วันอังคารที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2566

Cinema Analysis: RedLife อีกฉากทัศน์สะท้อนสังคมไทยในวันที่หลายชีวิตกำลังลงแดง

Cinema Analysis: RedLife อีกฉากทัศน์สะท้อนสังคมไทย
ในวันที่หลายชีวิตกำลังลงแดง
.
ภาพยนตร์ถือเป็นมหรสพที่มักจะฉาบเคลือบไปด้วยความสนุกสนาน พร้อมจะดึงผู้ชมออกจากโลกแห่งความเป็นจริง เปรียบเสมือนยาที่ช่วยให้บรรเทาอาการบอบช้ำจากชีวิตแสนโหดร้าย สื่อภาพยนตร์จึงหนีไม่พ้นที่จะนำเสนอแนวแอ็กชันโลดโผน ตลกตกเก้าอี้ หรือรักหวานซึ้งประโลมโลก เพื่อนำพาคนดูออกจากความเหนื่อยล้าหรือความชอกช้ำจากสิ่งที่ต้องเผชิญอยู่
.
หากแต่การออกจากโลกอันโหดร้ายในเวลา 2 ชั่วโมงโดยประมาณนั้น อาจไม่เพียงพอเท่าไหร่นัก ภาพยนตร์ไม่ควรทำหน้าที่เพียงเพื่อพาผู้คนออกจากความมืดดำเท่านั้น แต่ควรจะเป็นกระจกสะท้อนภาพความเป็นจริงให้สังคมได้รับรู้ด้วย ผลงานสะท้อนสังคมจึงได้ถือกำเนิดขึ้น ให้ผู้ชมได้โอบรับความโหดร้ายที่อยู่บนโลกใบนี้ผ่านจอภาพยนตร์
.
จุดเริ่มจากภัยสงครามโลกครั้งที่ 2 อันแสนโหดร้าย กลางทศวรรษที่ 1940s การพ่ายแพ้สงครามอย่างย่อยยับของอิตาลี ก่อให้เกิดภาพยนตร์แนว Italian Neorealism ที่แสดงภาพความเป็นจริงให้ประจักษ์ แบบไม่ผ่านการปรุงแต่ง โดยมีผลงานเรือธงประจำยุคสมัยอย่าง The Bicycle Thieves (1958) เป็นหัวขบวนนำทัพ ซึ่งภาพยนตร์แนว Italian Neorealism ก็ได้แผ่ขยายอิทธิพลไปทั่วโลก และประเทศไทยก็ไม่มีข้อยกเว้น
.
.
[บ้านเมืองกลียุค สู่จุดเริ่มของหนังสะท้อนสังคมในไทย]
.
ในทศวรรษที่ 1960s สังคมไทยอยู่ภายใต้เงามืดของรัฐประหาร โดยผู้ใช้อำนาจในทางมิชอบ จนประชาชนตาดำๆ ต่างอดรนทนไม่ได้ นำมาสู่การลุกฮือของเหล่านักศึกษาที่ปลุกระดมมวลชนให้ลุกขึ้นสู้ เกิดเป็นการประท้วงครั้งใหญ่ในวันที่ 14 ตุลาคม 2516 ซึ่งจบลงด้วยชัยชนะและการเสียสละของผู้วายชนม์
.
ในเวลาที่ฟ้าสีทองผ่องอำไพ ไม่ใช่เพียงประชาชนจะเป็นใหญ่ในแผ่นดินเท่านั้น แต่วงการภาพยนตร์ไทยยังพบแสงสว่างจากเหล่าฟิล์มเมกเกอร์รุ่นใหม่ นำทีมโดย ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล หรือ ‘ท่านมุ้ย’ ที่ฉายภาพจริงของสังคมไทยผ่านแผ่นฟิล์ม ด้วยการทำผลงานที่วิพากษ์วิจารณ์หน่วยงานรัฐ หน่วยงานราชการ ไปจนถึงตีแผ่ความเหลื่อมล้ำทางสังคมผ่านสายตาของเด็กหนุ่มที่อุดมการณ์แรงกล้า ท้าทายอำนาจการปกครองระดับท้องถิ่น ในเรื่อง เขาชื่อกานต์ (2516) ซึ่งได้กลายเป็นมาตรฐานใหม่ให้กับวงการภาพยนตร์ไทยยุคนั้น
.
ห้วงเวลานั้น อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยเต็มไปด้วยความกล้าที่จะตีแสกหน้าสังคม -สังคมที่เต็มไปด้วยคอร์รัปชันและความฉ้อฉล- เผยให้เห็นถึงคราบเลือดและหยาดน้ำตาของคนตัวเล็กตัวน้อยที่ต้องดิ้นรนในสังคมเมืองใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น เทพธิดาโรงแรม (2517) หรือ เทวดาเดินดิน (2519) แต่ความรุ่มรวยในการแสดงออกตามวิถีประชาธิปไตยก็อยู่กับคนไทยได้ไม่นาน แล้วเมฆหมอกแห่งความโหดร้ายก็ได้กลับมาปกคลุมประเทศชาติอีกครั้ง เมื่อมีรายงานว่ากลุ่มนักศึกษาถูกสังหารหมู่อย่างทารุณ ในเช้ามืดของวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ส่งผลให้ประชาชนสิ้นสุดเสรีภาพ รวมไปถึงวงการภาพยนตร์เองก็กลับคืนสู่ความอึมครึมอีกครั้ง
.
รัฐบาลในยุคนั้นได้ขอความร่วมมือให้นักสร้างภาพยนตร์รุ่นใหม่เลิกทำภาพยนตร์ที่เกี่ยวข้องกับการเมือง ขณะเดียวกันก็ปล่อย ‘โฆษณาชวนเชื่อ’ หรือ propaganda ที่แสดงภาพลักษณ์อันดีงามของข้าราชการยุคนั้น ผ่านผลงานที่มีเส้นเรื่องแนว ‘ร้อยตำรวจเอกปลอมตัวมา’ เพื่อบ่งบอกถึงความเป็นมิตร ความต้องการใกล้ชิดประชาชนของภาครัฐ เพื่อลบล้างความฟอนเฟะที่เคยทำไว้กับประชาชน
.
แม้ฉากการเมืองจะถูกดับลงบนจอเงิน แต่ภาพความจริงของสังคมยังคงอยู่ ‘นักทำหนัง’ รุ่นนั้นยังคงยืนหยัดที่จะเล่าเรื่องราวของสังคมโดยซ่อนนัยทางการเมืองเอาไว้อย่างแนบเนียน
.
.
[ยุคสมัยแห่งการดิ้นรนของผลงานสะท้อนสังคม]
.
ในปี 2520 มีผลงานท่านมุ้ยฉายอยู่ 2 เรื่อง ที่แตกต่างอย่างสุดขั้ว เรื่องแรกคือ รักคุณเข้าแล้ว (2520) ภาพยนตร์รักที่ท่านต้องการประชดกองเซ็นเซอร์ ถือเป็นการ ‘ประท้วงเงียบ’ หลังจากผู้สร้างชิ้นงานทั้งหลายถูกปิดปากไม่ให้พูดถึงประเด็นทางสังคม อีกเรื่องคือ ทองพูน โคกโพ ราษฎรเต็มขั้น (2520) ภาพยนตร์สะท้อนสังคมเรื่องเยี่ยม ที่บอกเล่าผ่านตัวละครคนขับแท็กซี่
.
ผลงานเรื่องหลังนี้ได้รับการกล่าวขวัญถึงในฐานะผลงานที่สะท้อนภาพของสังคมได้แม่นยำ ทั้งเรื่องความเหลื่อมล้ำ การนิ่งเฉยของภาครัฐ และคนตัวเล็กตัวน้อยที่ถูกพรากโอกาสไป ทองพูน โคกโพ กลายเป็นสัญลักษณ์ของคนชายขอบที่สู้ยิบตา และเป็นมาสเตอร์พีซที่น่าศึกษา สำหรับการสร้างภาพยนตร์สะท้อนสภาวะจริงและความเป็นไปในโลก
.
ในช่วงเวลานั้นยังมีภาพยนตร์ไทยที่พยายามจะสื่อสารภาพความเป็นจริงอันแสนหดหู่อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น เทพธิดาบาร์ 21 (2521) โดย ยุทธนา มุกดาสนิท ที่แม้จะเลือกทำหนังแนวมิวสิคัล เพื่อหลีกเลี่ยงความจริง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันแฝงความหวานอมขมกลืนของคนชายขอบเอาไว้อย่างแนบเนียน 
.
รวมไปถึง ครูบ้านนอก (2521) โดย สุรสีห์ ผาธรรม ที่เล่าถึงโศกนาฏกรรมของครูหนุ่มไฟแรง ที่ต้องต่อสู้กับอิทธิพลมืดของคนในท้องถิ่น เช่นเดียวกันกับ ชีวิตบัดซบ (2520) โดย เพิ่มพล เชยอรุณ ที่เล่าถึงคนที่ถูกความเลวร้ายของสังคมทำร้ายกระทั่งจนตรอก และเลือกใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา 
.
ในช่วงยุคต้นของปี 2520 ภาพยนตร์ไทยสะท้อนสังคมถูกนำเสนอในหลายแง่มุม แต่ความเจริญของสังคมคนเมืองที่ค่อยๆ เปลี่ยนไป สตูดิโอค่อยๆ ทำผลงานเชิงพาณิชย์ที่ ‘ทำเงินได้’ มากกว่า จนสุดท้ายผลงานสะท้อนสังคมก็ค่อยๆ หายไปจากตลาดภาพยนตร์
.
แต่ฟิล์มเมกเกอร์ทั้งหลายก็ยังคงพยายามหาแง่มุมที่แปลกใหม่ในการนำเสนอต่อไป และ น้ำพุ (2527) ของ ยุทธนา มุกดาสนิท ที่สร้างจากบทประพันธ์ของ สุวรรณี สุคนธา ก็กลายเป็นหมุดหมายใหม่ของภาพยนตร์สะท้อนสังคม ที่เล่าผ่านวัยรุ่นติดยา จนสามารถสร้างปรากฏการณ์สำคัญให้กับวงการภาพยนตร์ไทย ด้วยการทำรายได้ไปอย่างมหาศาล และความจริงจังในการเล่าเรื่อง ก็ได้ทำให้ ‘อำพล ลำพูน’ กลายเป็นไอคอนของวัยรุ่นมีปัญหา จากการรับบทนำในเรื่องด้วย
.
.
[โลกมืดในฉากของวัยรุ่น]
.
วัยรุ่นกลายเป็นเป้าหมายใหม่ในการเล่าเรื่องราวความเป็นจริงในสังคม ด้วยเหตุผลที่ว่าวิธีเช่นนี้ง่ายต่อการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย แต่มันไม่ง่ายเท่าไหร่ในการสร้างชิ้นงานสะท้อนปัญหาวัยรุ่นให้ประสบความสำเร็จได้ อาจจะมีบ้างประปราย เช่นเรื่อง กว่าจะรู้เดียงสา (2530) โดย ชนะ คราประยูร ที่เล่าถึงปัญหาวัยรุ่นท้องก่อนแต่ง หรือ ดีแตก (2530) โดย อดิเรก วัฏลีลา ที่พูดถึงปัญหาวัยรุ่นด้วยท่าทีของภาพยนตร์แอ็กชันดราม่า แต่สุดท้ายก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร
.
กว่าภาพยนตร์สะท้อนสังคมจะกลับมาดังเปรี้ยงปร้างอีกครั้ง ก็ล่วงเลยมาอีกหลายปี เมื่อเรื่อง เสียดาย (2537) ของท่านมุ้ย ที่นำเสนอภาพความเสื่อมโทรมของวัยรุ่นติดยา เต็มไปด้วยฉากรุนแรง โดยไม่ประนีประนอมใดๆ ถูกพูดถึงอีกครั้ง ในแง่ของการนำเสนอความจริงอันโหดร้ายของยุคสมัย และได้รับการตอบรับจากมหาชนอย่างล้นหลาม
.
ความสมจริงของ ‘เสียดาย’ เปิดโอกาสให้ภาพยนตร์วัยรุ่นแนวอาชญากรรมถูกเอามาเล่าผ่านแผ่นฟิล์มในอีกหลายต่อหลายเรื่อง ที่โดดเด่นก็เห็นจะได้แก่ โลกทั้งใบให้นายคนเดียว (2538) โดย ราเชนทร์ ลิ้มตระกูล ที่เล่าความบัดซบของสังคมอาชญากรรม ผ่านวัฒนธรรมป๊อปจากการแสดงนำของขวัญใจวัยรุ่นในยุคนั้นอย่าง ‘เต๋า สมชาย’ และ ‘นุก สุทธิดา’ ซึ่งฉาบเคลือบด้วยบทเพลงฮิตที่ค่ายเพลงโหมโปรโมต จนเกิดเป็นสูตรสำเร็จภาพยนตร์วัยรุ่นยุคนั้น ที่ต้องการแสวงหาความแปลกใหม่จากผลงานแนว ‘กระโปรงบานขาสั้น’ อันแสนคุ้นชิน
.
เด็กเสเพล (2539) และ วัยระเริง (2541) ของ นพพร วาทิน ไปจนถึง 18 ฝน คนอันตราย (2540) ของ พจน์ อานนท์ ล้วนแล้วแต่เป็นผลิตผลของภาพยนตร์ตระกูลวัยรุ่นอาชญากรรม ที่พูดถึงสภาพบ้านเมืองอย่างร่วมสมัย แม้จะฉาบหน้าด้วยนักแสดงขวัญใจวัยรุ่น แต่สารที่แฝงอยู่ในนั้นกลับเต็มไปด้วยความพิกลพิการทางสังคม น่าเสียดายที่ความป๊อปของนักแสดงและซาวด์แทร็กประกอบได้กลบปมปัญหาที่พยายามจะนำเสนอจนหมดสิ้น และผลงานแนวนี้ก็ค่อยๆ จางหายไปตามการพัดพาของกระแสภาพยนตร์แนวใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น
.
.
[หนังสะท้อนปัญหาสังคมยุคใหม่]
.
ในโลกยุคใหม่ แม้เทคโนโลยีจะช่วยให้เราสามารถเชื่อมต่อกับทุกมุมบนโลกใบนี้ได้ แต่ความเจริญด้านวัตถุในยุคที่ทุกสิ่งไร้พรมแดนไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนจะเข้าถึงได้ และความเหลื่อมล้ำก็ยังคงมีอยู่ในสังคมไทยอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เช่นกัน ถึงจุดนี้ ผลงานสะท้อนสังคม ที่เป็นเสมือนเครื่องมือในการเปิดโลกแห่งความเป็นจริงนั้น มีให้เห็นน้อยเรื่องมากๆ จะด้วยความที่มันไม่บันเทิงจนกลัวจะไม่ทำเงินหรือเหตุผลอื่นใดก็ตามแต่ ความจริงอันน่าสะเทือนใจก็คือ ภาพยนตร์แนวนี้ไม่ค่อยถูกสร้างขึ้นมากนัก หรือว่ากันง่ายๆ ก็คือ ‘ไม่มีใครกล้าทำมันออกมา’
.
จนในที่สุด ‘RedLife (เรดไลฟ์)’ ภาพยนตร์เรื่องล่าสุด ก็กล้าที่จะเผยอีกด้านของสังคมคนจนชุมชนเมือง ผ่านสลัมแนวตั้งที่ตระหง่านอยู่กลางเมืองใหญ่ นำเสนอการต่อสู้ดิ้นรนของคนชายขอบที่หวังเพียงมีชีวิตรอดไปวันๆ และความรักในมุมกลับที่ไม่ใช่สีชมพูหวานใส แต่กลับเป็นสีเข้มข้นแดงฉาน
.
การมีอยู่ของภาพยนตร์เรื่อง RedLife เป็นเพียงการสะท้อนภาพของความจริงในสังคม ที่ซุกซ่อนอยู่ท่ามกลางความเจริญทางวัตถุ ซึ่งความเจริญนั้นได้พัฒนาและเดินทางอย่างรวดเร็ว จนมีผู้คน ‘ตกขบวน’ และตามไม่ทันมากมาย คนเหล่านี้ยังต้องต่อสู้ดิ้นรนเอาชีวิตรอด ในโลกที่สวยงามสำหรับใครหลายคน
.
ข้อใหญ่ใจความสำคัญที่ภาพยนตร์แนวนี้ต้องการนำเสนอก็คือ อยากให้ผู้ชมโลกเข้าใจและรับรู้ ว่าตราบใดที่โลกนี้ยังคงเต็มไปด้วยปัญหา ตราบใดที่ความเหลื่อมล้ำยังคงกัดกินคนบางกลุ่ม ผลงานสะท้อนสังคมก็ยังจำเป็นอยู่เสมอ เพื่อให้ผู้คนที่เหลือ ที่ไม่เคยมองเห็น ได้ตระหนักถึงปัญหาใกล้ตัวที่เหนี่ยวรั้งความเจริญที่แท้จริงของสังคม
.
RedLife เตรียมพิสูจน์ให้เห็นภาพจริง และความรักในอีกมุม ที่คุณไม่เคยเห็น 28 กันยายน นี้ ในโรงภาพยนตร์
.
.
#BrandThinkCinema

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

พลิกประวัติศาสตร์ฟิสิกส์! นักวิทยาศาสตร์เดนมาร์กโชว์เหนือ "สยบแสง" ให้ช้าเท่าจักรยาน ก่อนสั่งหยุดนิ่งสนิทสำเร็จ

พลิกประวัติศาสตร์ฟิสิกส์! นักวิทยาศาสตร์เดนมาร์กโชว์เหนือ "สยบแสง" ให้ช้าเท่าจักรยาน ก่อนสั่งหยุดนิ่งสนิทสำเร็จ เคมบริ...