วันอังคารที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2566

จุดกำเนิดของนวัตกรรมเปลี่ยนโลก

พอจะทราบไหมครับว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในภาพปกของโพสต์นี้คือเหตุการณ์อะไร?
.
มันคือจุดกำเนิดของนวัตกรรมเปลี่ยนโลกที่พลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์การเดินทางของมนุษย์ไปตลอดกาล
.
วันที่ 17 ธันวาคม 1903 ที่ ออวิลล์ ไรต์ (Orville Wright) และ วิลเบอร์ ไรต์ (Wilbur Wright) หรือที่เรารู้จักกันว่า ‘สองพี่น้องตระกูลไรต์’ ประสบความสำเร็จในการนำเครื่องบินขึ้นบินเป็นครั้งแรก
.
มีสิ่งประดิษฐ์เพียงไม่กี่อย่างเท่านั้นที่สร้างความเปลี่ยนแปลงได้มากขนาดนี้ในศตวรรษต่อมา
.
ในปี 1900 การเดินทางระหว่างนิวยอร์กไปลอสแอเจลิสใช้เวลา 4 วันด้วยรถไฟ ภายในปีช่วงปี 1930’s ใช้เวลา 17 ชั่วโมง และภายในปี 1950’s ใช้เวลาเพียง 6 ชั่วโมง
.
นวัตกรรมอย่างเครื่องบินเป็นสิ่งที่เข้าใจง่าย (ต่างจากความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์อย่างพวกจีโนม เซลล์ หรือการแพทย์ ฯลฯ) เอาคนไปนั่งในกล่องแล้วติดปีกเปลี่ยนเป็นนกบินไปบนท้องฟ้า ไม่จำเป็นต้องมีคำอธิบายมากมาย
.
แต่สิ่งที่น่าสนใจคือไม่มีใครพูดถึงนวัตกรรมของทั้งสองพี่น้องเลย
.
ผ่านไปหลายวัน หลายเดือน เป็นปีๆ จากวันแรกที่เครื่องบินขึ้นบนบนท้องฟ้า กลับไม่มีใครสนใจเลย หน้าข่าวหนังสือพิมพ์ไม่มีการพูดถึงความก้าวหน้าที่เปลี่ยนแปลงหน้าประวัติศาสตร์การเดินทางของมนุษย์แม้แต่น้อย
.
จนกระทั่ง 3 ปีต่อมาถึงจะมีข่าวสั้นๆ เกี่ยวกับสองพี่น้องตระกูลไรต์ในหนังสือพิมพ์ The New York Times
.
แม้แต่ในปี 1905 ที่ทั้งสองคนเอาเครื่องบินไปบินโชว์ คนก็ยังไม่เชื่อว่าสิ่งที่เห็นเป็นเรื่องจริง หลายคนกลับบอกว่ามันเป็นการเล่นกลหลอกตาอะไรสักอย่าง ไม่คิดว่าคนจะบินได้จริงๆ หรอก
.
โลกมารู้เกี่ยวกับเครื่องบินจริงๆ ก็ช่วงปี 1908 (ประมาณ 4 ปีครึ่งหลังจากการขึ้นบินครั้งแรกของเครื่องบิน) ที่นักข่าวเข้ามาสอบถามและทำข่าวอย่างจริงๆจังๆ จนกลายเป็นกระแสไปทั่วโลกว่าตอนนี้มนุษย์สามารถบินได้เหมือนกับนกบนท้องฟ้าแล้ว
.
นวัตกรรมเปลี่ยนโลกเกิดขึ้น แต่บางทีการบอกให้โลกรู้ว่ามันเกิดขึ้นจริงๆ กลับต้องใช้เวลาและพลังงานในการโน้มน้าวคนอื่นไม่น้อยไปกว่ากันเลย
.
เจฟฟ์ เบโซส (Jeff Bezos) ผู้ก่อตั้ง Amazon เว็บไซต์ e-Commerce ขนาดยักษ์บอกว่า
.
“การสร้างนวัตกรรมต้องพร้อมที่จะถูกเข้าใจผิดอย่างยาวนาน คุณทำบางอย่างที่คุณเชื่อจากใจจริง เชื่อมั่นมากๆ แต่คนที่หวังดีอาจวิพากษ์วิจารณ์ความพยายามนั้นเป็นเวลานานเลยทีเดียว หากคุณเชื่อมั่นจริงๆ ว่าพวกเขาไม่ถูก คุณต้องเต็มใจที่จะถูกเข้าใจผิดเป็นเวลานานเลย มันเป็นส่วนสำคัญของการสร้างนวัตกรรม”
.
ผลิตภัณฑ์อะไรก็ตามที่ออกมาแล้วขายดี มีลูกค้าซื้อ เหตุผลหลักๆ ก็เพราะเราคุ้นเคยกับมันอยู่แล้ว อาจมีพัฒนาตรงนั้นตรงนี้นิดหน่อยแล้วก็วางขาย แต่ถ้าเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นสินค้าใหม่ เป็นนวัตกรรมจริงๆ บางอย่างที่เปลี่ยนโลก มันต้องใช้เวลาสักพักกว่าคนจะเริ่มเข้าใจ แม้แต่คนที่ฉลาดมากๆก็ตาม
.
ลองคิดถึงอย่าง iPhone ก็ได้ ตอนเปิดตัวแรกๆ คนยังคุ้นชินกับสมาร์ตโฟนที่มีปุ่มกดอย่าง Blackberry คนที่เป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยีหลายต่อหลายคนก็บอกว่า iPhone ไม่มีทางขายได้ ราคาแพง และคนอยากได้คีย์บอร์ดมากกว่า แน่นอนคนเหล่านั้นคิดผิด
.
แม้แต่โทรศัพท์เครื่องแรก อเล็กซานเดอร์ เกรแฮม เบลล์ (Alexander Graham Bell) พยายามจะขายสิ่งประดิษฐ์ของเขาให้กับ Western Union แต่ถูกปฏิเสธกลับมาบอกว่ามันไม่เหมาะจะเป็นเครื่องมือสื่อสาร พวกเขาเป็นบริษัทใหญ่จะซื้อของเล่นอิเล็กทรอนิกส์แบบนี้ไปทำไม
.
รถยนต์ก็เช่นเดียวกัน ประมาณ 20 ปีก่อนที่ เฮนรี ฟอร์ด (Henry Ford) จะทำให้ทั้งโลกเห็นความสำคัญของการโดยสารด้วยรถยนต์ สภาคองเกรสเขียนเตือนว่า ‘รถลากที่ไม่ได้ใช้ม้า’ ขับเคลื่อนด้วยน้ำมันนั้นสามารถเดินทางด้วยความเร็วมากกว่า 14-20 ไมล์/ชั่วโมง การมียานพาหนะที่ขับเคลื่อนด้วยความเร็วขนาดนี้ต้องมีการสร้างกฎหมายออกมาควบคุมโดยด่วน ค่าใช้จ่ายในการสร้างนั้นแพงมากๆ แถมไม่พอมันจะลดความต้องการการใช้ม้าและส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการเกษตรอย่างแน่นอน
.
แม้แต่เครื่องมือการลงทุนอย่างกองทุนดัชนี (Index Fund) ตอนที่เริ่มต้นในปี 1975 ไม่มีใครสนใจเลย ใช้เวลากว่า 2 ทศวรรษที่คนจะเริ่มเห็นความสำคัญและในช่วงปี 90’s ก็เริ่มได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม
.
แม้แต่ พลังงานแสงอาทิตย์ รถยนต์ไฟฟ้า AI หรือ 3D-Printing นวัตกรรมเปลี่ยนโลกเหล่านี้ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ มันถูกคิดค้นมาแล้วหลายปี เพียงแต่การยอมรับและใช้งานจริงๆ นั้นมักเกิดขึ้นหลังจากการคิดค้นหลายปี (หรือบางทีหลายทศวรรษเลยทีเดียว)
.
เรื่องนี้แสดงให้เห็นอย่างหนึ่งที่น่าสนใจ เวลาเราเห็นสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ออกสู่ตลาด เราคาดหวังว่าบริษัทที่คิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกมานั้นจะเปลี่ยนโลกในชั่วข้ามคืน งบการเงินจะต้องสวยงามในไตรมาสต่อไปหรืออย่างช้าก็ปีต่อไป แต่บางทีมันไม่ได้เป็นแบบนั้น
.
อุตสาหกรรมหมื่นล้านแสนล้านอะไรก็ตามใช้เวลาในการเติบโตและเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตลูกค้า เทคโนโลยีหรือนวัตกรรมเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยม เพียงแต่ว่าสิ่งที่เปลี่ยนโลกจริงๆ ไม่ใช่ตัวเทคโนโลยี แต่เป็นการตอบสนองโดยรวมของลูกค้าต่อทางเลือกและโอกาสที่เกิดขึ้นจากเทคโนโลยีเหล่านั้นมากกว่าที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง
.
- โสภณ ศุภมั่งมี / Sopon Supamangmee

วันอาทิตย์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2566

คำตอบที่ไม่ธรรมดา ขอ พระพุทธเจ้า


คำตอบที่ไม่ธรรมดา ของ พระพุทธเจ้า

1. อะไร คมที่สุด ?

พราหมณ์ตอบว่า มีดที่ลับหินดีแล้ว คมที่สุด

พระพุทธเจ้า ตอบว่า. วาจาที่ใส่ร้ายผู้อื่น ทำร้ายหัวใจผู้อื่น คมที่สุด

2. อะไร ไกลที่สุด ?
พราหมณ์ตอบว่า ดวงอาทิตย์ สุดขอบจักรวาล ไกลสุด
พระพุทธเจ้า ตอบว่า. อดีตที่ผ่านมาตั้งหลายกัปหลายกัลป์ ยาวที่สุด

3. อะไร ใหญ่ที่สุด ?

พราหมณ์ตอบว่า. ภูเขา โลก มหาสมุทร ใหญ่ที่สุด

พระพุทธเจ้า ตอบว่า. ตัณหาความทยานอยาก ไม่มีที่สิ้นสุด ทำให้ก่อภพก่อชาติ ใหญ่ที่สุด
4. อะไร หนักที่สุด ?

พราหมณ์ตอบว่า. หิน เหล็ก แร่ ดิน น้ำ หนักที่สุด

พระพุทธเจ้า ตอบว่า. คำสัญญาใดๆ ที่พูดง่ายแต่ทำยาก คำสัญญานั้นแล เป็นสิ่งที่หนักสุด

5. อะไร เบาที่สุด ?

พราหมณ์ตอบว่า. นุ่น สำลี ลม ใบไม้แห้ง

พระพุทธเจ้า ตอบว่า. การปล่อยวาง การรู้เท่าทันว่า เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป แบบนี้แล เบาที่สุด

6. อะไร ใกล้เราที่สุด ?

พราหมณ์ตอบว่า. พ่อแม่ ญาติ ใกล้เราที่สุด
พระพุทธเจ้า ตอบว่า. ความตายที่วิ่งตามเหมือนเงาตามตัวต่างหาก ที่ใกล้ตัวเราที่สุด

7. อะไร ง่ายที่สุด ?

พราหมณ์ตอบว่า กิน นอน พูด หายใจ ง่ายที่สุด

พระพุทธเจ้า ตอบว่า. การพูดธรรมะ แบ่งปันให้แสงสว่างแก่ผู้อื่น ง่ายที่สุด เป็นประโยชน์ต่อสังคมด้วย
พราหมณ์ได้ฟังคำตอบจากพระพุทธเจ้าแล้วไตร่ตรองพิจารณา โดยเหตุผลแล้ว จึงยอมมอบกายถวายตัวยอมสมาทานศีล เป็นพุทธมามะกะ และได้ดวงตาเห็นธรรมโดยทั่วกัน. พร้อมกล่าวสรรเสริญพระพุทธเจ้าว่า สัถถาเทวะมนุสสานัง พระองค์เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายโดยแท้จริง

พระพุทธองค์ตรัสว่า🌹

"บุคคลแม้ไม่มีทรัพย์สินเงินทอง
แต่ก็สามารถให้ทานกับผู้อื่นได้
ด้วยสิ่งของ 5 ประการ"

1. ใบหน้าเป็นทาน 🌹
สามารถให้รอยยิ้มความสดใส

2. วาจาเป็นทาน 🌹
พูดให้กำลังใจ ชื่นชมและปลอบประโลมผู้อื่นให้มาก
3. จิตใจเป็นทาน 🌹
สามารถเปิดอกเปิดใจกับผู้อื่น ด้วยความนอบน้อมและจริงใจ

4. ดวงตาเป็นทาน 🌹
ใช้แววตาแห่งความหวังดีความโอบอ้อมอารีย์ให้กับผู้อื่น

5. กายเป็นทาน 🌹
สามารถใช้เพื่อช่วยเหลือผู้อื่น

อย่าได้ “ ตระหนี่ ”...
ในการส่งต่อ, ให้ผู้อื่น...
ประโยชน์, จะได้เพิ่มพูน...


ความลับของแสง โดย ดร.สม สุจีรา

“ความลับของแสง”

นักฟิสิกส์ควอนตัมยืนยันว่า โลกและจักรวาลไม่มีอยู่จริงจนกว่าเราจะไปเห็นมัน
 และ การเห็นต้องใช้แสงเป็นตัวสะท้อน 
ดังนั้น แสงคือตัวกำหนดสิ่งที่เราเห็น 

 ถ้าในอีกมิติ แสงมีความเร็วน้อยกว่าบนโลกครึ่งหนึ่ง (150,000 กิโลเมตรต่อวินาที) 
ตามนุษย์ จะไม่สามารถมองเห็นแสงที่สะท้อนจากมิตินั้นได้ 

และมวลในมิตินั้น ที่สร้างจากสูตร E=mc2 แต่ c (ความเร็วแสง) คนละค่ากับบนโลก 
ทำให้มนุษย์มองไม่เห็นมวล(m)ของมิติอื่นเช่นกัน   

ซึ่ง ศาสตราจารย์.ไมเจอร์ เดิร์ก เค เอฟ ( Meijer Dirk KF ) ได้พิสูจน์แล้ว
เขาบอกว่าในจักรวาลมีมิติอื่นอีกมากมาย ที่แสงมีความเร็วมากกว่าหรือน้อยกว่า 300,000 กิโลเมตรต่อวินาที
แต่ละความเร็วคลื่นจะมองไม่เห็นซึ่งกันและกัน   ( เหมือนเรามีเครื่องรับคลื่นช่องเจ็ด จะไม่เห็นภาพข่องสาม)

ด้วยเหตุนี้ ตาเนื้อ จึงไม่มีทางมองเห็นภพภูมิอื่น

พระพุทธองค์ทรงบอกว่า ในจักรวาลนี้ถ้าแบ่งด้วยความเร็วแสง จะแยกได้ 30 ภพ  (มนุษย์กับเดรัจฉานอยู่ในความเร็วแสงเดียวกัน)

ในสวรรค์ นรก แต่ละชั้น พระพุทธองค์ทรงบอกช่วงเวลาที่ไม่เท่ากับบนโลกไว้อย่างชัดเจน

ซึ่งถ้าใช้ทฤษฎีสัมพัทธภาพคำนวณ เราจะได้ตัวเลขของความเร็วแสงในแต่ละภพ

 ...... สภาวะนิพพานอยู่เหนืออิทธิพลของแสงและเวลา  ดังนั้นเมื่อบรรลุอรหันต์
 จะสามารถหยั่งรู้ ทุกมิติ ทุกภพภูมิ อยู่ในช่วงปัจจุบันขณะทั้งหมด  

เข้าใจทุกอย่างทะลุทุกมิติที่แฝงอยู่ในจักรวาล  รวมไปถึงบริเวณที่แสงไปไม่ถึงด้วย

.....นิพพานนั้นจึงนับได้ว่าเป็น “อายตนะ” อย่างหนึ่ง แต่เป็นอสังขตะ....

การเห็นของมนุษย์เป็นเพียงภาพมายา และรูปมายาที่แสงในมิตินี้สร้างขึ้นมาเท่านั้น  

เมื่อเราเสียชีวิตจะพบว่า โลกและจักรวาลนี้ไม่มีอยู่จริง เราถูกแสงหลอกมาตลอดชีวิต

ส่วนภพภูมิใหม่ที่จะไปเกิด ก็มีมวลและรูปแบบของจักรวาล ต่างจากปัจจุบันโดยสิ้นเชิง

......เมื่อสามารถกำหนดจิตจนอยู่ที่ปัจจุบันขณะอย่างแท้จริง เท่ากับว่าเอาชนะแสงได้  

ความลับของมิติ ภพภูมิอื่นๆที่แสงเก็บซ่อนไว้จากตาเนื้อ  จะถูกเปิดเผยออกมาให้เห็นอย่างแจ่มชัด 

 เป็นการผุดรู้ที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันขณะเจริญสติวิปัสสนากรรมฐาน

  ...... ปลาที่อยู่ในตู้ไม่รู้สึกว่ากำลังถูกจองจำ  เพราะตัวมันไม่สามารถแยกออกมาจากน้ำได้ …..

 ถ้ามีปลาสักตัวสามารถออกมานอกตู้แล้วมองเข้าไป มันจะเข้าใจทันทีว่า เพื่อนๆมันไม่ได้มีอิสระแต่อย่างใด 

  >>> เช่นเดียวกัน  มนุษย์ก็เวียนว่ายอยู่ในวังวนแห่งคลื่นแสงและเวลา 

ถ้าจิตหลุดพ้นจากอิทธิพลของแสงได้  แล้วมองกลับเข้าไปจึงจะรู้ว่า เหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลาย ล้วนตกอยู่ภายใต้กฎแห่งไตรลักษณ์  เกิด  แก่  เจ็บ  ตาย  น่าเวทนายิ่งนัก  

>>> สภาวะที่สามารถพ้นจากวงจรนี้มีอยู่จริง  ซึ่งพระพุทธองค์ก็ทรงค้นพบแล้ว

วันอาทิตย์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2566

เกมกลลวงปั่นหัวคน โดย โรเบิร์ต กรีน

เกมกลลวงปั่นหัวคน
.
โรเบิร์ต กรีน นักเขียนเกี่ยวกับกลยุทธ์ อํานาจ และการยั่วยวนชาวอเมริกัน มักเน้นย้ำเสมอว่า อำนาจคือเกมทางสังคมที่สืบทอดกันมายาวนานจากรุ่นสู่รุ่น และเราใช้ชีวิตกับมันตลอดเวลา หากเรารู้จักการใช้จะทำให้เราอยู่เหนือการควบคุมของอีกฝ่ายได้
.
ในหนังสือ “48 กฎแห่งอำนาจ” เขาตั้งใจเขียนขึ้นมาเพื่อเตือนให้เรารู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมของมนุษย์ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เราต้องตกเป็นเหยื่อโดยไม่รู้ตัว ซึ่งวิธีดังกล่าว โรเบิร์ต กรีน ได้อธิบายไว้ดังนี้
.
1.ความสำเร็จได้มาอย่างง่ายได้ อย่าปล่อยให้ใครรับรู้ขีดจำกัดในตัวคุณ ยิ่งลึกลับมากเท่าไหร่ ยิ่งเป็นที่น่าสนใจเท่านั้น
.
2.จงทำตัวให้น่าค้นหา ทำตัวหายห่างไปเสียบ้าง ยิ่งปรากฏตัวและส่งเสียงดังเท่าไหร่คุณค่ายิ่งลดน้อยลง ยิ่งมีคนสงสัยและจับตาดูคุณมากเท่าไหร่ คุณยิ่งน่าเชื่อถือมากเท่านั้น
.
3.อย่าทำตัวสมบูรณ์แบบจนเกินธรรมชาติ ให้แสดงจุดอ่อนอย่างมีชั้นเชิง ในการเล่นแง่เรียกความเอ็นดู ให้พวกเขาสงสาร ถือว่าเป็นข้อที่สำคัญหากไม่มีข้อบกพร่องเลย ผู้คนจากชื่นชมจะเปลี่ยนเป็นความหมั่นไส้ได้
.
4.เหมือนจะเคารพเชื่อฟังอย่างง่ายดาย แต่แท้จริงคือจอมแหกกฎตัวฉกาจ ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกเหนือคุณ และคิดว่าคุณคือคนที่เสียเปรียบ
.
5.นิ่งสุขุม อย่าให้ความโกรธของใคร มาทำให้เราอารมณ์ขึ้นง่ายกว่าเดิม รู้จักนิ่งให้เป็น และเย็นให้มากพอ จนอีกฝ่ายจะเสียอาการเอง
.
ท้ายที่สุดนี้อำนาจ 5 ข้อ คือสิ่งที่เราควรรักษา และควรเลือกใช้กับสถานการณ์เมื่อต้องปกป้องตัวเอง เพราะอำนาจคือสิ่งเดียวที่ทุกคนอยากจะมีจึงทำให้ผู้คนส่วนใหญ่หลงใช้มันในทางที่ผิด ดังนั้น จงระมัดระวังในการใช้ แล้วจะทำให้คุณเป็นอิสระต่อความพยายามควบคุมนี้
.
#นักคิดคำ #nakkhidkhom #กลลวง #อุบาย #หนังสือ #ปรัชญาชีวิต

วันจันทร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2566

ไม่คบหา..ก็ไม่รู้ว่า ! "ใครดี/ใครร้าย"

ไม่คบหา..ก็ไม่รู้ว่า ! "ใครดี/ใครร้าย"
ไม่เกิดเรื่อง..ก็ไม่รู้ว่า ! "ใครจริงใจ/ใครเสแสร้ง"
ไม่ดื่ม..ก็ไม่รู้ว่า ! "แก้วไหนร้อน/แก้วไหนเย็น"
ไม่หมดผลประโยชน์..ก็ไม่รู้ว่า ! "ใครยังอยู่/ใครจากไป"
ไม่ตกต่ำ..ก็ไม่รู้ว่า ! "ใครมิตรแท้/ใครมิตรเทียม"
ฟ้าเปลี่ยนสี..จึงแยกว่า ! "เป็นฤดูกาลใด"
สถานะเปลี่ยนไป..จึงพิสูจน์ ! "ใจคน"
อย่าเพิ่งกล่าวโทษ..ว่าคนอื่น ! "แล้งน้ำใจ"
หยัดยืน..ด้วยขาของ "ตนเองได้" นั่นแหละยั่งยืน !

ไม่คบหา..ก็ไม่รู้ว่า ! "ใครดี/ใครร้าย"

ไม่คบหา..ก็ไม่รู้ว่า ! "ใครดี/ใครร้าย"
ไม่เกิดเรื่อง..ก็ไม่รู้ว่า ! "ใครจริงใจ/ใครเสแสร้ง"
ไม่ดื่ม..ก็ไม่รู้ว่า ! "แก้วไหนร้อน/แก้วไหนเย็น"
ไม่หมดผลประโยชน์..ก็ไม่รู้ว่า ! "ใครยังอยู่/ใครจากไป"
ไม่ตกต่ำ..ก็ไม่รู้ว่า ! "ใครมิตรแท้/ใครมิตรเทียม"
ฟ้าเปลี่ยนสี..จึงแยกว่า ! "เป็นฤดูกาลใด"
สถานะเปลี่ยนไป..จึงพิสูจน์ ! "ใจคน"
อย่าเพิ่งกล่าวโทษ..ว่าคนอื่น ! "แล้งน้ำใจ"
หยัดยืน..ด้วยขาของ "ตนเองได้" นั่นแหละยั่งยืน !

วันอาทิตย์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2566

ขยะหน้าต้นไม้🌳By ต้องเต้ ธิติ ศรีนวล

ไม่มีสิ่งไหน จะรักษาใจของเธอ ได้เท่ากับตัวเธอเอง 🤍

เสน่ห์ของการเติบโต อาจเป็นการเรียนรู้
เสน่ห์ของการเรียนรู้  อาจเป็นการแก้ไข
เสน่ห์ของการเป็นมนุษย์ อาจเป็นความเข้าใจ
เสน่ห์การชีวิตของเราต่อไป อาจเป็นใครที่เข้าใจกัน🪴
___________________________________________
#ขยะหน้าต้นไม้🌳
💚💚🌳🌳🌲🌲🌱🌱🍃🍃🍂🍂🍁🍁

วันอาทิตย์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2566

ภาพพระพุทธเจ้า

ภาพพระพุทธเจ้า

รูปวาดพระพุทธเจ้าแบบ crop 2

เนื่องในวันวิสาขบูชา ผมจึงเขียน เรื่องเกี่ยวกับภาพพระพุทธเจ้าขึ้นมาเป็นธรรมทาน
ภาพที่เห็นข้างบนนี้คงเป็นที่คุ้นตา หลายคนเพราะเป็นภาพที่มีการเผยแพร่กันมาก
แต่น้อยคนนักที่จะรู้ถึงที่มาที่ไป ของภาพ

บ้างก็เชื่อว่า เป็นภาพถ่ายที่มีคนไปถ่ายรูปต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่พุทธคยา แล้วมีภาพพระพุทธเจ้าติดมาในฟิล์ม
บ้างก็เชื่อว่า เป็นภาพที่วาดโดยโอรสของรัชกาลที่ ๕
บ้างก็เชื่อว่า เป็นภาพวาดของจิตรกรชาวฝรั่งเศส

ซึ่งความเชื่อที่กล่าวมาข้างต้นนั้นล้วนแต่ผิดทั้งสิ้น

ความจริงแล้วรูปต้นฉบับนั้นเป็นภาพวาดที่วาดโดยใช้สีน้ำมันบนผ้าใบขนาด กว้าง 290 ซม. ยาว 366 ซม. ดังนี้ครับ


แต่แหล่งข้อมูลบางแห่งแปลงภาพนี้ให้เป็นสีขาวดำ เพื่อให้ภาพดูเก่าและดูขลังขึ้น

ภาพดังกล่าวมีชื่อเป็นภาษาสเปนว่า Las tentaciones de Buda (ตรงกับภาษาอังกฤษคือ The temptation of Buddha) วาดโดยจิตรกรชาวสเปน ที่ชื่อ Eduardo Chicharro


จิตรกรท่านนี้ได้รับแรงบันดาลใจในศาสนาตะวันออกจาก รพินทรนาถ ฐากูร ชาวอินเดีย ซึ่งเป็นคนเอเชีย คนแรกที่ได้รับรางวัลโนเบล โดยได้รับใน สาขาวรรณกรรม

Eduardo Chicharro ได้วาดภาพนี้ขึ้นระหว่าง ปี พศ. 2459 – 2464 (ใช้เวลาวาดประมาณ 5-6 ปี)

ปัจจุบันภาพนี้แขวนอยู่ที่ La Academia de Bellas Artes de San Fernando (The Academy of fined arts of St. Ferdinan) กรุงมาดริดประเทศสเปน

ส่วนเหตุการณ์ในภาพนั้น เป็นเหตุการณ์หลังจากที่พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน (พระสมณโคดมพุทธเจ้า) ได้ตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว 1 ปี

เมื่อทรงได้ตรัสรู้แล้ว ที่ใต้ต้น “อัสสัตถพฤกษ์” หรือ ต้นโพธิ์ (papal tree) เมื่อทรงมีพระชนมายุได้ 35 พรรษา หรือเมื่อประมาณ 2600 ปีก่อน ตามความเชื่อของคนไทย ตามข้อมูลจากพระไตรปิฎกกล่าวว่า พระองค์ก็เสวยวิมุตติสุขอยู่ 4 สัปดาห์ (แต่ข้อมูลจากอรรถกถากล่าวว่าเสวยวิมุตติสุข 7 สัปดาห์ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้โดยคลิก –> ที่นี่) แล้วจึงทรงแสดงธรรมสั่งสอนสัตว์โลกเรื่อยมา

พอ 1 ปีให้หลังจากวันที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ก็ทรงกลับมารำลึกความหลัง ที่ต้น อชปาลนิโครธ (ต้นไทรซึ่งเป็นที่เลี้ยงแพะ/แกะ) ริมฝั่งแม่น้ำ เนรัญชรา ณ ตำบลอุรุเวลา ฯ อีกครั้ง และก็มีมารผู้มีบาปตนหนึ่ง ที่เฝ้าหาโอกาสจะเข้ามาใกล้ๆ เพื่อก่อกวน มารตนนี้จ้องหาโอกาสมา ตั้งแต่ สมัยที่พระพุทธเจ้ายังเป็นเจ้าชายสิทธัตถะที่พึ่งจะออกบวชจนกระทั่งตรัสรู้ (ใช้เวลา 6 ปี) ก็ยังไม่มีโอกาส ต้องรอจังหวะอีกปีนึง จึงมีโอกาสเข้ามาหาพระพุทธเจ้า (รวมเวลาที่รอคอยโอกาสทั้งหมด 7 ปี) ซึ่งมารผู้มีบาปพยายามเข้ามาก่อกวนพระพุทธเจ้า แต่ไม่สามารถทำอะไรได้ ดังนั้นมารจึงเสียใจและนั่งบนพื้นเอาไม้ขีดดินเล่น และลูกสาวมารมาเห็นเลยสงสาร และขออาสาไปทำให้พระพุทธเจ้ากลับมาอยู่ใต้อำนาจให้ได้ โดยใช้วิธีการต่างๆ เพื่อยั่วยุพระพุทธเจ้าให้ แต่ไม่สำเร็จ สุดท้ายพระพุทธเจ้าก็ได้ขับนางเหล่านั้น ผู้มีรูปน่าทัศนายิ่ง ให้หนีไป เหมือนลมพัด ปุยนุ่น

ซึ่งคนส่วนใหญ่เข้าใจว่า เหตุการณ์นี้เกิดตอนที่พึ่งตรัสรู้ใหม่ๆ ระหว่างที่พระพุทธเจ้าเสวยวิมุติสุข แต่เมื่อศึกษาข้อมูลจากในพระไตรปิฎกและอรรถกถา สัตตวัสสสูตร และ มารธีตุสูตร (พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค) จึงพบว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ไปแล้ว 1 ปี
ภาพในส่วนสภาพแวดล้อม:
ตามหลักฐานในพระไตรปิฎก เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น ที่ต้นไทร แต่ในรูปกลับเป็นต้นโพธิ์ ซึ่งคาดว่า จิตรกรท่านนี้ คงไม่ได้ศึกษารายละเอียดในพระไตรปิฎก
อย่างไรก็ตามก็เคยมีจิตรกรไทย วาดภาพเหตุการณ์นี้เหมือนกันคือ อ.เหม เวชกร ซึ่งวาดสภาพแวดล้อมได้ถูกต้องตามเหตุการณ์ในพระไตรปิฎก ดังนี้


ภาพในส่วนของพระพุทธองค์:
นับว่าสมจริงมากจนเมื่อมีคนแปลงภาพเป็นสีขาวดำและ crop เอามาเฉพาะภาพในส่วนที่เป็นพระพุทธเจ้า ทำให้คนที่ไม่รู้ที่มาหลายคน นึกว่าเป็นภาพที่ถ่ายติดมาโดยบังเอิญจากต้นพระศรีมหาโพธิ์เลยทีเดียว
และขอแนะนำให้ลองเทียบภาพพระพุทธองค์กับลักษณะของมหาบุรุษ 32 ประการดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน ลักขณสูตร ดังนี้

ดูกรภิกษุทั้งหลายมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการนั้น เป็นไฉน ซึ่งพระมหาบุรุษประกอบแล้วย่อม
มีคติเป็นสองเท่านั้น ไม่เป็นอย่างอื่น คือ ถ้าครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ฯลฯ อนึ่ง ถ้าพระมหาบุรุษนั้น เสด็จออกผนวชเป็นบรรพชิต จะได้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มีหลังคาคือกิเลสอันเปิดแล้วในโลก ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระมหาบุรุษในโลกนี้
๑. มีพระบาทประดิษฐานเป็นอันดี ภิกษุทั้งหลาย การที่พระมหาบุรุษ
มีพระบาทประดิษฐานเป็นอันดี นี้เป็นมหาปุริสลักษณะของมหาบุรุษ ฯ
๒. ณ พื้นภายใต้ฝ่าพระบาท ๒ ของพระมหาบุรุษ มีจักรเกิดขึ้น มีซี่กำ
ข้างละพัน มีกง มีดุม บริบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวง ภิกษุทั้งหลาย แม้การที่พื้น
ภายใต้ฝ่าพระบาททั้ง ๒ ของพระมหาบุรุษ มีจักรเกิดขึ้น มีซี่กำข้างละพัน มีกง
มีดุม บริบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวง นี้ก็มหาปุริสลักษณะของพระมหาบุรุษ ฯ
๓. มีส้นพระบาทยาว ฯ
๔. มีพระองคุลียาว ฯ
๕. มีฝ่าพระหัตถ์และฝ่าพระบาทอ่อนนุ่ม ฯ
๖. มีฝ่าพระหัตถ์และฝ่าพระบาทมีลายดุจตาข่าย ฯ
๗. มีพระบาทเหมือนสังข์คว่ำ ฯ
๘. มีพระชงฆ์รีเรียวดุจแข้งเนื้อทราย ฯ
๙. เสด็จสถิตยืนอยู่มิได้น้อมลง เอาฝ่าพระหัตถ์ทั้งสองลูบคลำได้ถึง
พระชาณุทั้งสอง ฯ
๑๐. มีพระคุยหะเร้นอยู่ในฝัก ฯ
๑๑. มีพระฉวีวรรณดุจวรรณะแห่งทองคำ คือ มีพระตจะ ประดุจหุ้ม
ด้วยทอง ฯ
๑๒. มีพระฉวีละเอียด เพราะพระฉวีละเอียด ธุลีละอองจึงมิติดอยู่ใน
พระกายได้ ฯ
๑๓. มีพระโลมชาติเส้นหนึ่งๆ เกิดในขุมละเส้นๆ ฯ
๑๔. มีพระโลมชาติมีปลายขึ้นช้อยขึ้นข้างบน มีสีเขียว มีสีเหมือนดอก
อัญชัญ ขดเป็นกุณฑลทักษิณาวัฏ ฯ
๑๕. มีพระกายตรงเหมือนกายพรหม ฯ
๑๖. มีพระมังสะเต็มในที่ ๗ สถาน ฯ
๑๗. มีกึ่งพระกายท่อนบนเหมือนกึ่งกายท่อนหน้าของสีหะ ฯ
๑๘. มีระหว่างพระอังสะเต็ม ฯ
๑๙. มีปริมณฑลดุจไม้นิโครธ วาของพระองค์เท่ากับพระกายของพระองค์
พระกายของพระองค์ก็เท่ากับวาของพระองค์ ฯ
๒๐. มีลำพระศอกลมเท่ากัน ฯ
๒๑. มีปลายเส้นประสาทสำหรับนำรสอาหารอันดี ฯ
๒๒. มีพระหนุดุจคางราชสีห์ ฯ
๒๓. มีพระทนต์ ๔๐ ซี่ ฯ
๒๔. มีพระทนต์เรียบเสมอกัน ฯ
๒๕. มีพระทนต์ไม่ห่าง ฯ
๒๖. มีพระทาฐะขาวงาม ฯ
๒๗. มีพระชิวหาใหญ่ ฯ
๒๘. มีพระสุรเสียงดุจเสียงแห่งพรหม ตรัสมีสำเนียงดังนกกรวิก ฯ
๒๙. มีพระเนตรดำสนิท [ดำคม] ฯ
๓๐. มีดวงพระเนตรดุจตาแห่งโค ฯ
๓๑. มีพระอุณาโลมบังเกิด ณ ระหว่างพระขนง มีสีขาวอ่อน ควร
เปรียบด้วยนุ่น ฯ
๓๒. มีพระเศียรดุจประดับด้วยกรอบพระพักตร์ ฯ

ส่วนเหตุต้นผลกรรมที่ทำให้ได้มาซึ่งลักษณะแต่ละอย่างนั้นลองอ่านรายละเอียดใน ลักขณสูตร ดูนะครับ
นอกจากนี้ ยังมี อสีตยานุพยัญชนะ หรือ อนุพยัญชนะอีก 80 ประการ (ไม่รู้ว่ารายละเอียดมีที่มาจากไหน แต่มีพูดถึงในอรรถกถาลักขณะสูตร โดยไม่ระบุรายละเอียด คาดว่ารายละเอียดคงอยู่ใน ฎีกา หรือ อนุฏีกา) ซึ่งเป็นลักษณะข้อปลีกย่อยของพระมหาบุรุษ ดังนี้
๑. มีนิ้วพระหัตถ์และนิ้วพระบาทอันเหลืองงาม
๒. นิ้วพระหัตถ์และนิ้วพระบาทเรียวออกไป โดยลำดับแต่ต้นจนปลาย
๓. นิ้วพระหัตถ์ แลนิ้วพระบาทกลมดุจนายช่างกลึงเป็นอันดี
๔. พระนขาทั้ง ๒๐ มีสีอันแดง
๕. พระนขาทั้ง ๒๐ นั้นงอนงามช้อนขึ้นเบื้องบนมิได้ค้อมลงเบื้องต่ำ ดุจเล็บแห่งสามัญชนทั้งปวง
๖. พระนขานั้นมีพรรณอันเกลี้ยงกลม สนิทมิได้เป็นริ้วรอย
๗. ข้อพระหัตถ์และข้อพระบาทซ่อนอยู่ในพระมังสะ มิได้สูงขึ้นปรากฏออกมาภายนอก
๘. พระบาททั้งสองเสมอกัน มิได้ย่อมใหญ่กว่ากัน มาตรว่าเท่าเมล็ดงา
๙. พระดำเนินงามดุจอาการเดินแห่งกุญชรชาติ
๑๐. พระดำเนินงามดุจสีหราช
๑๑. พระดำเนินงามดุจดำเนินแห่งหงส์
๑๒. พระดำเนินงามดุจอุสภราชดำเนิน
๑๓. ขณะเมื่อยืนจะย่างดำเนินนั้น ยกพระบาทเบื้องขวาย่างไปก่อน พระกายเยื้องไปข้างเบื้องขวาก่อน
๑๔. พระชานุมณฑลเกลี้ยงกลมงามบริบูรณ์ บ่มิได้เห็นอัฏฐิสะบ้าปรากฏออกมาภายนอก
๑๕. มีบุรุษพยัญชนะบริบูรณ์ คือมิได้มีกิริยามารยาทคล้ายสตรี
๑๖. พระนาภีมิได้บกพร่อง กลมงามมิได้วิกลในที่ใดที่หนึ่ง
๑๗. พระอุทรมีสัณฐานอันลึก
๑๘. ภายในพระอุทรมีรอยเวียนเป็นทักขิณาวัฏฏ
๑๙. ลำพระเพลาทั้งสองกลมงามดุจลำสุวรรณกัททลี
๒๐. ลำพระกรทั้งสองงามดุจงวงแห่งเอราวัณเทพยหัตถี
๒๑. พระอังคาพยพใหญ่น้อยทั้งปวงจำแนกเป็นอันดี คือ งามพร้อมทุกสิ่งหาที่ตำหนิบ่มิได้
๒๒. พระมังสะที่ควรจะหนาก็หนา ที่ควรจะบางก็บางตามที่ทั่วทั้งประสรีรกาย
๒๓. พระมังสะมิได้หดหู่ในที่ใดที่หนึ่ง
๒๔. พระสรีรกายทั้งปวงปราศจากต่อมและไฝปาน มูลแมลงวันมิได้มีในที่ใดที่หนึ่ง
๒๕. พระกายงามบริสุทธิ์พร้อมสมกันโดยตามลำดับทั้งเบื้องบนแลเบื้องล่าง
๒๖. พระกายงามบริสุทธิ์พร้อมสิ้นปราศจากมลทินทั้งปวง
๒๗. ทรงพระกำลังมาก เสมอด้วยกำลังแห่งกุญชรชาติ ประมาณถึงพันโกฏิช้าง ถ้าจะประมาณด้วยกำลังบุรุษก็ได้ถึงแสนโกฏิบุรุษ
๒๘. มีพระนาสิกอันสูง
๒๙. สัณฐานนาสิกงามแฉล้ม
๓๐. มีพระโอษฐ์เบื้องบนเบื้องต่ำมิได้เข้าออกกว่ากัน เสมอเป็นอันดี มีพรรณแดงงามดุจสีผลตำลึงสุก
๓๑. พระทนต์บริสุทธิ์ปราศจากมูลมลทิน
๓๒. พระทนต์ขาวดุจดังสีสังข์
๓๓. พระทนต์เกลี้ยงสนิทมิได้เป็นริ้วรอย
๓๔. พระอินทรีย์ทั้ง ๕ มีจักขุนทรีย์เป็นอาทิงามบริสุทธิ์ทั้งสิ้น
๓๕. พระเขี้ยวทั้ง ๔ กลมบริบูรณ์
๓๖. ดวงพระพักตร์มีสัณฐานยาวสวย
๓๗. พระปรางค์ทั้งสองดูเปล่งงามเสมอกัน
๓๘. ลายพระหัตถ์มีรอยอันลึก
๓๙. ลายพระหัตถ์มีรอยอันยาว
๔๐. ลายพระหัตถ์มีรอยอันตรง บ่มิได้ค้อมคด
๔๑. ลายพระหัตถ์มีรอยอันแดงรุ่งเรือง
๔๒. รัศมีพระกายโอภาสเป็นปริมณฑลโดยรอบ
๔๓. กระพุ้งพระปรางค์ทั้งสองเคร่งครัดบริบูรณ์
๔๔. กระบอกพระเนตรกว้างแลยาวงามพอสมกัน
๔๕. ดวงพระเนตรกอปรด้วยประสาททั้ง ๕ มีขาวเป็นอาทิผ่องใสบริสุทธิ์ทั้งสิ้น
๔๖. ปลายเส้นพระโลมาทั้งหลายมิได้งอมิได้คด
๔๗. พระชิวหามีสัณฐานอันงาม
๔๘. พระชิวหาอ่อนบ่มิได้กระด้างมีพรรณอันแดงเข้ม
๔๙. พระกรรณทั้งสองมีสัณฐานอันยาวดุจกลีบปทุมชาติ
๕๐. ช่องพระกรรณมีสัณฐานอันกลมงาม
๕๑. ระเบียบพระเส้นทั้งปวงนั้นสละสลวยบ่มิได้หดหู่ในที่อันใดอันหนึ่ง
๕๒. แถวพระเส้นทั้งหลายซ่อนอยู่ในพระมังสะทั้งสิ้น บ่มิได้เป็นคลื่นฟูขึ้นเหมือนสามัญชนทั้งปวง
๕๓. พระเศียรมีสัณฐานงามเหมือนฉัตรแก้ว
๕๔. ปริมณฑลพระนลาฏโดยกว้างยาวพอสมกัน
๕๕. พระนลาฏมีสัณฐานอันงาม
๕๖. พระโขนงมีสัณฐานอันงามดุจคันธนูอันก่งไว้
๕๗. พระโลมาที่พระโขนงมีเส้นอันละเอียด
๕๘. เส้นพระโลมาที่พระโขนงงอกขึ้นแล้วล้มราบไปโดยลำดับ
๕๙. พระโขนงนั้นใหญ่
๖๐. พระโขนงนั้นยาวสุดหางพระเนตร
๖๑. ผิวพระมังสะละเอียดทั่วทั้งพระกาย
๖๒. พระสรีรกายรุ่งเรืองไปด้วยสิริ
๖๓. พระสรีรกายมิได้มัวหมอง ผ่องใสอยู่เป็นนิตย์
๖๔. พระสรีรกายสดชื่นดุจดวงดอกปทุมชาติ
๖๕. พระสรีรสัมผัสอ่อนนุ่มสนิท บ่มิได้กระด้างทั่วทั้งพระกาย
๖๖. กลิ่นพระกายหอมฟุ้งดุจกลิ่นสุคนธกฤษณา
๖๗. พระโลมามีเส้นเสมอกันทั้งสิ้น
๖๘. พระโลมามีเส้นละเอียดทั่วทั้งพระกาย
๖๙. ลมอัสสาสะและปัสสาสะลมหายพระทัยเข้าออกก็เดินละเอียด
๗๐. พระโอษฐมีสัณฐานอันงามดุจแย้ม
๗๑. กลิ่นพระโอษฐหอมดุจกลิ่นอุบล
๗๒. พระเกสาดำเป็นแสง
๗๓. กลิ่นพระเกสาหอมฟุ้งขจรตลบ
๗๔. พระเกสาหอมดุจกลิ่นโกมลบุบผชาติ
๗๕. พระเกสามีสัณฐานเส้นกลมสลวยทุกเส้น
๗๖. พระเกสาดำสนิททั้งสิ้น
๗๗. พระเกสากอปรด้วยเส้นอันละเอียด
๗๘. เส้นพระเกสามิได้ยุ่งเหยิง
๗๙. เส้นพระเกสาเวียนเป็นทักขิณาวัฏฏทุกๆ เส้น
๘๐. วิจิตรไปด้วยระเบียบพระเกตุมาลา กล่าวคือถ่องแถวแห่งพระรัศมีอันโชตนาการขึ้น ณ เบื้องบนพระอุตมังคสิโรตม์ฯ

นอกจากนี้พระพุทธเจ้ายังมี พระฉัพพรรณรังสี หรือ รัศมี ๖ ประการ ซึ่งเปล่งออกจากพระวรกายของพระพุทธเจ้า เป็นสีต่างๆ คือ
๑. นีล เขียวเหมือนดอกอัญชัน
๒. ปีต เหลืองเหมือนหรดาลทอง
๓. โลหิต แดงเหมือนตะวันอ่อน
๔. โอทาต ขาวเหมือนแผ่นเงิน
๕. มัญเชฐ สีหงสบาท เหมือนดอกเซ่งหรือหงอนไก่
๖. ประภัสสร เลื่อมพรายเหมือนแก้วผลึก

ขอบคุณข้อมูลที่ใช้อ้างอิงจาก

สัตตวัสสสูตร : http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=15&A=3952&Z=4009&pagebreak=0

มารธีตุสูตร : http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=15&A=4010&Z=4136&pagebreak=0

ลักขณสูตร : http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=11&A=3182&Z=3922&pagebreak=0

มหาปทานสูตร : http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=10&A=0&Z=1454&pagebreak=0

พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ของ พระ อ.ปยุต ปยุตโต เรื่องอนุพยัญชนะ : http://84000.org/tipitaka/dic/v_seek.php?text=%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B8%B0

พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ของ พระ อ.ปยุต ปยุตโต เรื่องฉัพพรรณรังสี : http://84000.org/tipitaka/dic/v_seek.php?text=%A9%D1%BE%BE%C3%C3%B3%C3%D1%A7%CA%D5

รายละเอียดเกี่ยวกับภาพ : http://www.mryuse.com/?p=1919

คุณ Ratthee แห่งเว็บ http://www.palungjit.com นักศึกษาระดับปริญญาโท สาขาประวัติศาสตร์ศิลปะสเปน

Sponsored Content
ค่าใช้จ่ายในการปลูกผมในปี 2023 อาจทำให้คุณประหลาดใจ
ค่าใช้จ่ายในการปลูกผมในปี 2023 อาจทำให้คุณประหลาดใจ
ปลูกผม | ค้นหาโฆษณา
บ้านสำเร็จรูปที่ขายไม่ออกเกือบจะฟรี
บ้านสำเร็จรูปที่ขายไม่ออกเกือบจะฟรี
บ้านสำเร็จรูป | ค้นหาโฆษณา
Si Sa Ket: ตู้เย็นที่ขายไม่ออก (ดูราคา)
Si Sa Ket: ตู้เย็นที่ขายไม่ออก (ดูราคา)
ตู้เย็น | ค้นหาโฆษณา
Si Sa Ket: ลดราคาล้างสต๊อกเตียงอัจฉริยะ: ราคาในเม็กซิโกอาจทำให้คุณประหลาดใจ
Si Sa Ket: ลดราคาล้างสต๊อกเตียงอัจฉริยะ: ราคาในเม็กซิโกอาจทำให้คุณประหลาดใจ
เตียงอัจฉริยะในเม็กซิโก | ค้นหาโฆษณา
Share this:
TwitterFacebook
กำลังโหลด...
Related
พระอรหันต์ที่ตายไปแล้วสามารถติดต่อกับผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ได้หรือไม่?
เมษายน 30, 2014
In "ธรรมะและศาสนา"

เตือนภัย!! ลัทธิมิจฉาทิฏฐิที่เห็นว่าจิตเที่ยง
กันยายน 20, 2012
In "การปฏิบัติธรรม"

เรื่องของพระธาตุของพระกัสสปพุทธเจ้า
พฤษภาคม 30, 2012
In "#พระพุทธเจ้า#"

พฤษภาคม 23, 2013ใส่ความเห็น
ก่อนหน้า
ถัดไป »
ใส่ความเห็น
View Full Site

สร้างเว็บไซต์หรือบล็อกฟรีที่ WordPress.com.

Privacy & Cookies: This site uses cookies. By continuing to use this website, you agree to their use.
To find out more, including how to control cookies, see here: Cookie Policy

พลิกประวัติศาสตร์ฟิสิกส์! นักวิทยาศาสตร์เดนมาร์กโชว์เหนือ "สยบแสง" ให้ช้าเท่าจักรยาน ก่อนสั่งหยุดนิ่งสนิทสำเร็จ

พลิกประวัติศาสตร์ฟิสิกส์! นักวิทยาศาสตร์เดนมาร์กโชว์เหนือ "สยบแสง" ให้ช้าเท่าจักรยาน ก่อนสั่งหยุดนิ่งสนิทสำเร็จ เคมบริ...