“คิดบวก”
คนเรามักคิดกันว่า โชคชะตาในอนาคตถูกกำหนดไว้แล้ว ความจริงแล้วไม่ใช่ ทั้งโชคและโอกาสมีพลวัตรอยู่ตลอดเวลา เหมือนผีเสื้อที่บินไปมา คนที่จะประสบโชคหรือมีโอกาส คือคนที่วิ่งเข้าไปไขว่คว้าเท่านั้น ไม่ใช่การถือสวิงอยู่เฉยๆแล้วรอให้ผีเสื้อวิ่งเข้ามาชน
สิ่งหนึ่งที่แตกต่างกันระหว่างคนที่คิดบวกกับคิดลบ ก็คือ คนคิดบวกจะแสวงหาโอกาสอยู่เสมอ และเตรียมตัวให้พร้อม แต่คนคิดลบ จะรอให้โอกาสวิ่งเข้ามาชน และแม้ว่ามีโอกาสเข้ามาจริงๆเขาก็จะพลาดเพราะเตรียมตัวไม่พร้อม
การคิดบวก จะทำให้มองเห็นศักยภาพทั้งหมดที่มีอยู่ และเห็นโอกาสเต็มไปหมด มีทางเลือกให้ทำได้มากกว่าหนึ่ง เพราะเห็นความไปได้ในทุกๆทาง ในขณะที่คนคิดลบจะคิดว่า ทางโน้นก็มีอุปสรรค ทางนั้นก็ไม่สะดวก ดังนั้นเมื่อเริ่มต้นทำงานไปแล้วเกิดเจออุปสรรคขึ้นมา คนคิดบวกสามารถเสนอทางออกใหม่ หรือวิธีการใหม่ได้เร็วกว่าคนคิดลบ เพราะเขาเห็นทางเลือก เห็นโอกาสมาก่อนหน้านั้นแล้ว แต่คนคิดลบ เมื่อเจออุปสรรคในทางใดทางหนึ่ง เขาจะเลิกคิดถึงทางอื่นๆ เพราะมองไม่เห็น
คนคิดบวกมีความยืดหยุ่นในการทำงานสูง และมีแผนสอง แผนสามอยู่ในใจ ชีวิตเต็มไปด้วยความฝัน พร้อมกับแรงบันดาลใจ เมื่อผิดหวังหรือล้มเหลวจะไม่รู้สึกท้อแท้ พยายามฝ่าฟันไปจนประสบความสำเร็จในที่สุด
คนคิดบวกมองเห็นโอกาสในอุปสรรค แต่คนคิดลบมองเห็นอุปสรรคแม้จะมีโอกาส
ผู้เขียนจบมัธยมต้นจากโรงเรียนอัสสัมชัญ ทุกครั้งที่เกิดวิกฤติหรืออุปสรรค บราเดอร์จะบอกว่า นั่นคือพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า เพื่อสอนให้เราพยายามมองหาโอกาสจากวิกฤตินี้ และแน่นอนด้วยพลังแห่งศรัทธา ก็ทำให้มองเห็นโอกาสขึ้นมาจริงๆ
ถ้ารู้สึกว่ามืดแปดด้าน จงหาทางออกด้านที่เก้าให้เจอ มันมีอยู่ถ้าคิดดีๆ
เราคงเคยได้ยินคำว่า ฟิล์มเนกาทีฟ ( - ) คือฟิล์มถ่ายภาพที่ยังไม่ได้อัดเป็นภาพโพสิทีฟ ( + ) จะเห็นได้ว่า แม้เป็นภาพเดียวกัน ภาพลบจะดูน่ากลัวกว่าภาพบวกมาก ในชีวิตจริงก็เช่นกัน เราสามารถกำหนดได้ว่าจะเลือกให้ภาพในความรู้สึกของเราเป็นแบบไหน ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับวิธีคิดนั่นเอง
ความคิดสร้างสรรค์จะเกิดขึ้นได้ ต้องมีความคิดบวกต่อสิ่งนั้นก่อน ในสมัยที่วอลท์ ดิสนีย์ ชีวิตกำลังตกต่ำในช่วงวัยหนุ่ม เขาต้องไปนอนตามสถานีรถไฟ และเห็นหนูอยู่เต็มไปหมด ขณะที่ไล่หนูไป เขาก็มองเห็นภาพบวกในตัวหนู และนำมาสร้างเป็นมิคกี้เม้าส์ ที่ครองใจเด็กๆไปทั่วโลก
ในทางการแพทย์พบว่า ขณะที่คิดลบปริมาณเลือดที่ไหลไปเลี้ยงสมองลดลงอย่างมาก อันเป็นผลเนื่องมาจากฮอร์โมนที่ทำให้เส้นเลือดหดตัว เกิดความเครียด ความดันขึ้นสูง ตรงกันข้ามกับคนที่กำลังคิดบวก ในสมองจะมีแต่เอนโดรฟิน และโดพามีน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยให้เลือดมาเลี้ยงสมองมากขึ้น มีความสุข มีสติ เกิดปัญญา แน่นอนว่า เมื่อเลือดไปเลี้ยงสมองมากขึ้น การคิดวิเคราะห์ การตัดสินใจ ก็จะทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ
มองไปที่คนใกล้ตัวคุณ มองให้เห็นส่วนบวกในตัวเขา แล้วนำมาใส่ไว้ในใจคุณ ปฏิกิริยา ปฏิสัมพันธ์ ของคุณที่มีต่อเขาหรือเธอจะเปลี่ยนไป กฎของนิวตันบอกไว้ว่า แรงกิริยาย่อมเท่ากับแรงปฏิกิริยา แน่นอนว่า การตอบสนองที่ได้รับจะต้องเปลี่ยนไป และเป็นการดึงส่วนบวกในตัวเขาขึ้นมาล้างส่วนลบที่มีอยู่ เช่นสามีใจร้อนมาก แต่รักลูก คุณสามารถดึงความรักนั้น ขึ้นมาลดความใจร้อนได้
นักฟุตบอลกองหน้าที่เก่งฉกาจ ให้มาเล่นเป็นกองหลังก็ถูกยิงเละเทะ แต่โค้ชมองเห็นจุดบวกของเขา จึงดึงมาเป็นศูนย์หน้า ซึ่งจะช่วยลบล้างจุดอ่อนในการเป็นกองหลังของเขาทันที
มองจุดบวกของคนรอบตัว แล้วดึงขึ้นมา คุณจะเป็นที่รักของคนทั่วไปมากมาย ในโลกนี้ไม่มีใครดีพร้อม คู่ชีวิตในอุดมคติไม่มีจริง ที่เขาอยู่กันได้ เพราะเขาเลือกมองส่วนบวกของกันและกัน
การมองบวกก็จะทำให้มีขันติมากขึ้น ขันติ คือ ความอดทน อดได้ ทนได้ เพื่อบรรลุความดีงามและความมุ่งหมายอันชอบในอนาคต สามารถอดทนต่อความลำบาก ความคับแค้นใจ และไม่เกิดทุกข์ รู้จักรอคอยเวลาเพื่อที่จะพ้นจากจุดนั้นได้อย่างมีสติ มีความสุข
บางครั้งที่ชีวิตเจออุปสรรค อาจไม่ต้องทำอะไรเลย ใช้ขันติ รอให้เวลาผ่านเลยไป เมื่อกรรมเบาบางลง อุปสรรคหรือวิกฤตินั้นก็จะหมดไปเอง
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น