่เกิดขึ้นชั่วคราวต่างหาก  


         เมื่อมีกำลังสติที่ไวขึ้นเห็นอนิจจัง ทุกขัง จะมองเห็นและเข้าใจปรากฏการณ์ต่างๆในทางโลกว่า ล้วนแต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นชั่วคราว ไม่มีอยู่จริง (อนัตตา) ทั้งรูปและนาม  เมื่อนั้นจะเข้าสู่นิพพาน


         จิตคนเราก็มีการเกิดดับอยู่ตลอดเวลา ไม่ต่างไปจากหลอดไฟ เพียงแต่จังหวะของการเกิดดับเร็วกว่ามาก ทำให้เราเข้าใจเป็นว่า รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ที่จิตรับอารมณ์คือความจริง  


         เมื่อจิตเกิดความว่าง เปรียบเสมือนหลอดไฟที่ดับไปอย่างถาวร  ขันธ์ห้าคือ รูป สัญญา เวทนา สังขาร วิญญาณ จะหายไปด้วย ทำให้เกิดความสุขที่จริงแท้ สุขแบบที่ไม่ต้องมีสิ่งเร้า สุขจากภายใน  เป็นสุขที่หาใดมาเปรียบไม่ได้


         ถ้าเรามีความสุขอย่างต่อเนื่อง เราจะเข้าใจว่า สุขคือความจริงของชีวิต และทุกข์คือสิ่งที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป  โดยหารู้ไม่ว่า ความสุขที่เกิดขึ้นก็ไม่ต่างไปจากปรากฏการณ์ไฟสว่าง  


         ถ้าเราให้ทุกข์เป็นพื้น เวลาสุขจะเห็นเด่นชัด เหมือนฟ้าแลบในท้องฟ้าดำมืดที่เป็นพื้นหลัง แต่ถ้าเราให้สุขเป็นพื้น เวลาทุกข์ก็จะชัดขึ้นเช่นกัน  คนที่เข้าใจหลักอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา และรู้ว่าทุกข์เป็นพื้นของสรรพสิ่ง ชีวิตจึงมีแต่ความสุข เช่นถ้าวันหนึ่งเกิดผมหงอกขึ้นมา ก็ไม่รู้สึกทุกข์อะไร เพราะรู้ว่าความเสื่อมมันเป็นพื้นฐานของทุกสิ่งอยู่แล้ว ส่วนใหญ่เราเห็นแต่สุขดับ แล้วแสวงหาสุขใหม่มาเรื่อยๆ เพื่อบดบังทุกข์  ทำให้ไม่รู้ว่าทุกข์ก็ดับได้เหมือนกัน  เพียงแต่อย่าไปยึดติดกับสุขนั้น  คนที่รู้ว่าสักวันสุขนั้นต้องดับ จะรู้จักเตรียมตัวเตรียมใจล่วงหน้า ทำให้ไม่ทุกข์เมื่อวันนั้นมาถึง           

   

          มีสมมติฐานหนึ่งทางวิทยาศาสตร์บอกว่า จักรวาลเกิดจากความว่างเปล่า ก่อนเกิดบิ๊กแบงไม่มีอะไรเลย หลังเกิดบิ๊กแบง ทำให้มีมวลสาร ดวงดาว ขึ้นมามากมาย ซึ่งถือว่า เป็นพลังงานเชิงบวก และแน่นอนว่าในจักรวาลเดียวกันนี้ก็มีพลังงานเชิงลบอยู่ด้วย นักวิทยาศาสตร์คาดว่ามันซ่อนตัวอยู่ในสสารมืด  ถ้านำมารวมกัน ก็จะกลายเป็นศูนย์ เปรียบเทียบกับว่า ในตอนแรกเราไม่มีอะไรเลย ไปกู้ธนาคารมาหนึ่งล้านบาท  เงินหนึ่งล้านบาทเรามีจริง เอาไปซื้อสิ่งของเป็นชิ้นเป็นอันได้ ในขณะเดียวกัน ตัวเลขแดงในบัญชีก็มีอยู่จริงเช่นเดียวกัน  จากที่ไม่มีอะไรเลย เราสามารถทำให้เกิดสิ่งมีจริงได้ 2 อย่าง คือมีเงินจริงๆ และมีหนี้จริงๆ  เงินก็คือพลังงานทางบวก หนี้ก็คือพลังงานทางลบ ถ้าสมมติฐานนี้ถูกต้อง ก็สอดคล้องกับคำสอนแห่งเต๋าที่บอกว่า “สรรพสิ่งล้วนเกิดจากความว่างเปล่า”


         เหมือนเราเห็นบริษัทที่มีทรัพย์สินหมื่นล้าน กับมีหนี้หมื่นล้าน  เท่ากับว่าความจริงแล้วบริษัทนั้นไม่มีอะไรเลย เราอาจจะบอกว่าไม่มีได้อย่างไร ตึกที่ทำการออกใหญ่โต  นั่นก็เพราะยอดติดลบ มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น เช่นเดียวกับพลังงานด้านลบ  แม้แต่โฟตอนของแสง ก็ยังแยกออกเป็นอิเล็กตรอน (ประจุลบ) และโพสิตรอน (ประจุบวก) ได้  จากหนึ่งอนุภาคที่ไม่มีมวลกลับกลายเป็นสองอนุภาคที่มีมวล และเมื่ออิเล็กตรอนมารวมกับโพสิตรอน ก็จะกลายเป็นโฟตอนซึ่งไม่มีมวลอีกครั้งหนึ่ง


          ในพระไตรปิฎก พระพุทธองค์ทรงตรัสถึงกาลก่อนกำเนิดจักรวาลไว้ว่า  “ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ  สมัยนั้นจักรวาล มืดมนแลไม่เห็นอะไร ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ก็ยังไม่ปรากฏ   ดวงดาวนักษัตรทั้งหลายก็ยังไม่ปรากฏ กลางวันกลางคืนก็ยังไม่ปรากฏ เดือนหนึ่งและกึ่งเดือนก็ยังไม่ปรากฏ ฤดูและปีก็ยังไม่ปรากฏเพศชายและเพศหญิงก็ยังไม่ปรากฏ”


              ท่านพุทธทาสภิกขุ  ได้เขียนไว้ในหนังสือธรรมสภาว่า  "ธรรมที่ลึกที่สุดก็คือเรื่องสุญญตา นอกนั้นเรื่องตื้น ธรรมที่ลึกจนต้องมีพระตถาคตตรัสรู้ขึ้นมาและสอนนั้นมีแต่สุญญตา เรื่องนอกนั้นเรื่องตื้น ไม่จำเป็นจะต้องมีตถาคตเกิดขึ้นมา"


>>>บทความนี้ เป็นส่วนหนึ่งในหนังสือ  “ความลับของจักรวาล  ทางแห่งนิพพาน”

วันพุธที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

Inspiration By CEO Noppakrit



 การยกมือยอมรับว่าตนได้ทำผิดพลาดไปและขออภัยนั้นเป็นเครื่องหมายแสดงว่า คนผู้นั้นเป็นคนมีวุฒิภาวะและมีปัญญา มีคนจำนวนมากที่ไม่ยอมรับว่าตัวเองทำผิด เลือกที่จะโทษคนอื่นและหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ

.

การใช้ชีวิตโดยไม่คิดขอโทษใครสำหรับความผิดที่ตัวเองทำนั้น ย่อมทำให้ผู้อื่นเกิดความเจ็บช้ำน้ำใจ แสดงให้เห็นถึงการเป็นคนขาดความเมตตา ดื้อรั้น 

.

คำขอโทษและการขอให้ยกโทษให้นั้นมันเหมือนการปลดเปลื้องให้เราหลุดพ้นจากความรู้สึกผิด และลบล้างความเจ็บปวดออกไปจากความสัมพันธ์

.

สัญลักษณ์ที่แสดงถึงการมีปัญญา มีความน่าเชื่อถือ และมีคุณธรรม ในการขอโทษนั้น ต้องขอโทษผู้อื่นเสมอเมื่อทำความผิด เปิดใจยอมรับผิด และถ้าจำเป็นก็ควรแสดงการขอโทษต่อหน้าหรือพื้นที่สาธารณะด้วยความจริงใจและตั้งใจ พร้อมที่จะปรับปรุงความผิดนั้นให้ถูกต้อง

.

ซึ่งการยอมรับที่จะขอโทษหรือยอมรับผิดนั้นอาจยังไม่พอ เราอาจจะต้องขจัดข้อข้องใจ โดยให้ความมั่นใจว่าจะไม่มีใครถูกกล่าวโทษหรือตำหนิ และทำให้ฝ่ายที่ได้รับผลกระทบจากการทำของเรารู้สึกดีขึ้น โดยขึ้นอยู่กับว่าการกระทำของเราเองโดยตรงที่แสดงให้เห็นว่าเราขอโทษอย่างจริงใจหรือไม่ 

.

เราต้องยอมปรับปรุงตัวเองใหม่ ถ้ามีเหตุการณ์อะไรคล้าย ๆ เดิมเกิดขึ้น ต้องบังคับตัวเองให้ได้ว่าจะไม่ทำอะไรแบบเดิม เราอาจต้องพยายามให้มากกว่าเก่าด้วยซ้ำไป

.

เพราะทุกความผิดพลาดนั้น ย่อมมีทางแก้อยู่เสมอ เพียงแต่เราจะยอมรับและทำตามได้อย่างถูกต้องหรือไม่ คำขอโทษและการยกโทษเป็นเรื่องง่ายที่ทุกคนพึงมี แต่ทุกคนก็ต้องสร้างน้ำหนักที่เป็นคุณค่าในความมั่นใจที่จะเป็นความน่าเชื่อถือของทั้งคนพูดและคนฟังด้วยตัวของเราเองเช่นกัน

.

.

กดติดตาม CEO Noppakrit ได้ทุกช่องทางที่ : https://linktr.ee/ceonoppakrit

.

#CEONoppakrit

#inspiration

#mindsets

#สร้างชีวิต

#พลิกธุรกิจจากชีวิตติดลบ

วันอังคารที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

Multiverse

พหุภพ

ทฤษฎีของการมีอยู่ของหลายเอกภพดาวน์โห




พหุภพ ( multiverse, meta-universe, metaverse[) คือแนวคิดตามสมมติฐานว่ามีเอกภพ จำนวนมากมายนับไม่ถ้วน เกิดขึ้นและสลายไปอยู่ ตลอดเวลา (รวมถึงเอกภพของเราเป็นหนึ่งในนั้น) ซึ่งประกอบด้วยทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นจริงทางกายภาพ เช่น กาล อวกาศ รูปแบบทุกชนิดของสสาร พลังงาน โมเมนตัม และกฎทางฟิสิกส์รวมถึงค่าคงที่ต่างๆ ที่ครอบคลุมอยู่ ศัพท์คำนี้เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1895 โดยนักปรัชญาและจิตวิทยาชาวอเมริกัน วิลเลียม เจมส์[2] เอกภพอื่นๆ ที่มีอยู่ในพหุภพ บางครั้งก็เรียกว่า เอกภพคู่ขนาน

รากฐานของแนวคิดเรื่อง พหุภพ หรืออนันตภพนี้ ยืนอยู่บนทฤษฏีทางฟิสิกส์ 3 ทฤษฎีคือ ทฤษฎี String Theory, ทฤษฎีเอกภพขยายตัว และทฤษฎีสสารมืด (Dark matters) โดยเมื่อมีทฤษฎีสสารมืด นักฟิสิกส์ คำนวณปริมาณสสารแล้วมีมากกว่าสสารทั้งเอกภพถึง สิบยกกำลังกว่า 500 ทำให้แนวคิดเกี่ยวกับ Multiverse ที่มีผู้เสนอเอาไว้ในช่วงทศวรรษ 1970s มีความเป็นไปได้สูง

โครงสร้างของพหุภพ ธรรมชาติของแต่ละเอกภพภายในพหุภพ รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างเอกภพแต่ละแห่งมีอยู่หลายแนวทางขึ้นกับสมมุติฐานของพหุภพที่นำมาพิจารณา สมมุติฐานพหุภพมีอยู่ในการศึกษาจักรวาลวิทยา ฟิสิกส์ ดาราศาสตร์ ปรัชญา จิตวิทยา และในนวนิยาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในนิยายวิทยาศาสตร์และแฟนตาซี ซึ่งมีชื่อเรียกแตกต่างกันไปเช่น เอกภพคู่ขนาน โลกคู่ขนาน ความเป็นจริงคู่ขนาน มิติคู่ขนาน และอื่นๆ อีก

“กรรม-พันธ์” โดย ดร.สม สุจิรา





 “กรรม-พันธ์”


           ถ้าดีเอ็นเอ คือตัวบันทึกข้อมูลทางพันธุกรรมทั้งหมดที่ถูกเก็บไว้ และพร้อมที่จะปล่อยพลังออกมาเรื่อยๆนับแต่วินาทีแรกของชีวิต จนถึงวินาทีสุดท้าย    “จิต” ก็คือตัวบันทึกข้อมูลทางวิบากกรรม และจะค่อยๆปล่อยพลังออกมาตลอดชีวิตเช่นกัน  จะต่างกันก็ตรงที่ ดีเอ็นเอ ส่งผลทางด้านกายภาพ เช่น  รูปร่าง หน้าตา  ผิวพรรณ  โรคภัยไข้เจ็บ ฯลฯ  แต่จิต จะส่งผลทางด้านนามธรรมความรู้สึก เช่น ใจร้อน  ใจเย็น  ใจน้อย  ใจดี  ใจร้าย ฯลฯ  ฝาแฝดแท้มีปัจจัยทางกายภาพและดีเอ็นเอเหมือนกันทุกประการ แต่สิ่งที่ต่างกันคือวิบากกรรมในจิต  


         นักวิทยาศาสตร์รู้ว่า การที่คนบางคนเกิดมามี”ผิวดำ” ก็เพราะมีดีเอ็นเอที่เป็นองค์ประกอบสีผิวทางพันธุกรรม ทำหน้าที่นี้อยู่  เช่นเดียวกัน นักปฏิบัติธรรมที่บรรลุญาณ จะรู้ว่า การที่คนบางคนเกิดมา”ใจดำ”  ก็เพราะมีเจตสิกที่เป็นองค์ประกอบของวิบากกรรมทำหน้าที่อยู่เช่นกัน สิ่งที่ต่างคือผิวดำเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่ใจดำสามารถเปลี่ยนได้ถ้ามีสติปัญญาสูงขึ้น


         กรรมพันธ์ทำงานผ่านยีนและดีเอ็นเอ  ส่วนวิบากกรรมทำงานผ่านจิตและเจตสิก  ทั้งสองส่วนผสมรวมกันเป็นขันธ์ห้า ก่อกำเนิดเป็นสิ่งมีชีวิต  วิบากกรรมแสดงออกในรูปของความรู้สึก เวทนา ตัณหา  และกรรมพันธ์มารับช่วงทำให้เกิดอุปาทาน (ตัวกู ของกู) 


        จิตใช้สมองซีกขวาเป็นเครื่องมือในการสร้างความรู้สึก  ส่วนการคิด เกิดจากการทำงานของสมองซีกซ้าย  และตามปกติชีวิตของคนเราจะดำเนินไปตามความรู้สึก การสวนทิศทางของความรู้สึกทำได้ยากกว่าความคิด  ซึ่งความรู้สึกส่งผลต่อระบบประสาทและฮอร์โมน เหนี่ยวนำให้สวิทซ์พันธุกรรมทำงานกระตุ้นยีนและดีเอ็นเอ ทั้งกรรมพันธ์และวิบากกรรม จึงทำงานประสานกันอย่างกลมกลืน  


            ยีนมีส่วนทำให้เกิดโรคประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ เช่น คนที่เป็นโรคหัวใจ  มียีนที่ส่งเสริมให้เป็นอยู่ประมาณ 55 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่อีก 45 เปอร์เซ็นต์เกิดจากสภาพแวดล้อม   คนที่เป็นโรคอัลไซเมอร์ มียีนส่งเสริมให้เป็น (APOE-e4)อยู่ประมาณ 40-65%  นั่นหมายความว่า ประมาณครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยอัลไซเมอร์ไม่ได้เกิดจากกรรมพันธ์  


         มีการทดลองสกัดการทำงานของยีนอ้วนตัวที่สำคัญ (FTO gene) ในหนูทดลองพบว่า หนู 50 ตัวของทั้งหมด 100 ตัวที่ถูกสกัดยีนอ้วน ผอมลงทันที  ช่วยยืนยันแนวความคิดที่ว่า กรรมพันธุ์ส่งผลเพียงครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครึ่ง เกิดจากสภาพแวดล้อม เช่นเดียวกับความฉลาด มีงานวิจัยจากหลายมหาวิทยาลัยทั่วโลกรายงานว่า ความเฉลียวฉลาดของมนุษย์ ได้มาจากพันธุกรรมประมาณ 40 - 60 เปอร์เซ็นต์  แต่อย่างไรก็ตามบางทียีนก็สามารถส่งผลให้เกิดทั้ง 100%ได้ เช่น จากการศึกษาของทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยนอร์ทชอร์ (North Shore University )ในรัฐอิลลินอยส์ของสหรัฐอเมริกาพบว่า ในหมู่ชายกลุ่มตัวอย่างที่เป็นเกย์ 1077 คน ทุกคนมียีนบางตัวที่แตกต่างจากชายทั่วไป (SLITRK6 กับ TSHR gene)       


         เรารู้แล้วว่า สวิทซ์พันธุกรรม มีบทบาทในการควบคุมการทำงานของยีน (อ่านบทความเก่าเรื่อง “สวิทซ์พันธกรรม” ) ซึ่งตัวควบคุมการปิดเปิดของสวิทซ์พันธุกรรมที่สำคัญตัวหนึ่งคือ “ฮอร์โมน”  และจิตใต้สำนึกเป็นตัวเหนี่ยวนำการสร้างฮอร์โมนชนิดต่างๆภายในร่างกาย


          ชวนจิตเป็นตัวกระตุ้นให้ยีนที่เกี่ยวข้องทำงาน นักวิทยาศาสตร์พบว่า คนที่หลงใหลในกาแฟ มีลักษณะทางพันธุกรรมที่ทำให้เป็นเช่นนั้น ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดพบว่า  มียีนอยู่ประมาณ 6 ยีนที่ทำให้ติดกาแฟ โดยเฉพาะอย่างยิ่งยีน PDSS2 ที่ทำให้ร่างกายย่อยกาแฟได้ดีกว่าคนอื่นๆ อย่างไรก็ตาม ถ้าไม่มีชวนจิต ยีนชอบกาแฟทั้งหมดก็จะถูกจิตปิดสวิทซ์การทำงานลง


         วิบากกรรม ทำให้รายละเอียดปลีกย่อยในสมองของแต่ละคนแตกต่างกัน เช่น คนหนึ่งเมื่อได้กลิ่นบุหรี่ สัญญาณกลิ่นถูกชวนจิตส่งไปตีความที่สมองส่วนความสุข ก็จะรู้สึกว่า กลิ่นนั้นช่างหอมหวนรัญจวนใจ ในขณะที่อีกคนสัญญาณถูกส่งไปที่สมองส่วนความทุกข์ ก็จะรู้สึกเหม็น ทรมาน  สิ่งเร้าที่เหมือนกันไม่จำเป็นต้องตอบสนองเหมือนกัน ชีวิตของคนเราจึงเป็นไปตามรางแห่งความรู้สึกที่จิตขึ้นมารับอารมณ์ ร้อยคนก็ร้อยแบบ ซึ่งก็คือกฎแห่งกรรมนั่นเอง           


           ยิ่งมีการวิเคราะห์ยีนมากขึ้น ยิ่งพบว่าความชอบ ความถนัด  อารมณ์  ความรู้สึก ที่ทำให้เกิดชะตาชีวิต ล้วนเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม แต่เมื่อวิเคราะห์จิตมากขึ้น ก็พบว่า จิตมีอิทธิพลเหนือสวิทซ์พันธุกรรม ซึ่งควบคุมยีนอีกที  วิบากกรรม จึงมีบทบาทต่อชะตาชีวิตมากกว่า พันธุกรรม


>>> อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก หนังสือ “กรรม-พันธ์”

วันเสาร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

“วิตกจริต” โดย ทันตแพทย์สม สุจีรา


 “วิตกจริต”


       ความรู้สึกกังวลเป็นสัญชาตญาณในการเอาตัวรอดของสิ่งมีชีวิต ยิ่งระบบประสาทพัฒนาไปมากเท่าใด ระดับของความวิตกกังวลก็ซับซ้อนขึ้นเท่านั้น และเป็นสาเหตุของโรคร้ายสารพัดในร่างกาย เช่น โรคหัวใจ ไต ตับ ความดันสูง แผลในกระเพาะ โรคประสาท นอนไม่หลับ เกิดความผิดปกติของต่อมต่างๆ ฯลฯ  


         บุคลิกของคนวิตกจริต จะกระวนกระวาย เหนื่อยและหงุดหงิดง่าย ขาดสมาธิ กล้ามเนื้อหดตัว ตามปกติสมองจะใช้พลังงานไปประมาณร้อยละ 30 ของพลังงานทั้งหมดของร่างกาย แต่สำหรับคนวิตกจริตสูญเสียพลังงานกับการคิดวนไปวนมาถึงร้อยละ 50 เลยทีเดียว ทำให้เหน็ดเหนื่อยง่ายกว่าปกติ นอกจากนั้นปริมาณออกซิเจนที่เราหายใจเข้าไป ต้องส่งไปเลี้ยงสมองร้อยละ 25 แต่สำหรับคนวิตกจริต สมองต้องการออกซิเจนมากกว่าปกติถึงสองเท่า วิธีแก้คือ พยายามให้อวัยวะอื่นใช้พลังงานมากกว่า เช่นกล้ามเนื้อเป็นตัวดึงพลังงานที่ดีมาก เมื่อออกกำลังกาย เลือดและออกซิเจนจะไปเลี้ยงสมองลดลง ทำให้ไม่คิดฟุ้งซ่านกังวลซ้ำไปซ้ำมา 


         คนวิตกจริตจะหายใจเร็ว เพราะต้องการออกซิเจนมาก กล้ามเนื้อสั่นง่ายเนื่องจากออกซิเจนส่วนใหญ่ถูกส่งไปเลี้ยงสมอง ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้ไม่เต็มที่ ทำให้ไม่สบายบ่อย ขณะวิตกความคิดจะเร็ว ระบบประสาทตื่นตัว หัวใจเต้นแรง ความดันขึ้นสูง จนทำให้บางครั้งเข้าใจผิดว่า ประสิทธิภาพของร่างกายสูงขึ้น ความจริงแล้วตรงกันข้าม เป็นการใช้พลังงานไปโดยสูญเปล่า เหมือนรถที่เข้าเกียร์ว่าง แต่เหยียบคันเร่งจนรอบเครื่องขึ้น


         ความวิตกกังวลเกิดจากการคิดถึงปัญหาซ้ำๆ ทั้งที่ผ่านมาแล้ว หรือกังวลสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต การคิดซ้ำนั้นไม่ใช่การคิดแบบวิเคราะห์ แต่เป็นการคิดย้ำว่าผลร้ายจะเป็นอย่างไรถ้ามันเกิดขึ้น ทำให้เกิดจินตนาการเลวร้ายเกินไป  


            เมื่อเกิดปัญหาที่ต้องแก้ไข คนวิตกจริตจะมองปัญหานั้นใหญ่เกินจริง และเห็นปัญหาทั้งหมดพันกันอย่างยุ่งเหยิงไปหมดจนไม่มีทางแก้ เหมือนเชือกที่ถูกมัดเป็นปมซ้อนกันมากมาย ถ้าเทียบกับโทสจริต วิตกจริตสามารถทำลายพลังได้สูงกว่าความโกรธ เพราะมันจะซึมลึก และครองใจอยู่นานเป็นเดือนเป็นปี หรือตลอดชีวิตในบางคน 


            ในทางจิตวิทยาพบว่า เพศหญิงสามารถมองเห็นปัญหาแบบองค์รวมได้ดีกว่าเพศชาย แต่ก็มีจุดอ่อนคือการเห็นปัญหาแบบองค์รวมทำให้จิตใจพะวง วิตกกังวลไปกับทุกปัญหาย่อย ในขณะที่เพศชายมองปัญหาแยกเป็นส่วนๆ และมุ่งมั่นแก้ปัญหานั้นโดยไม่พะวงถึงปัญหาย่อยอื่นๆ ซึ่งก็มีจุดอ่อนคือ ถ้าแก้ปัญหาผิดขั้นตอน จะยิ่งทำให้ยุ่งยากขึ้น ดังนั้นถ้าสามารถนำจุดเด่นของหญิงมารวมกับจุดเด่นของชาย ก็จะช่วยให้การแก้ปัญหามีประสิทธิภาพมากขึ้น


            เพศหญิงมีแนวโน้มวิตกกังกลมากกว่าเพศชาย มีการวิจัยทางการแพทย์ เรื่องปริมาณเลือดในสมอง โดยใช้การสแกนภาพด้วยคลื่นแม่เหล็ก (FMRI) พบว่าในเพศชายขณะที่คิดกังวล เลือดจะไหลเวียนไปเลี้ยงที่สมองซีกซ้าย ในขณะที่เพศหญิงเลือดส่วนใหญ่จะไหลเวียนไปที่สมองซีกขวาซึ่งเป็นสมองส่วนความรู้สึก ทำให้หยุดคิดได้ยากกว่า แต่ธรรมชาติก็พยายามช่วย โดยการเพิ่มประสิทธิภาพสมองส่วนภาษา เพื่อใช้ระบายความรู้สึก ทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงสมองส่วนการพูดแทน เมื่อเพศหญิงได้พูดออกมาเธอจะรู้สึกดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพูดในกลุ่มเพื่อนสนิท ฮอร์โมนอ็อกซิโตซินจะหลั่งออกมา ฮอร์โมนตัวนี้ช่วยลดอาการวิตกกังวลได้อย่างชะงัด 


        ในทางพุทธถือว่าลักษณะหนึ่งของจริตนี้ คือ “คณารามตา” แปลว่ายินดีคลุกคลีกับหมู่คณะ ชอบรวมกลุ่มกับคนทั้งหลาย ปัญหาก็คือในคนที่ไม่มีเพื่อนให้ระบาย จะกลายเป็นคนขี้บ่น ทำให้สถานการณ์ในครอบครัวตึงเครียด วิธีแก้ไขคือให้ใช้วิธีสวดมนต์แทน ในทางจิตวิทยาการได้พูดออกไปในจำนวนคำที่เท่ากันถือว่าทดแทนกันได้ บทสวดยาวๆบทหนึ่งต้องพูดมากกว่าหนึ่งพันคำ และพลังแห่งศรัทธาจะทำให้ฮอร์โมนฝ่ายบวกหลั่งออกมาเช่นกัน

วันพุธที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

"คำเปอะ" ความผูกพัน ในคำว่า "เพื่อน"


        คำเปอะ ความผูกพัน ในคำว่า "เพื่อน"

        ผมเริ่มรู้จักเขา เมื่อครั้งผมเริ่มเข้าเรียน ชั้น ป.ขี้ไก่ ซึ่งแต่ก่อนผมแค่ได้รู้จักแต่ชื่อเขา ไอ้นี่ทำไมมันตัวใหญ่จัง และแล้วเมื่อผมได้ขึ้นชั้นเรียนที่ ป. 1 "คำเปอะ" ก็เริ่มเป็นชื่อที่เริ่มคุ้น ขณะนั้น คำเปอะเขาเรียนอยู่ ป.2 และ เมื่อผมสอบปลายภาค ผมก็ได้เลื่อนชั้นขึ้นไปอยู่ ป.2 เอะทำไมจึงเห็น"คำเปอะ"อยู่ที่ ป.2 เหมือนเดิม ฮั่นแน่ กูเริ่มเรียนมาทันมึงแล้ว แต่แล้วจากเหตุการณ์ที่คำว่าเริ่มรู้จัก ผมได้รู้จักคำเปอะเป็นตัวเป็นตนซะที ดันมานั่งโต๊ะติดกันที่ ป.2 นี่เอง อ้อ .....ผมพึ่งรู้ว่า คำเปอะสอบตกซ้ำชั้นอยู่ ป.2 มา 3 ปีซ้อนแล้วนิ คราวนี้ละมึง ไอ้โย่ง กูทันมึงแล้ว เราเริ่มเป็นเพื่อนกัน กับเพื่อน ๆ หลาย ๆ คนในชั้นเรียน แต่เอะ ทำไมคำเปอะเดินไปใหน ไอ้พวกรุ่นพี่ ตั้งแต่ ป.3 - ป.6 จึงเรียกคำเปอะว่า เพื่อนตลอด ผมเลยพึ่งถึงบางอ้อ ว่าคำเปอะนั้น ซ้ำชั้นมาหลายปี รุ่นที่เขาเรียนอยู่ ป.6 ก็เคยเรียนร่วมชั้นกับเขามาก่อนเช่นกัน  

พลิกประวัติศาสตร์ฟิสิกส์! นักวิทยาศาสตร์เดนมาร์กโชว์เหนือ "สยบแสง" ให้ช้าเท่าจักรยาน ก่อนสั่งหยุดนิ่งสนิทสำเร็จ

พลิกประวัติศาสตร์ฟิสิกส์! นักวิทยาศาสตร์เดนมาร์กโชว์เหนือ "สยบแสง" ให้ช้าเท่าจักรยาน ก่อนสั่งหยุดนิ่งสนิทสำเร็จ เคมบริ...