วันพฤหัสบดีที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2566

     การเช็คแบล็คลิส เช็คเครดิตบูโรในปัจจุบันสามารถทำได้ด้วยตนเองง่ายๆ


     การเช็คแบล็คลิส เช็คเครดิตบูโรในปัจจุบันสามารถทำได้ด้วยตนเองง่ายๆ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตามที่คุณต้องการเช็คเพื่อเตรียมตัวกู้ซื้อรถ ซื้อบ้าน หรือเพื่อการใช้จ่ายภายในครอบครัว หากเดือนไหนที่คุณเกิดขาดสภาพคล่องขึ้นมา การเงินติดขัดไม่สามารถจ่ายค่างวดได้หลายๆ เดือน บริษัทเจ้าหนี้ก็อาจจะโทรมาทวงถาม และพูดว่าหากไม่จ่ายจะติดเครดิตบูโร หรือติดแบล็คลิสได้ หลายคนพอได้เจอคำนี้เข้าไปก็จะหวาดกลัวบวกกับความงง ว่าเครดิตบูโรคืออะไร ติดแบล็คลิสคืออะไร กระทู้นี้มีคำตอบ

เครดิตบูโร (National Credit Bureau) คืออะไร
     ข้อมูลเครดิต ที่จะแสดงถึงตัวตนของคุณ ไม่ว่าจะเป็น ชื่อ ที่อยู่ วันเดือนปีเกิด เลขบัตรประชาชน หรือหากเป็นนิติบุคคลหรือบริษัท ห้างร้านจะหมายถึง สถานที่ตั้ง ชื่อร้าน เลขทะเบียน ซึ่งข้อมูลเครดิตจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ

     1. ข้อมูลที่บ่งบอกตัวตนของคุณ  
     2. ข้อมูลเกี่ยวกับสินเชื่อที่ได้รับอนุมัติ รวมถึงประวัติการชำระสินเชื่อ ข้อมูลที่เกี่ยวกับประวัติการชำระหนี้ของลูกค้าจะถูกเก็บในฐานข้อมูลของบริษัทข้อมูลเครดิตและจะแสดงบนรายงานข้อมูลเครดิต เมื่อมีผู้ขอเรียกดู ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นธนาคาร บริษัทที่คุณไปขอสินเชื่อ สิ่งที่จะบ่งบอกว่าคุณมีข้อมูลเครดิตเป็นอย่างไรนั้น จะดูจาก “สถานะบัญชี” คือข้อมูลที่แสดงสถานะของบัญชีสินเชื่อแต่ละบัญชีที่แสดงในรายงานข้อมูลเครดิต เช่น สินเชื่อปกติ สินเชื่อที่ปิดบัญชีแล้ว สินเชื่อที่ค้างชำระเกิน 90 วัน สินเชื่อที่อยู่ในกระบวนการทางกฎหมาย ซึ่งสถานะบัญชีนั้นจะมีรหัสเลขแสดงสถานะข้อมูลเครดิต ซึ่งจะแบ่งย่อยลงไปอีกหลายตัว ซึ่งได้แก่
     10 – ปกติ แปลว่า บัญชีนี้มีการชำระสินเชื่อตามปกติ จ่ายครบ จ่ายตรงตามเงื่อนไข ไม่มียอดค้างชำระหรือค้างชำระไม่เกิน 30 วัน
     11 – ปิดบัญชี แปลว่า สินเชื่อบัญชีนี้ได้มีการปิดบัญชีเรียบร้อยแล้ว ไม่มีหนี้ค้าง
     12 – พักชำระหนี้ ตามนโยบายรัฐ แปลว่า ที่ผ่านมาเคยมียอดค้างชำระ แต่ตอนนี้เข้าโครงการพักชำระหนี้ตามนโยบายรัฐ จึงทำให้สถานะไม่เป็นการค้างชำระ
     20 – หนี้ค้างชำระเกิน 90 วัน แปลว่า เคยค้างชำระในอดีต และปัจจุบันก็ยังค้างอยู่ ซึ่งเป็นสถานะที่เป็นผลลบต่อตัวผู้เป็นลูกหนี้เจ้าของบัญชีนี้

     ซึ่งเวลาพูดถึงการติดเครดิตบูโร หลายคนอาจคิดไปว่า ถ้าเราค้างชำระหนี้นานๆ หรือไม่จ่ายหนี้เลย รายชื่อของเราจะถูกจัดเก็บใน “บัญชีดำแบล็คลิส” จนไม่สามารถกู้สินเชื่ออะไรได้ ซึ่งจริงๆ แล้วเครดิตบูโรไม่ได้เก็บข้อมูลเป็นแบล็คลิสนะคะ ดังนั้น “แบล็คลิสไม่มีจริง” ค่ะ

วันจันทร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2566

ตำนานความบ้าพลังของการกำกับ Children of Men (2006)

ตำนานความบ้าพลังของการกำกับ Children of Men (2006)

Children of Men (2006) หนังดิสโทเปียที่ดัดแปลงมาจากวรรณกรรม The Children of Men (1992) ของ อัลฟองโซ กัวร็อง ว่าด้วยโลกที่ความเหลื่อมล้ำพุ่งขึ้นสูง เกิดวิกฤตสงครามกลางเมืองทั่วทุกแห่ง และมลพิษที่ทำให้มนุษย์แท้งลูกเป็นเวลาเกือบสองทศวรรษ -กระทั่งการปรากฏตัวของเด็กสาวซึ่งกำลังตั้งครรภ์คนหนึ่ง

หลายคนอาจรู้แล้วว่า ก่อนหน้าที่ Children of Men จะกลายมาเป็นหนังที่ได้รับการยกย่องและประสบความสำเร็จมากที่สุดเรื่องหนึ่งของกัวร็อง โปรเจ็กต์เจ้ากรรมนี้ก็หลุดจากมือเขาไปหลายรอบ ทั้งจากการที่กัวร็องเองไม่สนใจทำหนังไซ-ไฟแต่แรกเองก็ดี หรือแม้เมื่อสนใจทำแต่สตูดิโอไม่อนุมัติเองก็ดี ฯลฯ 

โปรเจ็กต์ Children of Men เข้ามาในชีวิตกัวร็องตอนเขากำลังง่วนอยู่กับการกำกับ Y Tu Mamá También (2001) -หนังข้ามพ้นวัยโคตรสวาทที่ในเวลาต่อมาเข้าชิงออสการ์สาขาเขียนบทยอดเยี่ยม- สตูดิโอส่งร่างดราฟต์แรกคร่าวๆ ของ Children of Men มาให้เขาอ่าน อย่างไรก็ตาม โดยปกติแล้วกัวร็องไม่ได้โปรดปรานการอ่านบทนักด้วยเหตุผลว่าบทจากสตูดิโอในฮอลลีวูดนั้นมักจะยาวไปมาก ("การอ่านบทหนังของฮอลลีวูดมันน่าเศร้านะ ปัญหาคือ เวลาคุณอ่านอะไรพวกนี้มันทำให้คุณรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังทำงานอะไรสักอย่างอยู่ แต่ที่จริงแล้วไม่ใช่เลย คุณผลาญเวลาไปเรื่อยๆ ต่างหาก ไม่ได้สร้างอะไรใหม่ๆ ขึ้นมาสักนิด" กัวร็องบอก) เขาเลยให้สตูดิโอส่งสรุปเรื่องที่ยาวประมาณสองหน้ากระดาษมาให้ ซึ่งกัวร็องก็ไม่ได้สนใจอะไรบทหนังที่ว่าด้วยโลกดิสโทเปียเป็นพิเศษนัก ทว่า ช่วงที่เขาเอาหนังเข้าฉายเทศกาลหนังนานาชาติโตรอนโตนั่นเอง ก็เกิดเหตุวินาศกรรม 9/11 ที่เปลี่ยนชีวิตชาวอเมริกันนับจากนั้นหน้ามือเป็นหลังมือ 

"ผมรู้เลยว่านี่คือจุดเปลี่ยน มันชัดเจนเหลือเกินกว่านับจากนี้ไปจะไม่มีอะไรเหมือนเดิมแล้ว เป็นจุดเปลี่ยนแห่งศตวรรษเลยก็ว่าได้ และเป็นจุดที่ผมเริ่มพยายามทำความเข้าใจอะไรต่อมิอะไรต่างๆ ด้วยการขวนขวายหาหนังสือมาอ่าน" กัวร็องบอก

"ตอนนั้นผมไม่สนใจจะทำหนังไซ-ไฟว่าด้วยชนชั้นนำในประเทศฟาสซิสม์อะไรเลย แต่เหตุการณ์ 9/11 คือจุดเปลี่ยนโดยแท้ ผมดิ่งไปหา ทิม เซ็กซ์ตัน (คนเขียนบทร่วม) ส่งหนังสือให้เขาอ่านแล้วบอกเขาว่า 'ถ้ามีอะไรในนี้ที่เราพอจะดึงมาใช้งานได้ บอกผมเลยนะ' เขาอ่านหนังสือ ให้คำตอบผมมาสองสามอย่าง แล้วจากนั้นเราก็เขียนดราฟต์หนังออกมา แต่สตูดิโอยูนิเวอร์แซลไม่อนุมัติ ตอนนั้นก็พอดีกับโปรเจ็กต์ Harry Potter and the Prisoner of Azkaban (2004) มาถึงมือผมพอดี"
อย่างไรก็ดี สตูดิโอสนใจโปรเจ็กต์นี้เกินกว่าจะปล่อยผ่านและเก็บมันไว้ให้กัวร็อง ก่อนจะส่งมันกลับมาให้เขาอีกครั้ง พร้อมไฟเขียวให้เริ่มถ่ายทำได้เมื่อกัวร็องกำกับแฟรนไชส์ Harry Potter จบลง ถึงตอนนั้นกัวร็องก็ตะลุยอ่านหนังสือและบทความที่ว่าด้วยมนุษยชาติกับโลกดิสโทเปียไปมหาศาล เขียนบทหนาเป็นตั้งและกลับมาพร้อมทีมงานคู่บุญอย่าง เอ็มมานูเอล ลูเบซกี ผู้กำกับภาพที่กอดคอทำงานร่วมกันมานับสิบปี ความที่ Children of Men เป็นหนังไซ-ไฟที่ว่าด้วยความสิ้นหวังของมนุษยชาติ กัวร็องจึงละเมียดละไมกับทุกฉาก ทุกองค์ประกอบเพื่อจะสร้างโลกอันสิ้นหวังนั้นให้คนดูเห็นและเข้าใจ -และลูเบซกีหรือที่กัวร็องเรียกด้วยชื่อเล่นว่า ชิโว ก็เข้าอกเข้าใจสิ่งที่เขาต้องการจนเคี่ยวเค้นออกมาเป็นงานกำกับภาพอันเดือดดาล

"ชิโวบอกผมว่า 'เราจะปล่อยให้หนังเรื่องนี้มีเฟรมที่ไม่ได้เล่าถึงสภาพโลกในหนังออกไปแม้แต่เฟรมเดียวไม่ได้' ผมเลยตอบไปว่า 'จริงที่สุด' เขาแม่นยำเรื่องนี้มาก ผมบอกกับเขาเป็นแสนเป็นล้านเรื่องได้โดยที่มีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้นที่เข้าใจ" และทำให้หนังแทบไม่มีฉากโคลส-อัพหรือถ่ายใกล้ตัวละครเลย (ส่วนใหญ่แล้วเป็นการถ่ายฉากภาพกว้างเพื่อเก็บรายละเอียด สิ่งละพันอันละน้อยในหนังซึ่งสำหรับกัวร็องแล้ว สิ่งแวดล้อมที่เห็นนั้นถือเป็น "ตัวละครสำคัญอีกคนของเรื่อง")

ทั้งนี้ ลูเบซกีเป็นผู้กำกับภาพอีกคนที่ได้ชื่อว่าอหังการด้านการถ่ายงานลองเทค และพิสูจน์ความเดือดดาลมาแล้วทั้งใน Gravity (2013), Birdman or (The Unexpected Virtue of Ignorance) (2014) และกับ Children of Men เองก็ขึ้นชื่อเรื่องฉากลองเทคอันรากเลือด ถ้ายังจำกันได้ ฉากที่ตัวละครถูกขับรถไล่น่าจะถือเป็นหนึ่งในการกำกับที่ทะเยอทะยานที่สุดครั้งหนึ่งของกัวร็องและลูเบซกี

"เราวางแผนกันตาแตก ปัญหาคือตอนผมเขียนบท ผมก็จินตนาการหน้าตาฉากนี้ในหัว แรกๆ ภาพที่ว่ามันก็ชัดเจนดีว่าเราจะถ่ายกันช็อตเดียว เพราะหัวใจหลักๆ ของฉากนี้คือการที่คนดูได้มีประสบการณ์ร่วมและเป็นประจักษ์พยานความรุนแรงต่อหน้าต่อตา" กัวร็องบอก "และเราก็ไม่ได้อยากทำให้ความรุนแรงเป็นเรื่องเท่ๆ อะไรด้วย ทีนี้ ถ้าคุณตัดต่อ ถ่ายมุมหลัง เอามุมหน้ามาต่อ คุณก็กำลังทำให้ฉากรถชนมันดูเท่ขึ้นมาแล้วในฐานะขั้วตรงข้ามเมื่อมีความรุนแรงเกิดขึ้น เพราะงั้น แม้เราจะเขียนไอ้ฉากนี้ในบท แต่คำถามคือเราจะยัดมันเข้าด้วยกันยังไงนี่สิ”
ฉากดังกล่าวถ่ายลองเทคแบบที่หลายคนอาจจะสงสัยว่าตะบี้ตะบันถ่ายกันเข้าไปได้ยังไง ในสถานที่เล็กแคบ กล้องรับหน้านักแสดงบนรถแล้วหันไปรับหน้าเหล่าตัวละครอื่นที่ขับมอเตอร์ไซค์หลังสังหารพวกเขาทิ้ง แถมทั้งหมดนี้ยังเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาอีกต่างหาก! 

"เดิมทีชิโวบอกว่าการถ่ายทำฉากนี้แบบช็อตเดียวนั้นเป็นไปไม่ได้หรอก ผมเลยบอกว่า 'เราทำกับกรีนสกรีนก็ได้นี่' ผมตั้งใจพูดแบบนั้นด้วยเพราะรู้ว่าชิโวจะว่ายังไง แล้วเขาว่าไงรู้มะ เขาบอกว่า 'ถ้าไอ้ฉากนี้ต้องถ่ายกะกรีนสกรีนจริงๆ กูลาออกนะ' แล้ววันต่อมา เขาค่อยเดินมาบอกผมว่า 'โอเค ไปคุยกับเพื่อนมาละ เราถ่ายแบบช็อตเดียวได้น่า'"

สำหรับลูเบซกี ทริคหนึ่งที่ช่วยเขาถ่ายทำฉากโคตรเดือดฉากนี้คือการห้อยกล้องไว้กับเพดานรถ เราจึงเห็นมูฟเมนต์ การเคลื่อนไหว พลวัตต่างๆ ในรถคันจิ๋วนั้นเมื่อกล้องหมุนรับหน้าตัวละครทุกคน รวมทั้งเมื่อเหตุจลาจลระเบิดตัวขึ้นตรงหน้าด้วย "ผมตระหนักได้ว่าถ้าห้อยกล้องไว้กับเพดานรถละก็ เราจะถ่ายฉากนี้ทั้งฉากได้ในช็อตเดียว" ลูเบซกีบอก "แล้วนี่สำคัญมากนะ มันเป็นวิธีตรึงคนดูไว้น่ะ และมันไม่ทำให้ความรุนแรงดูเท่หรืออะไรด้วย"
เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย: สตูดิโอไฟเขียวให้กัวร็องทำ Children of Men ก็จริง แต่ก็พ่วงเงื่อนไขบางอย่างมาด้วย เช่น ต้องทำงานร่วมกับนักแสดงที่สตูดิโอเสนอมาให้ และหนึ่งในนักแสดงห้าคนที่สตูดิโอจิ้มมาคือ ไคล์ฟ โอเวน (ที่กัวร็องบอกว่าโชคดีเหลือเกินที่ได้เจอเขา ผู้เป็นนักแสดงที่กัวร็องบอกว่ามี 'ความดิบ' บางอย่างอยู่ในเนื้อตัว) โดยในปีนั้น สตูดิโอเสนอบทหนัง Blood Diamond (2006) ให้โอเวน แต่โอเวนเลือกมารับบทในหนังของกัวร็องแทน ส่วน ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ รับบทใน Blood Diamond ไป "ถามว่าไคล์ฟเลือกหนังได้ถูกเรื่องไหมน่ะเหรอ พูดยากนะ เพราะปีนั้นลีโอได้เข้าชิงออสการ์ว่ะ" กัวร็องบอก 

ตอนนี้ Children of Men ของกัวร็องเข้าเน็ตฟลิกซ์แล้วนะ หาดูกันได้จ้า

วันศุกร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2566

เหตุการณ์เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475

เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 คณะราษฎร ได้นำทหารบก และทหารเรือ ซึ่งทั้งหมดเป็นกองกำลังในพระนคร มารวมตัวกันบริเวณรอบพระที่นั่งอนันตสมาคม ประมาณ 2,000 นาย ตั้งแต่เวลาประมาณ 05.00 น. โดยอ้างว่าเป็นการสวนสนาม จากนั้นให้ พันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา อ่านประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ 1 ณ บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า มีใจความว่า
"เมื่อกษัตริย์องค์นี้ได้ครองราชสมบัติสืบต่อจากพระเชษฐานั้น ในชั้นต้นราษฎรบางคนได้หวังกันว่ากษัตริย์องค์ใหม่นี้จะปกครองราษฎรให้ร่มเย็น แต่การณ์ก็หาได้เป็นไปตามที่คิดหวังกันไม่ กษัตริย์คงทรงอำนาจอยู่เหนือกฎหมายเดิม ทรงแต่งตั้งญาติวงศ์และคนสอพลอไร้คุณความรู้ให้ดำรงตำแหน่งที่สำคัญ ๆ ไม่ทรงฟังเสียงราษฎร ปล่อยให้ข้าราชการใช้อำนาจหน้าที่ในทางทุจริต มีการรับสินบนในการก่อสร้างและการซื้อของใช้ในราชการ หากำไรในการเปลี่ยนเงิน ผลาญเงินของประเทศ ยกพวกเจ้าขึ้นให้สิทธิพิเศษมากกว่าราษฎร กดขี่ข่มเหงราษฎร ปกครองโดยขาดหลักวิชา ปล่อยให้บ้านเมืองเป็นไปตามยถากรรม ดังที่จะเห็นได้จากความตกต่ำในทางเศรษฐกิจและความฝืดเคืองในการทำมาหากินซึ่งพวกราษฎรได้รู้กันอยู่โดยทั่วไปแล้ว รัฐบาลของกษัตริย์เหนือกฎหมายมิสามารถแก้ไขให้ฟื้นขึ้นได้
การที่แก้ไขไม่ได้ก็เพราะรัฐบาลของกษัตริย์มิได้ปกครองประเทศเพื่อราษฎรตามที่รัฐบาลอื่น ๆ ได้กระทำกัน รัฐบาลของกษัตริย์ได้ถือเอาราษฎรเป็นทาส (ซึ่งเรียกว่าไพร่บ้าง ข้าบ้าง) เป็นสัตว์เดียรัจฉาน ไม่นึกว่าเป็นมนุษย์ เหตุฉะนั้น แทนที่จะช่วยราษฎร กลับพากันทำนาบนหลังราษฎร จะเห็นได้ว่า ภาษีอากรที่บีบคั้นเอาจากราษฎรนั้น กษัตริย์ได้หักเอาไว้ใช้ปีหนึ่งเป็นจำนวนหลายล้าน ส่วนราษฎรสิ กว่าจะหาได้แม้แต่เล็กน้อย เลือดตาแทบกระเด็น ถึงคราวเสียเงินราชการหรือภาษีใด ๆ ถ้าไม่มีเงินรัฐบาลก็ยึดทรัพย์หรือใช้งานโยธา แต่พวกเจ้ากลับนอนกินกันเป็นสุข ไม่มีประเทศใดในโลกจะให้เงินเจ้ามากเช่นนี้ นอกจากพระเจ้าซาร์และพระเจ้าไกเซอร์เยอรมัน ซึ่งชนชาตินั้นก็ได้โค่นราชบัลลังก์ลงเสียแล้ว
รัฐบาลของกษัตริย์ได้ปกครองอย่างหลอกลวงไม่ซื่อตรงต่อราษฎร มีเป็นต้นว่าหลอกว่าจะบำรุงการทำมาหากินอย่างโน้นอย่างนี้ แต่ครั้นคอย ๆ ก็เหลวไป หาได้ทำจริงจังไม่ มิหนำซ้ำกล่าวหมิ่นประมาทราษฎรผู้มีบุญคุณเสียภาษีอากรให้พวกเจ้าได้กิน ว่าราษฎรยังมีเสียงทางการเมืองไม่ได้ เพราะราษฎรโง่ คำพูดของรัฐบาลเช่นนี้ใช้ไม่ได้ ถ้าราษฎรโง่ เจ้าก็โง่เพราะเป็นคนชาติเดียวกัน ที่ราษฎรรู้ไม่ถึงเจ้านั้นเป็นเพราะขาดการศึกษาที่พวกเจ้าปกปิดไว้ไม่ให้เรียนเต็มที่ เพราะเกรงว่าเมื่อราษฎรได้มีการศึกษา ก็จะรู้ความชั่วร้ายที่พวกเจ้าทำไว้ และคงจะไม่ยอมให้เจ้าทำนาบนหลังคนอีกต่อไป
ราษฎรทั้งหลายพึงรู้เถิดว่า ประเทศเรานี้เป็นของราษฎร ไม่ใช่ของกษัตริย์ตามที่เขาหลอกลวง บรรพบุรุษของราษฎรเป็นผู้ช่วยกันกู้ให้ประเทศเป็นอิสรภาพพ้นมือจากข้าศึก พวกเจ้ามีแต่ชุบมือเปิบและกวาดทรัพย์สมบัติเข้าไว้ตั้งหลายร้อยล้าน เงินเหล่านี้เอามาจากไหน ? ก็เอามาจากราษฎรเพราะวิธีทำนาบนหลังคนนั่นเอง บ้านเมืองกำลังอัตคัดฝืดเคือง ชาวนาและพ่อแม่ทหารต้องทิ้งนา เพราะทำนาไม่ได้ผล รัฐบาลไม่บำรุง รัฐบาลไล่คนงานออกอย่างเกลื่อนกลาด นักเรียนที่เรียนสำเร็จแล้วและทหารที่ปลดกองหนุนแล้วก็ไม่มีงานทำ จะต้องอดอยากไปตามยถากรรม เหล่านี้เป็นผลของกษัตริย์เหนือกฎหมาย บีบคั้นข้าราชการชั้นผู้น้อย นายสิบ และเสมียน เมื่อให้ออกจากงานแล้วก็ไม่ให้เบี้ยบำนาญ ความจริงควรเอาเงินที่พวกเจ้ากวาดรวบรวมไว้มาจัดบำรุงบ้านเมืองให้คนมีงานทำ จึงจะสมควรที่สนองคุณราษฎรซึ่งได้เสียภาษีอากรให้พวกเจ้าได้ร่ำรวยมานาน แต่พวกเจ้าก็หาได้ทำอย่างใดไม่ คงสูบเลือดกันเรื่อยไป เงินเหลือเท่าไรก็เอาไปฝากต่างประเทศ คอยเตรียมหนีเมื่อบ้านเมืองทรุดโทรม ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก การเหล่านี้ย่อมชั่วร้าย
เหตุฉะนั้น ราษฎร ข้าราชการ ทหาร และพลเรือน ที่รู้เท่าถึงการกระทำอันชั่วร้ายของรัฐบาลดังกล่าวแล้ว จึงรวมกำลังตั้งเป็นคณะราษฎรขึ้น และได้ยึดอำนาจของกษัตริย์ไว้ได้แล้ว คณะราษฎรเห็นว่าการที่จะแก้ความชั่วร้ายนี้ได้ก็โดยที่จะต้องจัดการปกครองโดยมีสภา จะได้ช่วยกันปรึกษาหารือหลาย ๆ ความคิดดีกว่าความคิดเดียว ส่วนผู้เป็นประมุขของประเทศนั้น คณะราษฎรไม่ประสงค์ทำการแย่งชิงราชสมบัติ ฉะนั้น จึงได้อัญเชิญให้กษัตริย์องค์นี้ดำรงตำแหน่งกษัตริย์ต่อไป แต่จะต้องอยู่ใต้กฎหมายธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน จะทำอะไรโดยลำพังไม่ได้ นอกจากด้วยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร 
คณะราษฎรได้แจ้งความประสงค์นี้ให้กษัตริย์ทราบแล้ว เวลานี้ยังอยู่ในความตอบรับ ถ้ากษัตริย์ตอบปฏิเสธหรือไม่ตอบภายในกำหนดโดยเห็นแก่ส่วนตนว่าจะถูกลดอำนาจลงมาก็จะได้ชื่อว่าทรยศต่อชาติ และก็เป็นการจำเป็นที่ประเทศจะต้องมีการปกครองแบบอย่างประชาธิปไตย กล่าวคือ ประมุขของประเทศจะเป็นบุคคลสามัญซึ่งสภาผู้แทนราษฎรได้เลือกตั้งขึ้น อยู่ในตำแหน่งตามกำหนดเวลา ตามวิธีนี้ราษฎรพึงหวังเถิดว่าราษฎรจะได้รับความบำรุงอย่างดีที่สุด ทุก ๆ คนจะมีงานทำ เพราะประเทศของเราเป็นประเทศที่อุดมอยู่แล้วตามสภาพ เมื่อเราได้ยึดเงินที่พวกเจ้ารวบรวมไว้จากการทำนาบนหลังคนตั้งหลายร้อยล้านมาบำรุงประเทศขึ้นแล้ว ประเทศจะต้องเฟื่องฟูขึ้นเป็นแม่นมั่น การปกครองซึ่งคณะราษฎรจะพึงกระทำก็คือ จำต้องวางโครงการอาศัยหลักวิชา ไม่ทำไปเหมือนคนตาบอด เช่น รัฐบาลที่มีกษัตริย์เหนือกฎหมายทำมาแล้ว เป็นหลักใหญ่ ๆ ที่คณะราษฎรวางไว้ มีอยู่ว่า
1. จะต้องรักษาความเป็นเอกราชทั้งหลาย เช่น เอกราชในทางการเมือง ในทางศาล ในทางเศรษฐกิจ ฯลฯ ของประเทศไว้ให้มั่นคง
2. จะต้องรักษาความปลอดภัยภายในประเทศ ให้การประทุษร้ายต่อกันลดน้อยลงให้มาก
3. ต้องบำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลใหม่จะจัดหางานให้ราษฎรทุกคนทำ จะวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ ไม่ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก
4. จะต้องให้ราษฎรมีสิทธิเสมอภาคกัน (ไม่ใช่พวกเจ้ามีสิทธิยิ่งกว่าราษฎรเช่นที่เป็นอยู่ในเวลานี้)
5. จะต้องให้ราษฎรได้มีเสรีภาพ มีความเป็นอิสระ เมื่อเสรีภาพนี้ไม่ขัดต่อหลัก 4 ประการดังกล่าวข้างต้น
6. จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร
ราษฎรทั้งหลายจงพร้อมใจกันช่วยคณะราษฎรให้ทำกิจอันจะคงอยู่ชั่วดินฟ้านี้ให้สำเร็จ คณะราษฎรขอให้ทุกคนที่มิได้ร่วมมือเข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลกษัตริย์เหนือกฎหมายพึงตั้งตนอยู่ในความสงบและตั้งหน้าทำมาหากิน อย่าทำการใด ๆ อันเป็นการขัดขวางต่อคณะราษฎร การที่ราษฎรช่วยคณะราษฎรนี้ เท่ากับราษฎรช่วยประเทศและช่วยตัวราษฎร บุตร หลาน เหลน ของตนเอง ประเทศจะมีความเป็นเอกราชอย่างพร้อมบริบูรณ์ ราษฎรจะได้รับความปลอดภัย ทุกคนจะต้องมีงานทำไม่ต้องอดตาย ทุกคนจะมีสิทธิเสมอกัน และมีเสรีภาพพ้นจากการเป็นไพร่ เป็นข้า เป็นทาสพวกเจ้า หมดสมัยที่เจ้าจะทำนาบนหลังราษฎร สิ่งที่ทุกคนพึงปรารถนาคือ ความสุขความเจริญอย่างประเสริฐซึ่งเรียกเป็นศัพท์ว่า "ศรีอาริยะ" นั้น ก็จะพึงบังเกิดขึ้นแก่ราษฎรถ้วนหน้า"
ซึ่งเมื่อ พันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา ได้อ่าน ประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ 1 จบ ทหารที่อยู่ในบริเวณดังกล่าวก็พากันโห่ร้องต้อนรับคณะปฏิวัติ เนื่องจากมีความไม่พอใจระบอบการปกครองแบบเก่าอยู่แล้ว แต่บางคนก็จำใจทำไปอย่างสับสนต่อเหตุการณ์ขณะนั้น หลังจากที่คณะปฏิวัติได้ควบคุมสถานการณ์ไว้ได้เรียบร้อย ก็ได้เชิญเจ้านายและพระราชวงศ์บางพระองค์ที่คุมกำลังทหารมากักไว้ โดยให้ประทับอยู่ภายในพระที่นั่งอนันตสมาคม เพื่อเป็นองค์ประกันของคณะราษฎร โดยเฉพาะสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต ซึ่งพระองค์ทรงมีพระราชอำนาจมากที่สุด โดยคุมกำลังทหารและพลเรือนของประเทศส่วนใหญ่ไว้ และได้ทูลให้ลงพระนามประกาศที่คณะราษฎรนำมาถวายซึ่งมีข้อความว่า
"ด้วยตามที่คณะราษฎรได้ยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินไว้ได้โดยมีความประสงค์ข้อใหญ่ ที่จะให้ประเทศสยามได้มีธรรมนูญการปกครองแผ่นดินนั้น ข้าพเจ้าขอให้ทหาร ข้าราชการ และราษฎรทั้งหลายจงช่วยกันรักษาความสงบ อย่าให้เสียเลือดเนื้อ ของคนไทยด้วยกันโดยไม่จำเป็นเลย"
โดยประกาศของ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต ที่ทางคณะราษฎรได้ทูลให้ลงพระนามนั้น ก็ถูกคณะราษฎรนำประกาศฉบับดังกล่าวไปใช้เสมือนเป็นคำรับรองจากผู้มีอำนาจสูงสุดขณะนั้น ในการออกคำสั่งให้ส่วนราชการทุกแห่งทั่วประเทศ รวมทั้งกำลังทหารหัวเมืองให้ปฏิบัติหน้าที่ไปตามปกติ โดยไม่มีการหยุดชะงักใด ๆ เลย และเมื่อเหตุการณ์ภายในพระนครเป็นไปด้วยดี คณะราษฎรก็ได้ทำหนังสือราชการซึ่งลงนามโดย พันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา พันเอก พระยาทรงสุรเดช และพันเอก พระยาฤทธิอัคเนย์ ส่งไปกราบถวายบังคมทูล พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ พระราชวังไกลกังวล หัวหิน และอัญเชิญในหลวงกลับสู่พระนครเป็นกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญการปกครองแผ่นดินซึ่งคณะราษฎรได้ร่างขึ้น
สำหรับใจความในหนังสืออัญเชิญ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว มีดังนี้
"ด้วยคณะราษฎร ข้าราชการ ทหาร พลเรือน ได้ยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินไว้ได้แล้ว และได้เชิญเสด็จพระบรมวงศานุวงศ์มีสมเด็จพระพี่ยาเธอ เจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต เป็นต้น ไว้เป็นประกัน ถ้าหากคณะราษฎรนี้ถูกทำร้าย ด้วยประการใด ๆ ก็จะต้องทำร้ายเจ้านายที่จับกุมไว้เป็นการตอบแทน คณะราษฎรไม่ประสงค์ที่จะแย่งชิงราชสมบัติแต่อย่างใด ความประสงค์อันใหญ่ยิ่งก็เพื่อจะมีธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน จึงขอเชิญใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทเสด็จกลับสู่พระนคร และทรงเป็นกษัตริย์ต่อไป โดยอยู่ใต้ธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน ซึ่งคณะราษฎรได้สร้างขึ้น ถ้าใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทตอบปฏิเสธก็ดี หรือไม่ตอบภายใน 1 ชั่วนาฬิกานับตั้งแต่ได้รับหนังสือนี้ก็ดี คณะราษฎรจะได้ประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินโดยเลือกเจ้านายพระองค์อื่น ๆ ที่เห็นสมควรขึ้นเป็นกษัตริย์"
ด้วยพระมหากรุณาธิคุณแห่งองค์สมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเห็นแก่ความสงบเรียบร้อยของอาณาประชาราษฎร์ ไม่อยากให้เสียเลือดเนื้อ รวมทั้งความเสียหายแก่บ้านเมือง และเนื่องจากพระองค์ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยอยู่แล้ว จึงไม่ทรงขัดความปรารถนาของคณะราษฎรที่ได้กราบบังคมทูลเชิญเป็นพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ และในวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 ได้ทรงพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับถาวร ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม
ในการวางแผนดังกล่าวกระทำที่บ้าน ร.ท. ประยูร ภมรมนตรี ในวันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2475 โดยมีเป้าหมายสำคัญในการวางแผนควบคุมสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต ซึ่งเป็นผู้สำเร็จราชการรักษาพระนคร โดยมีการเลื่อนวันเข้าดำเนินการหลายครั้งเพื่อความพร้อม หลังจากนั้น ยังได้มีการประชุมกำหนดแผนการเพิ่มเติมอีกที่บ้านพระยาทรงสุรเดช โดยมีการวางแผนว่าในวันที่ 24 มิถุนายนจะดำเนินการอย่างไร และมีการแบ่งงานให้แต่ละกลุ่ม แบ่งออกเป็น 4 หน่วยด้วยกัน คือ
หน่วยที่ 1 ทำหน้าที่ทำลายการสื่อสารและการคมนาคมที่สำคัญ เช่น โทรศัพท์ โทรเลข ดำเนินการโดยทั้งฝ่ายทหารบกและพลเรือน ทหารบกจะทำการตัดสายโทรศัพท์ของ ทหาร ส่วนโทรศัพท์กลางที่วัดเลียบ มี นายควง อภัยวงศ์ นายประจวบ บุนนาค นายวิลาศ โอสถานนท์ ดำเนินการ โดยมีทหารเรือทำหน้าที่อารักขา ส่วนสายโทรศัพท์และสายโทรเลขตามทางรถไฟและกรมไปรษณีย์เป็นหน้าที่ของ หลวงสุนทรเทพหัสดิน หม่อมหลวงอุดม สนิทวงศ์ หม่อมหลวงกรี เดชาติวงศ์ เป็นต้น ซึ่งหน่วยนี้ยังรับผิดชอบคอยกันมิให้รถไฟจากต่างจังหวัดแล่นเข้ามาได้ โดยเริ่มงานตั้งแต่เวลา 06.00 น.
หน่วยที่ 2 เป็นหน่วยเฝ้าคุม โดยมากเป็นฝ่ายพลเรือนผสมกับทหาร ทำหน้าที่ควบคุมตัวเจ้านายและบุคคลสำคัญต่าง ๆ เช่น สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต จากวังสวนผักกาด มายังพระที่นั่งอนันตสมาคม พระประยุทธอริยั่น จากกรมทหารบางซื่อ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการวางแผนให้เตรียมรถยนต์สำหรับลากปืนใหญ่มาตั้งเตรียมพร้อมไว้ โดยทำทีท่าเป็นตรวจตรารถยนต์อีกด้วย โดยหน่วยนี้ดำเนินงานโดย นายทวี บุณยเกตุ นายจรูญ สืบแสง นายตั้ว ลพานุกรม หลวงอำนวยสงคราม เป็นต้น โดยฝ่ายนี้เริ่มงานตั้งแต่เวลา 01.00 น.
หน่วยที่ 3 เป็นหน่วยปฏิบัติการเคลื่อนย้ายกำลัง ซึ่งทำหน้าที่ประสานทั้งฝ่ายทหารบกและทหารเรือ เช่น ทหารเรือจะติดไฟเรือรบ และเรือยามฝั่ง ออกเตรียมปฏิบัติการตามลำน้ำได้ทันที
หน่วยที่ 4 เป็นฝ่ายที่เรียกกันว่า "มันสมอง" มี นายปรีดี พนมยงค์ เป็นหัวหน้า ทำหน้าที่ร่างคำแถลงการณ์ ร่างรัฐธรรมนูญ และหลักกฎหมายปกครองประเทศต่าง ๆ รวมทั้งการเจรจากับต่างประเทศเพื่อทำความเข้าใจภายหลังการปฏิบัติการสำเร็จแล้ว
จุดมุ่งหมายในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 
คณะราษฎร มุ่งหวังที่จะสร้างระบอบประชาธิปไตย มีรัฐธรรมนูญเป็นหลักในการปกครองประเทศ โดยกำหนดไว้ 3 ประการ ดังนี้
ประการแรก เพื่อวางรากฐานประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ และปฏิเสธการสถาปนาสาธารณรัฐโดยเด็ดขาด
ประการที่สอง กำหนดการเปลี่ยนแปลงการปกครองด้วยการยึดอำนาจ เพื่อเปลี่ยนจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบบที่มีพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ไม่ใช่การจลาจลนองเลือด ให้งดเว้นการทำทารุณใด ๆ ทั้งสิ้น
ประการที่สาม ให้ตั้งอยู่ในสัจจะ เสียสละเพื่อประเทศชาติ เว้นการหาประโยชน์สร้างตนเองโดยเด็ดขาด
สาเหตุที่ทำให้คณะราษฎรตัดสินใจเปลี่ยนระบอบการปกครอง  มีหลายสาเหตุ อาทิ 
สาเหตุแรก ได้แก่ สภาพบ้านเมืองในช่วงเวลานั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสถาปนาอภิรัฐมนตรีสภาซึ่งสมาชิกทั้งหมดเป็นพระบรมวงศานุวงศ์ ด้วยเหตุผลที่จำให้แก้สถานการณ์ที่กล่าวว่า พระมหากษัตริย์กับพระบรมวงศ์ผู้ใหญ่แตกแยกกัน ดังนั้น การยับยั้งข้อเสนอบางเรี่องโดยเฉพาะพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวที่จะพระราชทานรัฐธรรมนูญให้ประชาชนชาวไทยในวาระราชวงศ์ จึงทำให้คณะราษฎรและกลุ่มหนังสือพิมพ์มองว่า พวกเจ้าหลงกับอำนาจ
สาเหตุที่สอง ได้แก่ ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศรายได้ไม่พอกับรายจ่าย สืบเนื่องจากเศรษฐกิจของโลกหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 และการใช้จ่ายในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว การแก้ไขคือ การดุลข้าราชการ ยุบเลิกหน่วยงานต่าง ๆ ตัดทอนค่าใช้จ่ายของกระทรวง กรม กอง และเก็บภาษีบางประการเพิ่มการแก้ไขดังนี้ก่อให้เกิดความไม่พอใจแก่ผู้เสียประโยชน์ ในวงการทหารก็เช่นกัน จึงเป็นเหตุให้นายทหารคิดเปลี่ยนแปลงการปกครอง ในขณะที่มีการดุลข้าราชการออก ก็มีกลุ่มบุคคลมองว่าดุลออกเฉพาะสามัญชน ส่วนข้าราชการที่เป็นเจ้าไม่ต้องถูกดุล แล้วยังบรรจุเข้าทำงานแทนสามัญชนอีก ความแตกต่างทางฐานะด้านสังคมก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่ง
สาเหตุที่สำคัญที่สุด ก็คือ ความล่าช้าในการบริหารราชการแผ่นดิน พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชประสงค์จะฝึกข้าราชการในสภากรรมการองคมนตรีให้เรียนรู้วิธีการประชุม ปรึกษาแบบรัฐสภาเพื่อเตรียมการพระราชทานรัฐธรรมนูญ ก็ทำได้อย่างไม่มีผลเท่าไรนัก พระราชบัญญติเทศบาล ซึ่งจะเป็นรากฐานของการปกครองตนเองก็ยังไม่ได้ประกาศออกใช้ และข้อสุดท้ายคือ ร่างรัฐธรรมนูญที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงให้ผู้ชำนาญการร่างไว้เสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ยังไม่ได้พระราชทานแก่ประชาชน
หมุด 24 มิถุนายนสัญลักษณ์วันเปลี่ยนแปลงการปกครองหมุดทองเหลือง เป็นหลักฐานประวัติศาสตร์ในเหตุการณ์ครั้งนั้น โดยหมุดทองเหลือง ถูกฝังอยู่กับพื้นถนนบนลานพระบรมรูปทรงม้า ด้านสนามเสือป่า มีข้อความว่า
           "ณ ที่นี้ 24 มิถุนายน 2475 เวลาย่ำรุ่ง คณะราษฎร ได้ก่อกำเนิดรัฐธรรมนูญ เพื่อความเจริญของชาติ"

วันพฤหัสบดีที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2566

ทำไมการกู้เรือดำน้ำชมซากเรือไททานิกนั้นไม่ง่าย

ทำไมการกู้เรือดำน้ำชมซากเรือไททานิกนั้นไม่ง่าย
แม้มีเทคโนโลยีทันสมัย แต่ท้องทะเลลึกไม่เคยปราณี
ต่อให้ค้นหาจนเจอก็กู้ขึ้นมาไม่ได้
.
“ไททานิค” เรือเดินสมุทรที่มีชื่อเสียงและหลายคนรู้จักมากที่สุดกับฉายาอมตะ “เรือที่ไม่มีวันจม” ที่ปัจจุบันนี้ได้นอนทอดลำสงบนิ่งยาวนานนับร้อยปีอยู่ใต้มหาสมุทรแอตแลนติก หลังชนเข้ากับภูเขาน้ำแข็งกลางดึกของวันที่ 15 เมษายน 1912 และกลายเป็นตำนานที่ถูกเล่าขานใหม่อีกครั้งบนจอภาพยนต์ที่ขึ้นชื่อว่าดีที่สุดเรื่องหนึ่งของโลก ซึ่งทำให้ผู้คนรู้จักเรือลำนี้อย่างกว้างขวาง และเสน่ห์ของไททานิค ได้ดึงดูดนักสำรวจรุ่นแล้วรุ่นเล่าให้ออกเดินทางเพื่อดำดึ่งลงไปยังก้นทะเลลึก ศึกษาซากอารยธรรมที่เต็มไปด้วยเรื่องราวของผู้คนนับพันชีวิตที่จมลงไปพร้อมกับเรือเดินสมุทรในคืนนั้น
.
แต่เหตุการณ์ชวนระทึกใจและทำให้ผู้คนกลับมาพูดถึงไททานิคก็เกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อเรือดำน้ำขนาดเล็กที่ชื่อว่า "ไททัน" (Titan) ที่พานักเดินทาง นักวิจัย และกัปตันเรือรวม 5 ชีวิต เดินทางลงสู่ก้นมหาสมุทรลึกเพื่อดูซากเรือไททานิคได้เกิดปัญหาสัญญาณการติดต่อขาดหายไปหลังดำดึ่งลงไปได้ 1 ชั่วโมง 45 นาที ตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 18 มิถุนายน กลายเป็นวิกฤตที่เกิดขึ้นที่หน่วยกู้ภัยต้องพยายามออกค้นหาเรือลำดังกล่าวอย่างเร่งด่วน เพื่อแข่งขันกับเวลาที่นับถอยหลังไปพร้อมกับออกซิเจนภายในเรือที่กำลังจะหมดลง โดยกินพื้นที่การค้นหาใต้น้ำกว้างใหญ่ราว 13,000 ตารางกิโลเมตร หรือเท่ากับรัฐคอนเนตทิคัต หรือใหญ่กว่าพื้นที่กรุงเทพฯ 10 เท่า ซึ่งเรืออาจจมอยู่ที่ใดสักที่ใต้นำทะเลอันเย็นยะเยือกของแอตแลนติกเหนือ โอบล้มไปด้วยแรงดันน้ำมหาศาลกว่าพื้นผิวโลกหลายเท่า  หรืออาจจะพุ่งขึ้นสู่พื้นผิวน้ำแล้วแต่ยังไม่อาจหาเจอก็เป็นได้ ซึ่งนี่คืออุปสรรคใหญ่ในภารกิจการค้นหาครั้งนี้
.
🔵 ภูมิประเทศใต้มหาสมุทรอันแสนมืดมิด
.
หากไททันจมอยู่ใต้ทะเลบนพื้นมหาสมุทร แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะช่วยเหลือผู้โดยสารและลูกเรือให้กลับขึ้นมา เนื่องจากซากเรือไททานิคอยู่ใต้ผิวน้ําลึกถึง 3,800 เมตร นับเป็นลำดับที่ 7 ของโลกที่เรือเดินสมุทรจมอยู่ใต้น้ำ ซึ่งไททันได้ขาดการติดต่อในช่วงครึ่งทางในการดําน้ําไปให้ถึงซากเรือ
.
ทิม มัลติน ผู้เชี่ยวชาญด้านซากเรือไททานิคกล่าวว่า ใต้น้ำนั้นมืดดําสนิทและมีอุณภูมิเย็นจัด แถมก้นทะเลยังเป็นโคลนและเป็นลูกคลื่น เราไม่สามารถมองเห็นได้แม้กระทั่งมือของเราเองที่เอามาจ่อตรงหน้า
.
🔵 แม้จะเจอไททันก็ไม่อาจจะนำขึ้นสู่ผิวน้ำได้
.
ในกรณีที่ค้นหาเรือดําน้ําไททันพบแล้ว ก็ไม่สามารถนำขึ้นมาจากก้นมหาสมุทรสู่ผิวน้ำได้ ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า การกู้ภัยแบบนี้ใต้มหาสมุทรที่ลึกระดับนี้และมีแรงดันน้ำมหาศาลนั้นไม่น่ามีความเป็นไปได้เลย มีเรือใต้น้ําเพียงไม่กี่ลําเท่านั้นที่สามารถเข้าถึงส่วนลึกของซากเรือไททานิคได้ แม้ว่าพวกเขาจะไปถึงได้ แต่เรือดําน้ําไม่มีกำลังมากเพียงพอในการลากเรือดำน้ำอีกลำให้ขึ้นสู่ผิวน้ํา ใต้มหาสมุทรอันดำมืดและลึกลับนั้นมีอะไรอีกมากมายที่มนุษย์ไม่ยังรู้ได้
.
เจมี่ พริงเกิล นักธรณีวิทยานิติวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยคีลในสหราชอาณาจักรกล่าวว่า มนุษย์มีความรู้เกี่ยวกับพื้นผิวดวงจันทร์มากกว่าก้นมหาสมุทรเสียอีก เพราะเรายังสํารวจมันได้น้อยมาก
.
แต่ถ้าหากว่าเรือดำน้ำสามารถพาตัวเองขึ้นสู่ผิวน้ำได้ ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า การจะค้นหาเรือลํานี้ให้เจอก็เป็นสถานการณ์ที่ยากประดุจงมเข็มในมหาสมุทร เพราะเรือที่มีขนาดเล็กเท่ากับรถตู้จะยิ่งมองสังเกตได้ยากเนื่องจากลำตัวเรือส่วนใหญ่จะจมอยู่ใต้น้ํา และมีส่วนเล็กๆ เท่านั้นที่โผล่บนผิวน้ำ อีกทั้งการที่เรืออยู่ไกลออกไปในมหาสมุทร ทำให้การเคลื่อนย้ายเรือและอุปกรณ์ไปยังพื้นที่ค้นหาขนาดใหญ่ต้องใช้เวลา
.
สำหรับเรือดำน้ำไททัน เป็นของบริษัท OceanGate Expeditions ซึ่งเป็นทริปชมซากเรือไททานิค สนนราคาค่าทริปเดินทางอยู่ที่ 250,000 ดอลลาร์ หรือราว 8.7 ล้านบาท โดยทริปดังกล่าวจะใช้เวลาทั้งหมด 8 วันเพื่อชมซากเรืออันเป็นตำนานซึ่งจมอยู่ก้นมหาสมุทรแอตแลนติกที่ระดับความลึก 3,800 เมตร 
.
เป็นเรือดำน้ำขนาดเล็กความยาว 6.7 เมตร สูง 2.5 เมตร ผลิตจากคาร์บอนไฟเบอร์และไทเทเนียม ซึ่งเป็นวัสดุที่มีความแข็งแรงทนทานสูง ทำความเร็วได้ 3 นอต หรือ 5.5 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สามารถดำน้ำลึกได้ 4,000 เมตร
.
บรรจุลูกเรือได้ 5 คน มีห้องน้ำ 1 ห้อง แต่ไม่มีที่นั่งผู้โดยสารต้องนั่งขัดสมาธิบนพื้น พร้อมอุปกรณ์ยังชีพช่วยเหลือได้ 96 ชั่วโมง พร้อมติดตั้งระบบโซนาร์ล้ำสมัย ไฟส่องสว่างความข้มข้นสูง และกล้องบันทึกภาพความละเอียด 4K
.
ซึ่งผู้โดยสารที่มีการเปิดเผยรายชื่อข้อมูลเท่าที่เราทราบตอนนี้คือมีลูกเรืออยู่ในเรือดำน้ำ Titan ทั้งหมด 5 คนด้วยกัน ได้แก่
.
🔹 ชาห์ซาดา ดาวูด นักธุรกิจชาวปากีสถาน
🔹 สุเลมาน ดาวูด ลูกชายของชาห์ซาดา
🔹 ฮามิช ฮาร์ดิง มหาเศรษฐีและนักสำรวจชาวอังกฤษวัย 59 ปี
🔹 พอล-เฮนรี นาร์โกเล็ต นักสำรวจชาวฝรั่งเศสวัย 77 ปี
🔹 สต็อกตัน รัช ผู้บริหารระดับสูงของ OceanGate 
.
ข้อมูล ณ ตอนนี้คือเจ้าหน้าที่กําลังดําเนินการนำยานสำรวจควบคุมจากระยะไกล (ROV) ที่ชื่อว่า Victor 6000 จากสถาบันวิจัยสมุทรศาสตร์ของฝรั่งเศส ซึ่งสามารถเดินทางไปถึงระดับความลึก 6,000 เมตรมายังจุดค้นหา
.
โดย ROV จะเชื่อมต่อกับระบบค้นหาใต้น้ำ ซึ่งสามารถส่งข้อมูลได้แบบเรียลไทม์จากระบบโซนาร์และกล้องบันทึกภาพความละเอียดสูง
.
ซึ่งถ้าหากพบเรือไททันแล้ว หุ่นยนต์ Victor 6000 จะใช้ตะขอเกี่ยวเรือไททันร่วมที่เชื่อมมาจากเรือปั้นจั่น Horizon Arctic ที่ลอยอยู่บนผิวน้ำซึ่งมีเครนติดกับตัวเรือ แล้วดึงเรือไททันขึ้นมา 
.
อย่างไรก็เศษซากปรักหักพังของไททานิคบนพื้นมหาสมุทรที่มีอยู่กระจัดกระจายมากมายอาจทำให้ต้องใช้เวลาในการแยกแยะว่าอะไรคือเศษซากเรือ คืออะไรไททัน
.
ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าแม้ว่าจะพบไททันแล้ว แต่การดึงเรือขึ้นมาอาจทำได้ยากโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมันเข้าไปติดพันกับซากเรือที่มีอายุนับร้อยปี ซึ่งมีความอันตรายอย่างมากต่อการกู้ภัย
.
อลิสแตร์ เกร็ก ศาสตราจารย์ด้านวิศวกรรมทางทะเลที่ University College London กล่าวว่า"การที่เรือดำน้ำลงไปที่ก้นทะเลและไม่สามารถกลับขึ้นมาได้ภายใต้แรงของตัวเอง ทำให้การช่วยเหลือนั้นเต็มไปด้วยข้อจำกัด
.
เพราะต่อให้เรือดําน้ํายังคงไม่บุบสลาย แต่หากอยู่เหนือไหล่ทวีปลงไป บนโลกใบนี้มีเรือดำน้ำน้อยลำมากที่สามารถดําน้ําได้ลึกขนาดนั้น และไม่ใช่นักประดาน้ำอย่างแน่นอน

วันพุธที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2566

พ่อใหญ่หนิงหน่อง เพชรพิณทอง


วันที่ ๒๐  มิถุนายน  ๒๕๖๖
รำลึก ๖ ปีแห่งการจากไป
#ของบรมครูตลกอีสาน
#คุณพ่อหนิงหน่อง #เพชรพิณทอง
ศิลปินมรดกอีสาน สาขาศิลปะการแสดงตลกอีสาน พุทธศักราช​ ๒๕๕๐

พ่อใหญ่หนิงหน่อง เพชรพิณทอง มีชื่อ-นามสกุลจริงว่า นายสุดใจ เที่ยงตรงกิจ เกิดวันอาทิตย์ที่ ๑๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๙๒ ที่บ้านหนองสะพัง ตำบลหนองบัวใต้ อำเภอโนนสัง จังหวัดอุดรธานี (ปัจจุบันขึ้นกับอำเภอศรีบุญเรือง จังหวัดหนองบัวลำภู) จบการศึกษาระดับประถมศึกษาปีที่ ๔ ต้องหยุดเรียนไปเนื่องจากฐานะทางบ้านค่อนข้างยากจน หลังจากนั้นหนิงหน่องได้ก้าวเข้าสู่เส้นทางศิลปินหมอลำหมู่ ลำทำนองขอนแก่น "คณะบรรจงศิลป์" อำเภอเมืองขอนแก่น โดยได้รับบทเป็นพระเอกและบทอื่นๆ ในวรรณกรรมอีสานเรื่อง “ท้าวแสนโฮง” รวมระยะเวลาในการเป็นศิลปินหมอลำนานประมาณ ๑๐ ปี

ความสามารถและศิลปะการละเล่นที่ทำให้ใครต่อใครได้เห็นความสามารถ จึงทำให้ นพดล ดวงพร เจ้าของวงดนตรีลูกทุ่งหมอลำ "คณะเพชรพิณทอง" ชักชวนให้มาร่วมวงด้วยกัน ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๕ หนิงหน่อง ได้แต่งบทเพลงในแนวตลกให้กับสมาชิกในวง ได้คิดมุขตลกที่เป็นเอกลักษณ์ แบบฉบับ สร้างความประทับใจในการแสดงยาวนาน จนกระทั่งได้ลาออกจากวงเพชรพิณทองในปี พ.ศ. ๒๕๔๑ เนื่องจากมีปัญหาด้านสุขภาพไม่แข็งแรง

ผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้กับพ่อใหญ่หนิงหน่อง ประกอบด้วยการแสดงในชุด หนิงหน่องย่านเมีย, หนิงหน่องย่านตาย, ก่องข้าวน้อยฆ่าแม่, แจกข้าวหาลุงแนบ และผลงานอื่นๆ มากกว่า 50 ชุด ทั้งในรูปแบบวิดีโอ เทปคาสเซต และเป็นต้นแบบของการเล่นตลกแก่นักแสดงตลกรุ่นหลังๆ หลายคน มีลูกศิษย์ที่มีชื่อเสียง เช่น อาวแท็กซี่, ใหญ่ หน้ายาน, ชัย, ฝ้ายเม็ดใน, จ่อย จุกจิก เป็นต้น

#บั้นปลายชีวิต
พ่อใหญ่หนิงหน่อง มีโรคประจำตัวหลายโรค เช่น โรคเกาต์ รูมาตอยด์ และความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นมาตั้งแต่ครั้งยังร่วมงานการแสดงกับวงดนตรีเพชรพิณทอง จนในปี พ.ศ. ๒๕๔๐ หนิงหน่องได้ล้มลงหน้าเวทีการแสดงสด เนื่องจากป่วยเป็นโรคนิ่วในถุงน้ำดี ต้องนำตัวส่งโรงพยาบาลราชพฤกษ์ จังหวัดขอนแก่น เพื่อทำการผ่าตัดเป็นการด่วน หลังการผ่าตัดได้ ๗ วัน แผลผ่าตัดเกิดการติดเชื้อและฉีกขาด ทำให้น้ำดีที่ค้างอยู่ไหลท่วมอวัยวะภายใน จึงต้องทำการผ่าตัดซ้ำเพื่อล้างอวัยวะภายในทั้งหมด เมื่อฟื้นขึ้นมาปรากฏว่า หนิงหน่องมีปัญหาเรื่องความจำเลอะเลือน ทำให้ไม่สามารถกลับไปเล่นตลกได้อีก จึงต้องลาออกจากวงเพื่อไปรักษาตัวเองอย่างจริงจัง
ในปี พ.ศ. ๒๕๔๔ พ่อใหญ่หนิงหน่อง มีอาการไตไม่ทำงาน ความดันโลหิตสูง และน้ำท่วมปอด ทางครอบครัวได้พาไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลราชพฤกษ์และทำการรักษาตัวอย่างต่อเนื่อง และตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๘ เป็นต้นมา หนิงหน่องต้องฟอกไตเดือนละ ๒ ครั้ง ทั้งๆ ที่มีฐานะยากจน ไม่มีเงินรักษา จนมีอาการติดเชื้อในกระแสโลหิต และโลหิตเป็นพิษ ทำให้ไม่ตอบสนองต่อการฟอกไต
และได้เสียชีวิตอย่างสงบเมื่อวันที่ ๒๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๐ ที่โรงพยาบาลราชพฤกษ์ จังหวัดขอนแก่น ด้วยอาการไตวายเรื้อรัง สิริรวมอายุได้ ๖๗ ปี ทางญาติได้จัดให้มีพิธีสวดพระอภิธรรมศพของหนิงหน่อง ได้มีการพระราชทานเพลิงศพเป็นกรณีพิเศษเมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๐จบตำนานยิ่งใหญ่ของ "ดาวตลกอีสาน พ่อใหญ่หนิงหน่อง เพชรพิณทอง" ไปตลอดกาล
การยกย่องเชิดชูเกียรติ
ได้รับเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินมรดกอีสาน สาขาศิลปะการแสดง (ตลกอีสาน) ประจำปี พ.ศ. ๒๕๕๐จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น

ภาพจากเพจ : เพชรพิณทอง นพดล ดวงพร
ข้อมูลประวัติ : วิกิพีเดีย https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87_%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%8A%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%93%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87

#มักอีพ่อลาวเล่นมุขตลกหยัง
#แสดงความคิดเห็นเบิ่ง

วันจันทร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2566

ภาพถ่ายการเดินทาง โดยใช้ช้างเป็นพาหนะ ขึ้นเหนือ (ข้อมูลภาพระบุ ประมาณปี พ.ศ.๒๔๓๘ หรือสมัย ร๕).

ภาพถ่ายการเดินทาง โดยใช้ช้างเป็นพาหนะ ขึ้นเหนือ (ข้อมูลภาพระบุ ประมาณปี พ.ศ.๒๔๓๘ หรือสมัย ร๕).

ข้อมูลภาพระบุว่า การเดินทางจากบางกอก สู่เชียงใหม่ ในสมัยที่ยังไม่มีรถไฟใช้นั้น มักจะเริ่มต้นโดยทางเรือ ล่องไปตามแม่น้ำเจ้าพระยา และสิ้นสุดที่อุตรดิตถ์ หรือบางทีก็ใช้นครสวรรค์ จากนั้นก็ใช้ช้างเป็นพาหนะต่อไปถึงเชียงใหม่..

อ้างถึงหนังสือ A half century among the Siamese and the Lao เขียนโดย ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ แมคกิลวารี มิชชันนารีชาวอเมริกัน ที่เดินทางเข้ามาสยามเพื่อเผยแพร่คริสต์ศาสนาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ศ. ดร. แมคกิลวารี พร้อมคณะมิชชันนารีที่มีโอกาสได้เดินทางจากกรุงเทพฯ ไปเชียงใหม่ ได้บันทึกการเดินทางครั้งหนึ่งว่า ท่านออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ในวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2406 เดินทางด้วยเรือมุ่งสู่ตาก จากนั้นเปลี่ยนมาเดินทางด้วยช้าง และเดินทางถึงเชียงใหม่ในวันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2407 (นับศักราชแบบใหม่) ใช้ระยะเวลาทั้งสิ้น 49 วัน..

โดยคณะมิชชันนารีได้พำนักที่เมืองเชียงใหม่ 10 วัน จากนั้น ศ. ดร. แมคกิลวารี พร้อมคณะมิชชันนารีเดินทางกลับมากรุงเทพฯ ด้วยเรือจากเชียงใหม่ และกลับถึงกรุงเทพฯ ในวันที่ 30 มกราคม ปีเดียวกัน ดังนั้นการเดินทางขากลับด้วยเรืออาจใช้ระยะเวลาประมาณ 13 วัน..

‘ขอนำข้อมูลเส้นทางการเดินทาง มาให้อ่านเพิ่มเติม’

การขนส่งทางน้ำในภาคเหนือ มีแม่น้ำปิงเป็นแม่น้ำสายสำคัญ ซึ่งไหลจากเทือกเขาผีปันน้ำในพื้นที่อำเภอเชียงดาว ผ่านจังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดลำพูน ไปบรรจบกับแม่น้ำวังวังที่บ้านปากวัง อำเภอบ้านตาก จังหวัดตาก ผ่านจังหวัดกำแพงเพชร ไปบรรจบกับแม่น้ำน่าน แม่น้ำยมที่ปากน้ำโพ ตำบลแควใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ (แม่น้ำน่านกับแม่น้ำยมบรรจบกันที่อำเภอชาแสง จังหวัดนครสวรรค์) เป็นต้นน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา ไหลลงอ่าวไทยที่ปากน้ำ จังหวัดสมุทรปราการ ในอดีตแม่น้ำปิงจึงเป็นเส้นทางการเดินทางระหว่างเมืองเหนือ – เมืองใต้ และเป็นเส้นทางการค้าทางเรือ โดยใช้เวลาขาขึ้นจากกรุงเทพฯ ถึงเชียงใหม่ ประมาณเดือนครึ่งถึงสามเดือน ขาล่องจากเชียงใหม่ถึงกรุงเทพฯ ใช้เวลาประมาณ 15 วัน - 1 เดือน ตามแต่ระดับน้ำในแต่ละฤดูกาล ผ่านแก่งจำนวน 44 แห่ง..

     ในช่วงปี พ.ศ. 2441 รัชกาลที่ 5 โปรดฯ ให้สร้างทางรถไฟสายเหนือ ช่วงแรกถึงปากน้ำโพเมื่อ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2448 การเดินทางและการขนสินค้าจากกรุงเทพฯ ขึ้นเหนือจึงใช้รถไฟจากกรุงเทพฯ ถึงปากน้ำโพ แล้วลงเรือต่อขึ้นเมืองเหนือ ครั้น 1 เมษายน พ.ศ. 2459 ทางรถไฟสายเหนือถึงนครลำปาง จึงขึ้นเชียงใหม่ก็ยังต้องต่อเรือลงตามแม่น้ำวังและแม่น้ำปิง..

     1 เมษายน พ.ศ. 2461 สร้างอุโมงค์ขุนตาลเสร็จ รถไฟสายเหนือขึ้นไปถึงสถานีเชียงใหม่ (คำเมือง “ปลายราง”) เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2464 การเดินทางและการขนส่งสินค้าขึ้น – ล่อง ระหว่างกรุงเทพฯ – เชียงใหม่ ได้ใช้ทางรถไฟมากขึ้น การเดินทางและการค้าทางเรือในสายน้ำแม่ปิงก็เริ่มลดลง...

ข้อมูลอ้างอิง: ศิลปวัฒนธรรม , เว็ปไซด์ sri.cmu.au.th, นิทรรศการฟิล์มกระจก

วันเสาร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2566

Forbidden City พระราชวังต้องห้าม

Forbidden City
พระราชวังต้องห้ามตั้งอยู่ใจกลางของกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน สร้างในสมัยราชวงศ์หมิงจนถึงราชวงศ์ชิง มีพื้นที่ 720,000 ตารางเมตร หรือ 450 ไร่ สิ่งปลูกสร้าง 980 หลัง มีห้องทั้งหมด 9,999 ห้อง และมีพระที่นั่ง 75 องค์ มีหอสมุด ห้องลับต่างๆ มีกำแพงสูงถึง 11 เมตร ใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 14 ปี ตั้งแต่ ค.ศ. 1406 ถึง ค.ศ. 1420
        พระราชวังต้องห้าม มีวิธีการเรียกได้หลายเเบบ โดยชาวจีนจะเรียกว่า กูกง ซึ่งหมายถึง พระราชวังเก่า หรือที่เราเรียกกัน 
ติดปากว่า พระราชวังต้องห้าม เป็นคำที่เเปลมาจากภาษาจีน 紫禁城 จื่อจิ้น เฉิง ซึ่งเเปลได้ตามตัวอักษรว่า เมืองต้องห้ามสีเลือดหมู 
ด้วยเหตุที่ว่า ห้ามสามัญชนเข้าไปในบริเวณวังหลวงโดยเด็ดขาด และสีเลือดหมูนั้นเป็นสีอาคารและหลังคาโดยทั่วไป
                  พระราชวังต้องห้ามตั้งอยู่ทางทิศเหนือของจตุรัสเทียนอันเหมิน นักท่องเที่ยวสามารถเข้าสู่พระราชวังต้องห้ามได้ทาง     
 จตุรัสนี้ ผ่าน ประตูเทียนอันเหมิน 
       สถานที่ที่ตั้งของพระราชวังโบราณนี้แต่เดิมนั้นก็คือพระราชวังหลวงของราชวงศ์หยวนแห่งมองโกล ซึ่งต่อมาเมื่อราชวงศ์
หยวนล่มสลายลงแล้วมีราชวงศ์หมิงขึ้นมาแทน จักรพรรดิพระองค์แรกของราชวงศ์หมิง จักรพรรดิหงอู่ได้ย้ายเมืองหลวงจาก
ปักกิ่งไปนานกิงและดำริให้รื้อถอนพระราชวังออก ซึ่งต่อมาเมื่อพระราชโอรสของพระองค์จักรพรรดิหย่งเล่อได้ขึ้นครองราชย์ 
พระองค์ก็ได้ย้ายเมืองหลวงกลับปักกิ่งดั้งเดิม และทรงสั่งให้ก่อสร้างพระราชวังใหม่ขึ้นในปี พ.ศ. 1949 ซึ่งต่อมาได้กลายมาเป็น
พระราชวังต้องห้ามแห่งนี้
            ต่อมาในปี พ.ศ. 2187 ได้เกิดจลาจลขึ้นทำให้พระราชวังสมัยราชวงศ์หมิงเสียหายไป และเมื่อราชวงศ์ชิงขึ้นครองอำนาจ
ต่อจากราชวงศ์หมิง ทางราชวงศ์ชิงก็ได้ก่อสร้างบูรณะขึ้นมาใหม่บนฐานสิ่งก่อสร้างเดิม ทำให้พระราชวังกลายมาเป็น
จุดศูนย์กลางอำนาจของจีนอีกครั้งหนึ่งเรื่อยมาจนถึงการล่มสลายของราชวงศ์ชิง และการเปลี่ยนมาเป็นระบอบสาธารณรัฐ    โครงสร้างของพระราชวังต้องห้ามเเบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ วังหน้าซึ่งเคยเป็นที่สำหรับให้ฮ่องเต้ออกว่าราชการ
เเละจัดงานรื่นเริง รวมถึงการเข้าเฝ้าของขุนนาง อีกส่วนหนึ่งคือ วังหลัง ซึ่งเป็นเขตหวงห้ามสำหรับผู้ชาย เป็นตำหนักสำหรับการพัก
ผ่อน  คล้ายเป็นบ้านของฮ่องเต้ เป็นที่พำนักของฮองเฮาเเละนางสนม  ผู้ที่เข้าไปได้มีเพียงฮ่องเต้เเละเหล่าขันที จะกล่าวได้ว่าส่วน
หลังนี้เป็นที่สำหรับฮ่องเต้เเละเหล่านางต่างๆ
   ตำหนักสำคัญของวังหน้า มี 3 ตำหนัก ได้เเก่
                    1. ตำหนักไท่เหอ เป็นตำหนักด้านหน้าที่สำคัญที่สุดและใหญ่ที่สุดในพระราชวังหลวง   ใช้เป็นสถานที่ฮ่องเต้ออกว่า    ราชการแผ่นดินรับการเข้าเฝ้าจากขุนนางขุนศึก ต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองและอาคันตุกะชาวต่างต่างประเทศ หลังคามุงกระเบื้องสี  ทอง
                    2. ตำหนักจงเหอ เป็นตำหนักหลังที่ 2 อยู่ด้านหลังตำหนักไท่เหอ ใช้เป็นสถานที่พักรอก่อนออกว่าราชการแผ่นดิน รับ  การรายงานจากข้าหลวงชั้นใน รวมทั้งพิธีการจัดงาน
                         3. ตำหนักเป่าเหอ เป็นตำหนักหลังที่ 3 อยู่ถัดมาจากตำหนักจงเหอทางด้านหลัง  ใช้เป็นสถานที่จัดงานเลี้ยงรับรอง  บรรดาหัวหน้าชนเผ่ากลุ่มน้อยต่างๆทุกปี ในวันสิ้นปีของจีน พิธีอภิเษกสมรสของฮ่องเต้หรือโอรสธิดา มาถึงในสมัยพระเจ้าเฉียนหลง  ใช้ที่นี่เป็นสถานที่สอบจอหงวน องค์ฮ่องเต้เป็นผู้ออกข้อสอบและคุมสอบด้วยพระองค์เอง 
   "พระราชวังต้องห้ามได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การ UNESCO เป็นที่เรียบร้อยเเล้ว สถานที่เเห่งนี้ เเม้ว่าจะตั้งอยู่
ใจกลางกรุงปักกิ่ง ซึ่งเป็นเมืองหลวงที่มีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว เเต่ก็ยังคงความโบราณเเละกล่นอายของประวัติศาสตร์อันยาว    
นานเเละความยิ่งใหญ่ของประเทศจีนในสมัยก่อน เพราะฉะนั้นเมื่อคุณเดินทางไปท่องเที่ยวที่ปักกิ่ง เเล้วไม่มาที่พระราชวังต้องห้าม
เเห่งนี้ เเสดงว่าคุณได้พลาดสิ่งที่ล้ำค่าเเละสวยงามมากไปเเล้วล่ะ !! "
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
http://th.wikipedia.org/wiki/พระราชวังต้องห้าม
http://www.oceansmile.com/China/Kukong.htm
#ให้ภาพมันเล่าเรื่อง
#ภาพและเรื่องราวต่างๆที่น่าสนใจ

วันศุกร์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2566

ประเพณี "ตีข่า" : เมื่อคนลาวออกล่าชนเผ่าข่า เพื่อค้าทาส

ประเพณี "ตีข่า" : เมื่อคนลาวออกล่าชนเผ่าข่า เพื่อค้าทาส

.

      "ข่า" เป็นคำเรียกของคนลาวล้านช้าง สำหรับเรียกชนเผ่าอนารยชนในพื้นที่ราบ คำว่าข่านั้น หมายถึง "ข้ารับใช้" (ขี้ข้า/ขี้ข่า) ไม่ใช่ชื่อชนเผ่า แต่เป็นการเรียกรวม ๆ ของกลุ่มชนเผ่าพื้นเมืองออสโตร–เอเชียติก ในบริเวณลุ่มแม่น้ำโขง ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้ จะแบ่งชนเผ่าและเรียกชื่อกลุ่มของตนต่างออกไป เช่น เผ่าระแด เผ่าประไร เผ่ากะแวด เผ่าบรู เผ่าละแว เป็นต้น โดยกลุ่มคนลาวถือว่ากลุ่มเผ่าข่าเหล่านี้ เป็นชนเผ่าป่าเถื่อน ที่อาศัยอยู่รวมกันเป็นชนเผ่าอิสระ ไม่มีระบบการเมืองการปกครอง โดยเอเจียน แอมอนิเย (Etienne Aymonier) นักสำรวจชาวฝรั่งเศส ได้ระบุถึงกลุ่มข่าเอาไว้ในหนังสือ บันทึกการเดินทางในลาว (Voyage dans le Laos) ในปี พ.ศ.2438 ความว่า 

      "...คนลาวเรียกเผ่าท้องถิ่นดังกล่าวว่า "ข่า" ซึ่งมีความหมายว่า คนรับใช้ ข้าทาส พวกเขาเป็นแรงงานเป็นข้าทาส ชาวอานามเรียกเขาว่า "ม้อย" พวกเขมรเรียกว่า "พนอง"....นอกจากพวกพนองแล้วก็มี ปราวหรือ บราว (บรู) พวกตำปวน หรือ ดำบวน พวกโรแดหรือ ราแด พวกจราย และพวกกริง ชื่ออาจเรียกเพี้ยนต่างกันไป แล้วแต่คนออกเสียง..."

      "...พวกหญิงสาวและชายหนุ่มใช้ก้อนหิน ฝนฟันข้างบนจนเหี้ยนติดเหงือก พวกชายหนุ่มตัดผมสั้น แต่บนศีรษะปล่อยผมยาวลงมาด้านหลังเพื่อขมวดเป็นมวยผม จะสังเกตได้ว่าภาพหินสลักนูนที่นครวัดสะท้อนให้เห็นชาวเขมรและทรงผมในสมัยก่อน พวกชายหนุ่มมีผ้าผืนเดียวเท่านั้นที่ปกปิดร่างกายพวกหญิงสาวและหญิงแม่เรือนจะนุ่งกระโปรงดำสั้น ๆ ยาวแค่เข่าและใส่เสื้อไม่มีแขน เพียงแต่ปิดหน้าอกไว้ คนเขมรเรียกเสื้อดังกล่าวว่า "เสื้อคนป่า" เวลาอาบน้ำพวกเขาสวมเสื้อไว้แต่ถอดกระโปรงออก ความอายของพวกเขานั้นอยู่ท่อนบนของร่างกาย พวกเขาเจาะหูเป็นรูกว้าง แล้วประดับด้วยจุกขวดใหญ่ ทำด้วยโลหะคอดตรงกลาง ที่แขนพวกเขาสวมกำไลใหญ่ และผมพวกเขาขมวดเป็นมวย ฝากระท่อมหรือฝากันข้างในทำด้วยฝาไม้ไผ่ หลังคามุงด้วยใบไผ่ ซึ่งพวกเขมรเรียกว่าโป้ หรือ ไซร (Pok) น้ำขี้เถ้าของใบไผ่จะใช้แทนเกลือซึ่งเป็นสิ่งหาได้ค่อนข้างยาก อาวุธพวกเขามี ดาบ หอก และธนู ปลายลูกศรอาบด้วยยาพิษทำด้วยก้านต้นจลัก (Chlak) 
         พวกเขาไม่ใช้หม้อหุงข้าว แต่ใช้กระบอกไม้ไผ่ ซึ่งใส่ข้าวที่แช่น้ำแล้วเผาไฟจะรู้ว่าข้าวสุกเมื่อได้กลิ่นข้าวไหม้ วิธีหุงต้มดังกล่าวก็คือ วิธีการปรุงอาหารแบบดีกดำบรรพ์ก่อนการใช้หม้อหุงต้ม ทั้งชายและหญิงจะสูบยา แต่ไม่เคยรู้เรื่องเลยเกี่ยวกับหมากพลู พวกเขาชอบดื่มเหล้าไห เรียกว่า ซระแอก (Sra Ek) ซึ่งผลิตด้วยชะเอมพื้นเมือง ใบอ้อย รากต้นรมแดง และปงโรอากาส (Pongro Akas) เมื่อหั่นทั้งหมดเป็นชิ้นเล็ก ๆ ตากแดดแห้งแล้วเอาใส่ในไหพร้อมกับข้าวเหนียวบดจำนวนพอควร เอากระบอกไม้ไผ่กว้างเท่านิ้วโป้งเสียบลงไปในไหแล้ว เดิมน้ำให้เต็ม ต่อไปก็เพียงแต่พากันคอยเวลาที่จะดื่มได้ แล้วจึงปล่อยให้คนชิมเหล้าโดยทั่วถึง พวกชาวป่าเหล่านี้ไม่ทำการไถนาแต่ชอบปลูกข้าวแบบเดิมโดยเผาป่า พวกเขากินข้าวธรรมดา (ข้าวจ้าว) เรียกว่า เซราขไซ (Srau Khsai) ที่ปลูกข้าวเหนียวก็เพื่อทำเหล้าไหเท่านั้น พวกเขาไม่เกี่ยวข้าวด้วยเคียว แต่เด็ดเอาข้าวจากรวงด้วยมือ เวลาเก็บเกี่ยวไม่ได้ผล ต้นข้าวแห้งตายทุก ๆ บ้านที่มีคนอดข้าว จะห้ามคนต่างถิ่นเข้ามา มิฉะนั้นจะถูกปรับให้จ่ายหมู 1 ตัว และเหล้าไห 1 ไหใหญ่..."

.

๐๐ ชาติพันธุ์ที่ถูกหยามเหยียดมาแต่บรรพกาล ๐๐

.

      ข่า แม้จะเป็นกลุ่มชนที่อยู่ร่วมกับพวกไท เขมร และจาม มาแต่โบราณ แต่ก็ไม่ได้รับการยอมรับจากกลุ่มชนดังกล่าว เนื่องจากถือว่าพวกข่าเป็นพวกคนป่าและไร้อารยธรรมมาแต่อดีต ซึ่งจะเห็นแนวคิดดังกล่าวจากวรรณกรรมกำเนิดโลกและมนุษย์ของชนเผ่าไท ที่เล่าว่ามนุษย์นั้นถือกำเนิดมาจากน้ำเต้าปุงที่สร้างโดยแถนหลวงหรือพญาแถน ซึ่งเป็นเทพเจ้าสูงสุดตามความเชื่อในคติชนกลุ่มไท จากนั้นปู่ลางเชิงเชื้อสายแถนได้ใช้เหล็กแหลมเผาไฟเจาะน้ำเต้าเพื่อให้มนุษย์ออกมา แต่รูน้ำเต้าเล็ก ขุนคานเชื้อสายแถนอีกคนจึงใช้สิ่วตอกอีกด้าน โดยนิทานดังกล่าวได้กำหนดให้กลุ่มคนไท-ลาว ออกมาจากน้ำเต้าฝั่งสิ่วตอกทำให้ผิวขาว และให้พวกข่าออกมาจากน้ำเต้าฝั่งเหล็กเผาไฟเจาะ จึงถูกเขม่าไฟ เป็นเหตุให้พวกข่า "ตัวดำ" กว่ากลุ่มชนอื่น จะเห็นได้ว่า นิทานได้ชี้ให้เห็นบรรทัดฐานทางสังคมของกลุ่มชนไท ที่มองวิถีชีวิตของพวกข่าเป็นพวกต่ำอารยะกว่าตน

      "...ยามนั้นปู่ลางเชิงจึงเผาเหล็กชีแดง ชีหมากน้ำนั้น คนทั้งหลายจึงบุเบียดกันออกมาทางฮูทีชีนั้น ออกมาทางฮูทีนั้นก็บ่เบิ่งคับคั่งกัน ขุนคานจึงเอาสิ่วไปสิ่วฮู ให้เป็นฮูแควนใหญ่แควนกว้าง คนทั้งหลายก็ลุไหลออกมานานประมาณ ๓ วัน ๓ คืนจึงหมดหั้นแล...แต่นั้นคนทั้งหลายฝูงเกิดมาในน้ำเต้า ฝูงออกมาทางฮูสิ่วนั้นเป็นไท ฝูงออกมาทางฮูชีนั้นเป็นข่า..."
      (คัดจาก : พงศาวดารล้านช้าง ฉบับหอพระสมุด)

.

     เรื่องดังกล่าว ศาสตราจารย์ ดร.ศิราพร ณ ถลาง ได้อธิบายไว้ว่า ถ้าอ่านอย่างตีความ ก็จะจับน้ำเสียงของตำนาน ที่เล่าถึงสถานภาพของกลุ่มชาติพันธุ์ “อย่างไม่เท่าเทียมกัน” ตำนานน้ำเต้าปุง ที่เล่าโดยคนไท-ลาว จะเล่าว่า พวกที่ออกมาจากน้ำเต้าก่อนมักเป็นพวกผิวคล้ำ ไม่ชอบอาบน้ำ ทำมาหากินบนภูเขา พวกที่ออกมาทีหลังเป็นพวกผิวขาว ชอบอาบน้ำ และทำมาหากินในที่ลุ่ม แฝงนัยยะของการแบ่งแยกกลุ่มที่มีลักษณะทางกายภาพ นิสัย และวิถีชีวิตไม่เหมือนกัน ตำนานอธิบายกำเนิดชาติพันธุ์มักเป็นเรื่องที่กลุ่มชาติพันธุ์หนึ่ง ๆ มองตนเองอย่างมีความสัมพันธ์เปรียบเทียบเชิงสถานภาพทางสังคมกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ ยังมีเรื่องเล่าอีกประเภทหนึ่ง คือ มุขตลกชาติพันธุ์ (ethnic joke) ที่กลุ่มชาติพันธุ์หนึ่ง ๆ “มองชาติพันธุ์อื่นอย่างขำขัน” สะท้อนทัศนคติเกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์ที่ใกล้ชิดกัน

.

๐๐ การตีข่าของคนลาว : นักล่าทาสแห่งเอเชีย ๐๐

.
      เอเจียน แอมอนิเย ได้เล่าว่า คนลาวแบ่งข่าออกเป็น 2 พวก คือ "พวกยอมจำนน" และ "พวกไม่ยอมจำนน" 

     1. ข่าพวกยอมจำนน กลุ่มเหล่านี้จะรวมตัวกันอยู่เป็นกลุ่มเป็นหมู่บ้านขนาด 20-30 หลังคาเรือน หรือน้อยกว่านั้น ชาวข่าบางกลุ่มได้ถูกยอมรับว่าเป็นพลเมือง คือยอมเสียเงินค่าส่วยประจำปีให้แก่เจ้าเมืองในอาณาจักรลาวหรือขุนนาง เรียกว่า "ยอมจำนน" จะได้รับการคุ้มครองจาก กฎหมายบ้านเมือง ไม่มีอันตรายจากชนชาติอื่นที่เข้ามาจับข่าหรือ ตีข่า แต่กระนั้นก็ตามกว่าทหารของเจ้าเมืองไปช่วยเหลือก็ถูกกวาดต้อน จับมัดใส่ขื่อคาไปแล้วก็มี เพราะเหตุว่าชาวข่าชอบที่จะตั้งบ้านเรือนอยู่ในป่าดง โดดเดี่ยว เพื่อสะดวกในการหาของป่า ล่าสัตว์ จึงติดต่อกับทางราชการได้น้อยมาก แอมอนิเย ยกตัวอย่างข่ากลุ่มนี้ เช่น ข่าซุก หรือ ข่าสรุก ซึ่งตั้งบ้านเรือนอยู่ใกล้ห้วยอัตตะปือ โดยเขาให้ข้อมูลว่าคนเหล่านี้อยู่ใต้การปกครองของเมืองอัตตะปือ

      "...ข้าหลวงอีกคนหนึ่งมีตำแหน่งเป็นเมืองแสน มีกรรมสิทธิ์ในชาวป่า ซึ่งอยู่ใต้อำนาจของอัตตะปือ ส่วนมากเป็นคนเผ่าสรุก..." 

      "...เขตที่มีชาวป่าทั้ง 2 เผ่า ที่ยอมจำนน อาศัยอยู่ระหว่างน้ำห้วยทั้งสองนั้น เป็นเขตที่มีภูเขาสูง อากาศหนาวและโล่งเตียนซึ่งเกิดจากการทำไร่เลื่อนลอยบนป่าเขาอย่างแน่นอน ดินเป็นดินดำเต็มด้วยก้อนหิน ชาวข่ากระจายกันอยู่ห่าง ๆ แต่ละหมู่บ้านมีกระท่อมประมาณ 20-30 หลัง และมีการป้องกันคนนอกมิให้เข้าใกล้ ด้วยการปักท่อนไม้ไผ่ปลายแหลมไว้ตามพื้นดิน ไม้ไผ่ดังกล่าวอาจทำให้บาดเจ็บสาหัสถึงตายได้ พวกเขาไม่อยู่ภายใต้การปกครองของกษัตริย์นครจำปาสักโดยตรง แต่พวกเขาขึ้นกับข้าหลวงเผ่าอื่น ซึ่งนำเอาข้าทาสให้เป็นค่าส่วยที่นครจำปาสักทุกปี..."

.

      2. ข่าพวกไม่ยอมจำนน เป็นชาวข่าที่อาศัยอยู่ในป่าเขาที่ลึกเข้าไป ยังไม่ยอมรับว่าเป็นพลเมืองของเมืองนั้น ๆ โดยตั้งบ้านเรือนอาศัยอยู่เป็นกลุ่ม ๆ ขนาดย่อม เรียกว่า "ไม่ยอมจำนน" เช่น ข่ากะแวด และข่าบรู จึงไม่ได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายบ้านเมือง มักจะถูกล่าจับไปเป็นทาสอยู่เนือง ๆ ฉะนั้นข่าจึงมีหลายเผ่าพันธุ์ในบริเวณดังกล่าว มีวัฒนธรรมย่อยของกลุ่มแตกต่างกันไป แม้ว่าวัฒนธรรมหลักอาจจะคล้ายกันก็ตาม ชาวข่าทุกเผ่าที่ไม่ยอมจำนน คือไม่ยอมรับที่จะเป็นพลเมืองเสียส่วยให้กับเจ้าเมือง ต้องป้องกันตนเองและผู้คนในครอบครัว ในเผ่าของตนเอง ซึ่งมักจะตั้งบ้านเรือนเป็นกลุ่มย่อย ๆ ประมาณ 10-20 ครอบครัว ชาวข่ามักจะหวาดกลัวคนแปลกหน้า หรือคนต่างถิ่น โดยทั่วไปหมู่บ้านจะปักขวากหนามไว้ล้อมรอบ โดยใช้ไม้ไผ่เสี้ยมปลายแหลมปักไว้กับพื้นดิน เพราะพวกเขากลัวเกรงการปล้นสะดม และพวกจับข่าไปขายเป็นทาส แต่กระนั้นก็ตามบุคคลในครอบครัวของเขาถูกลักตัวไปขายอยู่เนืองๆ เพราะไม่มีกฎหมายใด ๆ คุ้มครองชาวข่าที่ไม่ยอมจำนน 

.

.

๐๐ ประเพณีตีข่า : การล้อมจับข่ามาเป็นทาส ๐๐

.

      แอมอนิแย ได้เล่าถึง "ประเพณีตีข่า" ของคนลาว ที่มีกิจลักษณะ เพื่อจับคนข่ามาเป็นทาสและซื้อขายในตลาดค้าทาสแถบลาวใต้ โดยแอมอนิแยเล่าเหตุการณ์ในการตั้งกองกำลัง ออกไปล่าทาสข่าในอัตปือว่า

      "...ชาวข่าหรือชาวป่าที่ไม่ยอมจำนน จะถูกล้อมจับเหมือนสัตว์ป่า โดยชนเผ่าอื่นหรือพวกคนลาวซึ่งรวมกลุ่มกันเป็นหมู่ ๆ ละ 50 - 150 คน ถืออาวุธประเภท หอก ดาบ ธนู หรือปืนยาวเข้ารวมตัวกันที่บ้านหัวหน้านักล่า ที่เรียกว่า"กวน" (นายบ้าน) หัวหน้านักล่าหรือกวนนี้ เป็นคนมีชื่อเสียง กล้าหาญ และฟันแทงไม่เข้า ขบวนการล่าจับข่าจะรวมตัวกันทำพิธีที่บ้านนายกวนบ้านเลี้ยงฉลองกันเอิกเกริก ด้วย วัว ควาย สุรา และใช้ว่านทาทั่วร่างกายเพื่อให้หนังเหนียว ยิงไม่เข้า ฟันแทงไม่เข้า หรือต้มเครื่องยารากไม้ที่เชื่อว่าอยู่ยงคงกระพันชาตรี ดื่มกิน อาบหรือรดตัวให้ทั่ว เมื่อได้เวลาก็ออกเดินทางไปล่าจับข่า...เมื่อกลุ่มนักล่าจับชาวข่าเดินทางไปถึงหมู่บ้านข่า จะซุ่มตัวอยู่ตลอดคืน ไม่ให้ชาวข่ารู้ตัวว่ามีคนต่างถิ่นมาอยู่บริเวณหมู่บ้านตน นักล่าจะแยกย้ายกันเรียงรายล้อมหมู่บ้านชาวข่าไว้ตลอดคืน ครั้นพอรุ่งสางพวกนักล่าจะกรูกันเข้าประชิดตัวทุกครัวเรือน จับเด็ก ผู้หญิง มัดใส่ชื่อคา ผู้ชายที่แข็งแรงและทำการต่อสู้ขัดขืนจะถูกฆ่าตาย เมื่อนำชาวข่ามารวมกันไว้แล้ว ก็พากลับหมู่บ้าน และนำไปขายที่ตลาดค้าทาสที่เมืองอัตตะปือ..."

      ราคาทาสข่าที่ขายกันในเมืองอัตตะปือนั้นใแอมอนิแย บอกว่า เด็กมีราคา 1-2 แท่งเงิน ชายหนุ่มและหญิงสาวขายกันราคา 3-4 แท่งเงิน (1 แท่งเงิน เท่ากับ 25 บาท 50 สตางค์) ซึ่งนับว่าเป็นราคาที่สูงมาก ทำให้การค้าทาสในดินแดนลาวมีความเฟื่องฟู

.

     นอกจากคนลาว จะเป็นนักล่าทาสข่าแล้ว “ชนเผ่าข่าระแด” ซึ่งเป็นชนเผ่าข่าที่ยอมจำนน โดยเป็นเผ่าข่าที่มีกำลังคนและสามารถตั้งเขตปกครองของตนได้ ก็หันมาเป็นนักล่าและค้าทาสเสียเอง กลายเป็นการที่ “เผ่าข่าที่เข้มแข็ง ไล่ล่าเผ่าข่าที่อ่อนแอ” โดยแอมอนิแยได้ให้ข้อมูลว่า ชนเผ่าระแดที่อาศัยอยู่ที่เมืองโขง (สีทันดร) ได้ออกล่าทาสข่าพวกที่ไม่ยอมจำนน ซึ่งเป็นการค้าเดียวที่พวกระแดทำเป็นล่ำเป็นสัน

      "...พวกเขา (ข่าเผ่าระแด) ทำการค้าไม่มากนัก นอกจากค้าทาส โดยไปล่าและซุ่มฉุดเอาที่ภาคตะวันออก หรือไม่ก็ซื้อมาจากเมืองอื่น เช่น เชียงแตง แสนปาง และอัตตะปือ เมืองดังกล่าวเป็นที่ประกอบการค้าที่น่าอับอายนี้ คือ ไปหาฉุดเอาผู้หญิงและเด็ก และฆ่าชายหนุ่มที่พยายามต่อสู้ ข้าทาสที่ซื้อมาราคา 2-3 แท่งเงิน หรือเท่ากับราคาควาย 5-6 ตัวจากภูเขาภาคตะวันออก จะขายได้ในราคาคนละ 4-5 หรือ 6 แท่งเงินที่เมืองดอนโขง..."

.

๐๐ การค้าทาสข่าที่เฟื่องฟูในดินแดนลาวใต้ ๐๐

.

      ผลประโยชน์จากการค้าทาสในลาวใต้นั้น มีเป็นจำนวนมาก บรรดาเจ้านครล้านช้าง เจ้าเมืองลาว ต่างก็ทำการค้าทาสอย่างมาก โดยเฉพาะในแคว้นจำปาสัก จนบางครั้ง พวกข่าได้รวมตัวกันป้องกันตัวเอง เมื่อรวมกลุ่มกันมาก ๆ ก็เกิด "กบฏข่า" ขึ้นมา ซึ่งกบฏข่าครั้งใหญ่ที่สุด คือ "กบฏอ้ายสาเกียดโง้ง" ที่สามารถเข้ายึดเมืองนครจำปาสักได้ แต่ก็ถูกกองทัพเวียงจันทน์ของเจ้าอนุวงศ์เข้าปราบปรามอย่างราบคาบ

      ในสมัยรัชกาลที่ 3 เจ้าอนุวงศ์ได้ครอบครองดินแดนจำปาสัก โดยช่วงดังกล่าวนี้การค้าทาสข่ามีปริมาณที่มากกว่ายุคใด หากแต่กลุ่มเจ้าอนุวงศ์และเจ้าราชบุตร (โย่) พระโอรสที่เข้ามาปกครองจำปาสัก กลับถูกแย่งตลาดการค้าทาสข่า โดยกลุ่มอำนาจใหม่ภายใต้การหนุนหลังของสยาม นั่น คือ เจ้าพระยานครราชสีมา (ทองอิน) โดยเจ้าเมืองนครราชสีมาผู้นี้ ได้ยื่นมือเข้ามาแทรกแซงการค้าทาสในดินแดนลาวใต้ และพยายามทำการค้าแข่งกับเมืองเวียงจันทน์และจำปาสัก ซึ่งว่ากันนี่อาจเป็นหนึ่งในสาเหตุที่เจ้าอนุวงศ์ทำการต่อต้านสยามในภายหลัง

.

      สำหรับการค้าทาสข่าในดินแดนลาวใต้นั้น แอมอนิแย กล่าวว่า อัตตะปือมีพ่อค้าทาสมากกว่าแห่งอื่น ซึ่งเป็นคนลาวที่มีชื่อเสียงระบือไปทั่วเมืองตัวอย่าง "นายฮ้อยสีดา" ซึ่งมีบ้านเรือนอยู่ด้านเหนือวัดหลวงเมืองอัตตะปือ อ้างตนว่ามีคาถาหนังเหนียวฟันแทงไม่เข้า ไปแลกสินค้าถึงเมืองไกลคือไปซื้อพวกทาสที่จัดส่งให้โดยชาวป่าที่ไม่ยอมจำนน บางครั้งตัวนายฮ้อยสีดาเองก็ไปล่าพวกชาวป่าที่ไม่ยอมจำนน ราคาข่าทาสคนหนึ่งที่เมืองอัตตะปือเท่ากับเงินแท่ง 3-4 แท่ง 

.

      แอมอริแย ยังเล่าอีกว่า ชาวเวียดนามที่อาศัยอยู่นอกเขตเวียดนามเอง บางครั้งก็ถูกลักพาตัวไปขายเป็นทาสด้วยเช่นกัน  
      "...คนญวนผู้หนึ่งตัดผมแบบลาว ได้มาเสนอตัวต่อข้าพเจ้า และพูดว่า เขาชื่อ เลวันมัน หรือ บักหมั้น ตามที่คนลาวเรียก เขามีอายุ 27 ปี เป็นทาสขุนนางบ้านแก เมืองเซโดน นครจำปาศักดิ์ เขาทราบข่าวลือว่ามีฝรั่งผ่านมาจึงได้พยายามหลบหนีออกมา และขอร้องให้รับเขาไปด้วย เพื่อช่วยให้ได้กลับบ้านเมืองที่บ้านภูซุน อยู่ใกล้เมืองเว้ เขาถูกคนป่าฉุดมาขายที่เมืองสาละวัน ในราคาเงิน 3 แท่งครึ่ง (ประมาณ 200 ฟรัง) ข้าพเจ้ารู้สึกอึดอัดทุกครั้งที่พบปัญหาแบบนี้ และเกิดอยู่บ่อยครั้ง มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ข้าพเจ้าพยายามชี้แจงให้ชายผู้เคราะห์ร้ายคนหนึ่งที่ประเทศลาวให้เขาเข้าใจว่า ข้าพเจ้าเป็นเพียงคนเดินทางคนหนึ่งเท่านั้น จะไปขัดขวางกฎหมายว่าด้วยการลักพาข้าทาสหนีที่เคร่งครัดของบ้านเมืองนี้ไม่ได้เด็ดขาด..."

.

๐๐ ความพยายามของสยาม ที่จะหยุดการค้าทาสในลาว ๐๐

.

      รัฐบาลสยามในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้มีการปฏิรูปประเทศให้มีความเป็นอารยะ หนึ่งในนโยบายดังกล่าวคือการยกเลิกทาสและไพร่ในราชอาณาจักรสยาม โดยนโยบายดังกล่าวได้บังคับใช้กับการค้าทาสข่าในดินแดนลาวด้วย หากแต่ความพยายามของรัฐบาลสยามนั้นกลับไร้ผล เมื่อบรรดาชนชั้นปกครองในดินแดนลาว ไม่ยอมยกเลิกการค้าทาสข่าอย่างเด็ดขาด (ธวัช ปุณโณทก, 2542)

      แอมอริแย กล่าวว่า เจ้าเมืองลาวในหัวเมืองอีสานและเมืองนครราชสีมาให้ทหารไปตีข่าอยู่เนือง ๆ การประกาศเลิกทาสนั้น หัวเมืองลาวไม่ค่อยจะปฏิบัติตามประกาศของทางรัฐบาลมากนัก จนรัฐบาลสยามต้องได้บังคับให้เจ้าเมืองลาวอีสานเลิกค้าทาสแบบเด็ดขาด โดยการบังคับของข้าหลวงมณฑล การค้าทาสข่าจึงเบาบางลง ดังที่ปรากฏหลักฐานทางราชการประกาศห้ามจับข่ามาซื้อขาย ในสมัยรัชกาลที่ 5 ที่พระยาศรีสิงหเทพ (ทัด ไกรฤกษ์) ข้าหลวงกำกับราชการเมืองอุบลราชธานี ได้มีหนังสือใบบอกมายังกรุงเทพฯ ว่า

      “…แต่ก่อนพวกลาวจับข่ามาซื้อขายเป็นทาส และผสมใช้เป็นทาสตลอดลูก หลาน เหลน พระยาศรีสิงหเทพได้ตัดสินให้ชั้นหลานเหลนทาส เป็นพลเมือง หลุดพ้นจากการเป็นทาส เสียส่วยตามธรรมเนียมบ้านเมือง จึงมีตราโปรดเกล้าฯ ไปยังบรรดาหัวเมืองตะวันออก ห้ามมิให้จับข่า มาซื้อขายแลกเปลี่ยนและใช้สอยการงานต่าง ๆ แต่ส่วนข่าที่ผู้ชื้อหามาจากผู้อื่น แต่ก่อนนั้นก็ให้คงอยู่กับเจ้าหมู่มูลนายเดิมไป เพราะจะให้ข้าทาสนั้นพ้นค่าตัวไป ก็จะเป็นเหตุเดือดร้อนแก่มูลนายที่ใช้เงินซื้อไถ่แลกเปลี่ยนมาแต่ก่อนนั้น…"

.

.....................................................................................

อ้างอิง
- ธวัช ปุณโณทก. (2542). ตีข่า (ค้าทาส) : ระบบ, สารานุกรมวัฒนธรรมไทย. กรุงเทพฯ : มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์.
ประชากิจกรจักร์ (แช่ม บุนนาค), พระยา. (2457). พงศาวดารล้านช้าง, ประชุมพงษาวดาร ภาคที่ 1. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ไทย. 
- ศิราพร ณ ถลาง. อ่านนิทาน “อ่านมนุษย์” (๓). ศูนย์คติชนวิทยา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. เข้าถึงโดยhttps://www.arts.chula.ac.th/folklore/index.php/2020/07/31/siraporn-3/
      
..........................................................................................

ภาพ : ข่า ชนเผ่าเวน ภาพจากหนังสือ The Basin of the Mekong River

วันพุธที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2566

"เกียงไท้กง" เจ้าไม่มีศาล


"เกียงไท้กง" เจ้าไม่มีศาล ยอดคนผู้ยิ่งใหญ่ทั้งคุณธรรมและความสามารถ บุคคลจริงในประวัติศาสตร์ที่ได้รับการยกย่องเป็นเทพเจ้า แม้แต่ขงเบ้งก็นับถือ 

เกียงไท้กง หรือ เกียงจูแหย (จีนกลางออกเสียงว่า เจียงจื่อหยา) เป็นคนเก่ง ใฝ่รู้ แต่ชีวิตก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จจนเมื่ออายุ 70 กว่าปี เกียงไท้กงได้รับเชิญจากโจวเหวินหวาง ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์โจวด้วยตนเองให้เป็นที่ปรึกษาและแม่ทัพเพื่อล้มราชวงศ์ซาง
เกียงไท้กงช่วยโจวเหวินหวางกระทำจนสำเร็จ และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ครองนครแคว้นฉี ประชาชนส่วนใหญ่เป็นชนเผ่าตงอี๋ เกียงไท้กงไม่ได้บังคับให้พวกเขาละทิ้งวัฒนธรรมเดิม กลับศึกษาวัฒนธรรมท้องถิ่นและช่วยปรับปรุงพัฒนาอย่างเหมาะสม วางรากฐานด้านเศรษฐกิจและการศึกษา ทำให้แคว้นฉีก้าวหน้าและกลายเป็นมหาอำนาจที่สำคัญ 
....................................................

เหตุการณ์ที่โจวเหวินหวางเชิญเกียงไท้กง ปรากฏเป็นภาพจิตรกรรมตามศาลเจ้าหรือโรงเจอยู่บ่อยๆ ชื่อภาพ “โจวเหวินหวางเชิญเมธี” เป็นภาพขุนนางยืนอยู่กับคนแก่ที่ตกปลา ภาพนี้สื่อความหมายว่าเลือกใช้คนให้เหมาะสมกับงาน และเป็นกำลังใจให้คนที่ยังไม่ประสบความสำเร็จในอาชีพ ให้ฝึกปรือฝีมือและรอเวลาตนเอง ฉากนี้ยังเป็นตอนหนึ่งในวรรณกรรมจีนเรื่องห้องสิน

นอกจากความรู้ความสามารถแล้ว เกียงไท้กงยังได้รับการยกย่องเรื่องความยุติธรรมและความเสียสละ ในวรรณกรรมจีนห้องสิน – สถาปนาเทวดา กล่าวว่าเขาได้รับเทวโองการให้แต่งตั้งวิญญาณนักรบและบุคคลที่เกี่ยวข้องในการรบระหว่างฝ่ายโจวเหวินหวางและฝ่ายราชวงศ์ซาง ให้เป็นดาวหรือเทพประจำถิ่นตามความเชื่อของจีน ซึ่งเกียงไท้กงคัดเลือกอย่างยุติธรรม และไม่แต่งตั้งให้ตัวเองมีตำแหน่งอะไร
....................................................

ในนิทานชาวบ้านก็เล่าว่า เกียงไท้กงจะเอาตำแหน่งเจ้าแห่งเขาไท่ซานคุมยมโลก และการเซ่นสรวงฟ้าดินของกษัตริย์จีน (ทำพิธีที่เขาไท่ซาน) แต่ท่านลืมแต่งตั้งอึ้งปวยฮอ แม่ทัพตงฉินของพระเจ้าติวอ๋อง จึงยกตำแหน่งเจ้าแห่งเขาไท่ซานให้อึ้งปวยฮอ ทำให้ตนเองไม่มีศาลประจำ

จากความเสียสละและความยุติธรรมของเกียงไท้กง ทำให้เหล่าเทพทั้งหลายซาบซึ้งมากจึงประชุมลงมติว่า ถ้าเกียงไท้กงไปถึงที่ใด เทพเจ้าประจำถิ่นและเทพแห่งความชั่วร้ายทั้งหมดต้องถอยให้ เพื่อให้ที่แห่งนั้นอุดมไปด้วยความสุขด้วยบารมีของเกียงจูแหย ฉะนั้นเทพเกียงจูแหย จึงเป็นเทพเจ้าไม่มีศาล
....................................................
ชาวจีนนิยมเขียนรูปท่านพร้อมข้อความเพื่อไล่สิ่งอัปมงคลไว้ในงานศพของชาวจีนตามหลักโหราศาสตร์จีน เพื่อป้องกันการชงของเจ้าภาพหรือแขกที่มาร่วมงาน เป็นการแสดงไมตรีของเจ้าภาพที่มีต่อแขกนั่นเอง
Credit From  : https://www.silpa-mag.com/culture/article_67540
#ตงฮั้วเดลี่ #ประวัติศาสต์ #ตำนานจีน #เกียงไท้กง #ประเทศจีน

พลิกประวัติศาสตร์ฟิสิกส์! นักวิทยาศาสตร์เดนมาร์กโชว์เหนือ "สยบแสง" ให้ช้าเท่าจักรยาน ก่อนสั่งหยุดนิ่งสนิทสำเร็จ

พลิกประวัติศาสตร์ฟิสิกส์! นักวิทยาศาสตร์เดนมาร์กโชว์เหนือ "สยบแสง" ให้ช้าเท่าจักรยาน ก่อนสั่งหยุดนิ่งสนิทสำเร็จ เคมบริ...