วันอังคารที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2566

5 เสาหลักสำคัญในการพัฒนาตัวเอง โดย CEO นพกิต


1. นิสัย
.
'นิสัย' เป็นสิ่งแรกเลยที่ควรจะเปลี่ยน เราจะเปลี่ยนตัวเองไม่ได้เลยถ้าเราไม่เปลี่ยนนิสัย และการเปลี่ยนนิสัยนั่นเริ่มด้วยการ 'เปลี่ยนพฤติกรรม'
.
ง่ายๆ อาจลองเปลี่ยนพฤติกรรมที่ไม่ต่างจากพฤติกรรมเดิมมากไป เป็นอะไรที่เราทำได้แบบไม่รู้สึกต่อต้านกับตัวเอง เพื่อให้มันกลายเป็นพฤติกรรมที่เราทำได้แบบอัตโนมัติ อย่างเช่น ถ้าอยากเป็นผู้นำที่ดี เราก็ต้องฝึกเป็นผู้ฟังที่ดี ฝึกการตัดสินใจ
.
2. อารมณ์
.
อารมณ์ก็เป็นอีกหนึ่งอย่างที่สำคัญ เพราะนอกจากเก่งทางวิชาการแล้ว เราต้องเก่งการควบคุมอารมณ์ของตัวเองด้วย เพราะการควบคุมอารมณ์ไม่ได้นั้น ไม่ได้ส่งผลเสียกับเราเท่านั้นแต่มันอาจส่งผลกระทบต่อคนรอบข้างด้วย ฉะนั้นการควบคุมอารมณ์ถือว่าเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญและควรฝึกฝนด้วยเช่นกัน
.
อย่างสมมุติว่าถ้าเราเป็นคนโมโหกับเรื่องไม่เป็นเรื่องได้ง่าย ให้ลองใช้วิธีเขียนเตือนตัวเองในสมุด พยายามสงบจิตใจ การจดลงสมุดจะช่วยเตือนความจำให้เรารู้ว่าไม่ควรทำแบบนั้นอีก
.
3. สนุกกับการเรียนรู้
.
การพัฒนาตัวเองด้วยการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ จะทำให้ทัศนคติของเรานั้นเปลี่ยนแปลงได้ การเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพคือ การเรียนรู้ที่เราอินกับมัน รู้สึกสนใจ
.
และที่สำคัญเวลาจะเรียนรู้อะไรต้องทำมันด้วย “ความสนุก” เราต้องสนุกกับมัน มันจะทำให้เราเรียนรู้ได้อย่างมีความสุข
.
4. ทบทวนตัวเอง
.
ทบทวนตัวเองเยอะๆ ว่าที่จริงแล้วเราเป็นคนแบบไหน เราต้องการอะไร เอาอย่างง่ายสุดเลยให้ลองตั้งคำถามเรื่องสถานการณ์รอบตัวกับตัวเอง ดูว่าจริงๆ แล้วเรารู้สึกยังไงต่อเหตุการณ์นั้น คำตอบตรงนี้แหละจะบ่งบอกว่าเราเป็นคนยังไง จะได้นำแนวทางมาพัฒนาตัวเองไปในแนวไหน
.
5. รู้จักตัวเอง
.
มีแต่ตัวเราเท่านั้นที่รู้ว่าเราต้องการอะไร ในการพัฒนาตัวเองเราต้องรู้จักตัวเองทั้ง ความรู้สึก ความไม่พอใจ ความเชื่อ ความฝัน แล้วพัฒนาไปในทางของเรา ในแบบที่เป็นตัวเรา ไม่ใช่ไปเชื่อตามคำพูดคนอื่น เพราะแบบนั้นมันก็ไม่ใช่เป้าหมายของเรา แต่เป็นเป้าหมายของคนอื่นแทน

วันพฤหัสบดีที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2566

ไตดำหรือไทดำ ในการรับรู้ของราชสำนักสยามว่า "ลาวทรงดำ ลาวโซ่ง"

ไตดำหรือไทดำ ในการรับรู้ของราชสำนักสยามว่า "ลาวทรงดำ ลาวโซ่ง" และภายหลังพยายามเรียกว่า "ไทยทรงดำ"

เป็นที่ทราบกันดีว่ากลุ่มชาติพันธุ์ที่เรียกกันหลายชื่อว่า ลาวทรงดำ ไทยทรงดำ ลาวโซ่ง หรือว่า ไทดำ มีอยู่ในประเทศไทยจำนวนมาก โดยเฉพาะในภาคกลางของประเทศไทย เช่น เพชรบุรี สุพรรณบุรี ราชบุรี นครปฐม กาญจนบุรี ฯลฯ เช่นเดียวกับกลุ่มลาวต่างๆ คือ ลาวเวียง ลาวครั่ง ลาวเเง๊ว ลาวพวนหรือไทพวน เป็นต้น

กลุ่มชาติพันธุ์เหล่านี้เข้ามาอยู่ในประเทศไทย ด้วยเหตุผลของการกวาดต้อนผู้คน เพื่อมาเติมเต็มพื้นที่ภาคกลางของสยาม เพื่อเพิ่มประชากร เพื่อเป็นเเรงงาน หลังไทสยามถูกพม่ากวาดต้อนไปเเทบเเปนเปล่าจากพื้นที่ภาคกลาง

ในราวปี พ.ศ. 2322 หรือ ค.ศ.1779 ทัพสยามของกรุงธนบุรี นำโดยเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก(ต่อมาคือรัชกาลที่1) นำทัพบุกตีอาณาจักรล้านช้างทั้ง 3 อาณาจักร เเละยึดเอาล้านช้างไว้เป็นเมืองประเทศราชได้ พร้อมกับการกวาดต้อนคนลาวล้านช้างเข้าสู่ภาคกลางของสยาม

ในครานั้นเอง เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ได้ให้ทัพเมืองหลวงพระบางยกทัพไปกวาดต้อนผู้คนในดินเเดน "สิบหกเจ้าไต"(หรือสิบสองเจ้าไต ในเวลาต่อมา) ที่เมืองทัน(เมืองแถนหรือถง) เมืองม่วย อันเป็นเมืองชายเเดนที่ติดกับเวียดนาม กวาดต้อนผู้คนที่เรียกตัวเองว่า ไตดำ ลงมาจำนวนมากมาให้กองทัพสยาม ภายหลังกองทัพสยามจึงกวาดต้อนผู้คนเหล่านี้ลงไปยังบางกอก

ตามการรับรู้ของสยามในขณะนั้น เข้าใจว่าผู้คนเหล่านี้คือคนลาว เนื่องด้วยว่าเมืองที่ไปกวาดต้อนนั้นขึ้นกับเมืองหลวงพระบาง จึงเรียกขานคนกลุ่มนี้ว่า "ลาวส่งดำ" หมายความว่ากลุ่มลาวที่นุ่งกางเกงหรือเครื่องนุ่งสีดำ เพราะคำว่า "ส่ง"หมายถึงกางเกง

เเละได้กวาดต้อนคนกลุ่มนี้ไปไว้ที่เมืองเพชรบุรี พร้อมกับกลุ่มคนลาวจำนวนมากที่กวาดไปไว้เเถบเมืองราชุบุรี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี อันเป็นเมืองชายเเดน หวังให้เป็นกันชนกับพม่า

ภายหลังมีการเรียกชื่อกลุ่มไตดำนี้ ในหลายชื่อ จาก"ส่ง"ก็เพี้ยนเป็น"ทรง" เป็น "โซ่ง" เช่น ลาวทรงดำ ลาวโซ่ง จนต่อมาเรียกกันว่า ไทยทรงดำ

สยามเริ่มรับรู้เกี่ยวกับคนกลุ่มนี้ เเละเริ่มเเยกเเยะคนกลุ่มนี้ออกจากกลุ่มคนลาว ในคราวที่สยามยกทัพไปปราบฮ่อที่หัวพันเเละเมืองเเถง สมัยรัชกาลที่5 

ในบันทึกของเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี เเม่ทัพใหญ่ที่ยกทัพไปปราบฮ่อ ที่หัวพันเเละเมืองเเถง ได้เรียกคนกลุ่มนี้ว่า "ผู้ไตหรือผู้ไทดำ" ซึ่งเป็นความพยายามจะเเยกคนกลุ่มนี้ ออกจากคนอีกกลุ่มหนึ่ง ที่เรียกตัวเองว่า "ผู้ไตด่อนหรือผู้ไทขาว" ตามคำให้การของลูกชายเจ้าเมืองไล(ที่ยกทัพมายึดได้เมืองเเถง) ที่เเยกกลุ่มคนที่เมืองเเถงออกจากเมืองไล โดยเรียกคนเมืองเเถงว่า "ไตดำ" เเละเรียกคนเมืองไลว่า "ไตด่อนหรือไตขาว" บางครั้งก็เรียกว่า "ไตหรือไทไล"

ในบันทึกการปราบฮ่อของเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีที่หัวพัน ก็ได้เเยกกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่า "ผู้ไต" ออกจากกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่า "ผู้ลาว" ดังบันทึกว่า

"หมู่พวกผู้ไทขอดผมกระด้นทั้งมวล หมู่พวกผู้ลาวตัดผมปลงทั้งมวล พวกเเม่หญิงผู้ไทนุ่งเครื่องดำตาบเเดง ขาวเหลือง ก็นุ่งเครื่องเก็บตำเป็นดอก เป็นเเสง เป็นตา ดำ เเดง ขาว เหลือง มีเป็นลายเเนวต่างๆ เเม่หญิงผู้ไทครั้นเเมนผู้สาวขอดเกล้าผมทั้งกระด้น คนมีผัวเเล้วเกล้าทางจอมขวัญ เเม่ร้าง เเม่หม้าย ครั้นอยากได้ผัวกลับขอดทางกระด้นเเต่งตัวหาผู้บ่าว"

ภาพ:ไทดำหรือลาวทรงดำ ในสมัยรัชกาลที่5 ที่ฝรั่งถ่ายภาพเอาไว้ เเละเอามาทำเป็นไปรษณีบัตร ตามภาพบรรยายว่า เป็นคนลาวในเมืองเพชรบุรี

วันอังคารที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2566

Cinema Analysis: RedLife อีกฉากทัศน์สะท้อนสังคมไทยในวันที่หลายชีวิตกำลังลงแดง

Cinema Analysis: RedLife อีกฉากทัศน์สะท้อนสังคมไทย
ในวันที่หลายชีวิตกำลังลงแดง
.
ภาพยนตร์ถือเป็นมหรสพที่มักจะฉาบเคลือบไปด้วยความสนุกสนาน พร้อมจะดึงผู้ชมออกจากโลกแห่งความเป็นจริง เปรียบเสมือนยาที่ช่วยให้บรรเทาอาการบอบช้ำจากชีวิตแสนโหดร้าย สื่อภาพยนตร์จึงหนีไม่พ้นที่จะนำเสนอแนวแอ็กชันโลดโผน ตลกตกเก้าอี้ หรือรักหวานซึ้งประโลมโลก เพื่อนำพาคนดูออกจากความเหนื่อยล้าหรือความชอกช้ำจากสิ่งที่ต้องเผชิญอยู่
.
หากแต่การออกจากโลกอันโหดร้ายในเวลา 2 ชั่วโมงโดยประมาณนั้น อาจไม่เพียงพอเท่าไหร่นัก ภาพยนตร์ไม่ควรทำหน้าที่เพียงเพื่อพาผู้คนออกจากความมืดดำเท่านั้น แต่ควรจะเป็นกระจกสะท้อนภาพความเป็นจริงให้สังคมได้รับรู้ด้วย ผลงานสะท้อนสังคมจึงได้ถือกำเนิดขึ้น ให้ผู้ชมได้โอบรับความโหดร้ายที่อยู่บนโลกใบนี้ผ่านจอภาพยนตร์
.
จุดเริ่มจากภัยสงครามโลกครั้งที่ 2 อันแสนโหดร้าย กลางทศวรรษที่ 1940s การพ่ายแพ้สงครามอย่างย่อยยับของอิตาลี ก่อให้เกิดภาพยนตร์แนว Italian Neorealism ที่แสดงภาพความเป็นจริงให้ประจักษ์ แบบไม่ผ่านการปรุงแต่ง โดยมีผลงานเรือธงประจำยุคสมัยอย่าง The Bicycle Thieves (1958) เป็นหัวขบวนนำทัพ ซึ่งภาพยนตร์แนว Italian Neorealism ก็ได้แผ่ขยายอิทธิพลไปทั่วโลก และประเทศไทยก็ไม่มีข้อยกเว้น
.
.
[บ้านเมืองกลียุค สู่จุดเริ่มของหนังสะท้อนสังคมในไทย]
.
ในทศวรรษที่ 1960s สังคมไทยอยู่ภายใต้เงามืดของรัฐประหาร โดยผู้ใช้อำนาจในทางมิชอบ จนประชาชนตาดำๆ ต่างอดรนทนไม่ได้ นำมาสู่การลุกฮือของเหล่านักศึกษาที่ปลุกระดมมวลชนให้ลุกขึ้นสู้ เกิดเป็นการประท้วงครั้งใหญ่ในวันที่ 14 ตุลาคม 2516 ซึ่งจบลงด้วยชัยชนะและการเสียสละของผู้วายชนม์
.
ในเวลาที่ฟ้าสีทองผ่องอำไพ ไม่ใช่เพียงประชาชนจะเป็นใหญ่ในแผ่นดินเท่านั้น แต่วงการภาพยนตร์ไทยยังพบแสงสว่างจากเหล่าฟิล์มเมกเกอร์รุ่นใหม่ นำทีมโดย ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล หรือ ‘ท่านมุ้ย’ ที่ฉายภาพจริงของสังคมไทยผ่านแผ่นฟิล์ม ด้วยการทำผลงานที่วิพากษ์วิจารณ์หน่วยงานรัฐ หน่วยงานราชการ ไปจนถึงตีแผ่ความเหลื่อมล้ำทางสังคมผ่านสายตาของเด็กหนุ่มที่อุดมการณ์แรงกล้า ท้าทายอำนาจการปกครองระดับท้องถิ่น ในเรื่อง เขาชื่อกานต์ (2516) ซึ่งได้กลายเป็นมาตรฐานใหม่ให้กับวงการภาพยนตร์ไทยยุคนั้น
.
ห้วงเวลานั้น อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยเต็มไปด้วยความกล้าที่จะตีแสกหน้าสังคม -สังคมที่เต็มไปด้วยคอร์รัปชันและความฉ้อฉล- เผยให้เห็นถึงคราบเลือดและหยาดน้ำตาของคนตัวเล็กตัวน้อยที่ต้องดิ้นรนในสังคมเมืองใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น เทพธิดาโรงแรม (2517) หรือ เทวดาเดินดิน (2519) แต่ความรุ่มรวยในการแสดงออกตามวิถีประชาธิปไตยก็อยู่กับคนไทยได้ไม่นาน แล้วเมฆหมอกแห่งความโหดร้ายก็ได้กลับมาปกคลุมประเทศชาติอีกครั้ง เมื่อมีรายงานว่ากลุ่มนักศึกษาถูกสังหารหมู่อย่างทารุณ ในเช้ามืดของวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ส่งผลให้ประชาชนสิ้นสุดเสรีภาพ รวมไปถึงวงการภาพยนตร์เองก็กลับคืนสู่ความอึมครึมอีกครั้ง
.
รัฐบาลในยุคนั้นได้ขอความร่วมมือให้นักสร้างภาพยนตร์รุ่นใหม่เลิกทำภาพยนตร์ที่เกี่ยวข้องกับการเมือง ขณะเดียวกันก็ปล่อย ‘โฆษณาชวนเชื่อ’ หรือ propaganda ที่แสดงภาพลักษณ์อันดีงามของข้าราชการยุคนั้น ผ่านผลงานที่มีเส้นเรื่องแนว ‘ร้อยตำรวจเอกปลอมตัวมา’ เพื่อบ่งบอกถึงความเป็นมิตร ความต้องการใกล้ชิดประชาชนของภาครัฐ เพื่อลบล้างความฟอนเฟะที่เคยทำไว้กับประชาชน
.
แม้ฉากการเมืองจะถูกดับลงบนจอเงิน แต่ภาพความจริงของสังคมยังคงอยู่ ‘นักทำหนัง’ รุ่นนั้นยังคงยืนหยัดที่จะเล่าเรื่องราวของสังคมโดยซ่อนนัยทางการเมืองเอาไว้อย่างแนบเนียน
.
.
[ยุคสมัยแห่งการดิ้นรนของผลงานสะท้อนสังคม]
.
ในปี 2520 มีผลงานท่านมุ้ยฉายอยู่ 2 เรื่อง ที่แตกต่างอย่างสุดขั้ว เรื่องแรกคือ รักคุณเข้าแล้ว (2520) ภาพยนตร์รักที่ท่านต้องการประชดกองเซ็นเซอร์ ถือเป็นการ ‘ประท้วงเงียบ’ หลังจากผู้สร้างชิ้นงานทั้งหลายถูกปิดปากไม่ให้พูดถึงประเด็นทางสังคม อีกเรื่องคือ ทองพูน โคกโพ ราษฎรเต็มขั้น (2520) ภาพยนตร์สะท้อนสังคมเรื่องเยี่ยม ที่บอกเล่าผ่านตัวละครคนขับแท็กซี่
.
ผลงานเรื่องหลังนี้ได้รับการกล่าวขวัญถึงในฐานะผลงานที่สะท้อนภาพของสังคมได้แม่นยำ ทั้งเรื่องความเหลื่อมล้ำ การนิ่งเฉยของภาครัฐ และคนตัวเล็กตัวน้อยที่ถูกพรากโอกาสไป ทองพูน โคกโพ กลายเป็นสัญลักษณ์ของคนชายขอบที่สู้ยิบตา และเป็นมาสเตอร์พีซที่น่าศึกษา สำหรับการสร้างภาพยนตร์สะท้อนสภาวะจริงและความเป็นไปในโลก
.
ในช่วงเวลานั้นยังมีภาพยนตร์ไทยที่พยายามจะสื่อสารภาพความเป็นจริงอันแสนหดหู่อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น เทพธิดาบาร์ 21 (2521) โดย ยุทธนา มุกดาสนิท ที่แม้จะเลือกทำหนังแนวมิวสิคัล เพื่อหลีกเลี่ยงความจริง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันแฝงความหวานอมขมกลืนของคนชายขอบเอาไว้อย่างแนบเนียน 
.
รวมไปถึง ครูบ้านนอก (2521) โดย สุรสีห์ ผาธรรม ที่เล่าถึงโศกนาฏกรรมของครูหนุ่มไฟแรง ที่ต้องต่อสู้กับอิทธิพลมืดของคนในท้องถิ่น เช่นเดียวกันกับ ชีวิตบัดซบ (2520) โดย เพิ่มพล เชยอรุณ ที่เล่าถึงคนที่ถูกความเลวร้ายของสังคมทำร้ายกระทั่งจนตรอก และเลือกใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา 
.
ในช่วงยุคต้นของปี 2520 ภาพยนตร์ไทยสะท้อนสังคมถูกนำเสนอในหลายแง่มุม แต่ความเจริญของสังคมคนเมืองที่ค่อยๆ เปลี่ยนไป สตูดิโอค่อยๆ ทำผลงานเชิงพาณิชย์ที่ ‘ทำเงินได้’ มากกว่า จนสุดท้ายผลงานสะท้อนสังคมก็ค่อยๆ หายไปจากตลาดภาพยนตร์
.
แต่ฟิล์มเมกเกอร์ทั้งหลายก็ยังคงพยายามหาแง่มุมที่แปลกใหม่ในการนำเสนอต่อไป และ น้ำพุ (2527) ของ ยุทธนา มุกดาสนิท ที่สร้างจากบทประพันธ์ของ สุวรรณี สุคนธา ก็กลายเป็นหมุดหมายใหม่ของภาพยนตร์สะท้อนสังคม ที่เล่าผ่านวัยรุ่นติดยา จนสามารถสร้างปรากฏการณ์สำคัญให้กับวงการภาพยนตร์ไทย ด้วยการทำรายได้ไปอย่างมหาศาล และความจริงจังในการเล่าเรื่อง ก็ได้ทำให้ ‘อำพล ลำพูน’ กลายเป็นไอคอนของวัยรุ่นมีปัญหา จากการรับบทนำในเรื่องด้วย
.
.
[โลกมืดในฉากของวัยรุ่น]
.
วัยรุ่นกลายเป็นเป้าหมายใหม่ในการเล่าเรื่องราวความเป็นจริงในสังคม ด้วยเหตุผลที่ว่าวิธีเช่นนี้ง่ายต่อการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย แต่มันไม่ง่ายเท่าไหร่ในการสร้างชิ้นงานสะท้อนปัญหาวัยรุ่นให้ประสบความสำเร็จได้ อาจจะมีบ้างประปราย เช่นเรื่อง กว่าจะรู้เดียงสา (2530) โดย ชนะ คราประยูร ที่เล่าถึงปัญหาวัยรุ่นท้องก่อนแต่ง หรือ ดีแตก (2530) โดย อดิเรก วัฏลีลา ที่พูดถึงปัญหาวัยรุ่นด้วยท่าทีของภาพยนตร์แอ็กชันดราม่า แต่สุดท้ายก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร
.
กว่าภาพยนตร์สะท้อนสังคมจะกลับมาดังเปรี้ยงปร้างอีกครั้ง ก็ล่วงเลยมาอีกหลายปี เมื่อเรื่อง เสียดาย (2537) ของท่านมุ้ย ที่นำเสนอภาพความเสื่อมโทรมของวัยรุ่นติดยา เต็มไปด้วยฉากรุนแรง โดยไม่ประนีประนอมใดๆ ถูกพูดถึงอีกครั้ง ในแง่ของการนำเสนอความจริงอันโหดร้ายของยุคสมัย และได้รับการตอบรับจากมหาชนอย่างล้นหลาม
.
ความสมจริงของ ‘เสียดาย’ เปิดโอกาสให้ภาพยนตร์วัยรุ่นแนวอาชญากรรมถูกเอามาเล่าผ่านแผ่นฟิล์มในอีกหลายต่อหลายเรื่อง ที่โดดเด่นก็เห็นจะได้แก่ โลกทั้งใบให้นายคนเดียว (2538) โดย ราเชนทร์ ลิ้มตระกูล ที่เล่าความบัดซบของสังคมอาชญากรรม ผ่านวัฒนธรรมป๊อปจากการแสดงนำของขวัญใจวัยรุ่นในยุคนั้นอย่าง ‘เต๋า สมชาย’ และ ‘นุก สุทธิดา’ ซึ่งฉาบเคลือบด้วยบทเพลงฮิตที่ค่ายเพลงโหมโปรโมต จนเกิดเป็นสูตรสำเร็จภาพยนตร์วัยรุ่นยุคนั้น ที่ต้องการแสวงหาความแปลกใหม่จากผลงานแนว ‘กระโปรงบานขาสั้น’ อันแสนคุ้นชิน
.
เด็กเสเพล (2539) และ วัยระเริง (2541) ของ นพพร วาทิน ไปจนถึง 18 ฝน คนอันตราย (2540) ของ พจน์ อานนท์ ล้วนแล้วแต่เป็นผลิตผลของภาพยนตร์ตระกูลวัยรุ่นอาชญากรรม ที่พูดถึงสภาพบ้านเมืองอย่างร่วมสมัย แม้จะฉาบหน้าด้วยนักแสดงขวัญใจวัยรุ่น แต่สารที่แฝงอยู่ในนั้นกลับเต็มไปด้วยความพิกลพิการทางสังคม น่าเสียดายที่ความป๊อปของนักแสดงและซาวด์แทร็กประกอบได้กลบปมปัญหาที่พยายามจะนำเสนอจนหมดสิ้น และผลงานแนวนี้ก็ค่อยๆ จางหายไปตามการพัดพาของกระแสภาพยนตร์แนวใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น
.
.
[หนังสะท้อนปัญหาสังคมยุคใหม่]
.
ในโลกยุคใหม่ แม้เทคโนโลยีจะช่วยให้เราสามารถเชื่อมต่อกับทุกมุมบนโลกใบนี้ได้ แต่ความเจริญด้านวัตถุในยุคที่ทุกสิ่งไร้พรมแดนไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนจะเข้าถึงได้ และความเหลื่อมล้ำก็ยังคงมีอยู่ในสังคมไทยอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เช่นกัน ถึงจุดนี้ ผลงานสะท้อนสังคม ที่เป็นเสมือนเครื่องมือในการเปิดโลกแห่งความเป็นจริงนั้น มีให้เห็นน้อยเรื่องมากๆ จะด้วยความที่มันไม่บันเทิงจนกลัวจะไม่ทำเงินหรือเหตุผลอื่นใดก็ตามแต่ ความจริงอันน่าสะเทือนใจก็คือ ภาพยนตร์แนวนี้ไม่ค่อยถูกสร้างขึ้นมากนัก หรือว่ากันง่ายๆ ก็คือ ‘ไม่มีใครกล้าทำมันออกมา’
.
จนในที่สุด ‘RedLife (เรดไลฟ์)’ ภาพยนตร์เรื่องล่าสุด ก็กล้าที่จะเผยอีกด้านของสังคมคนจนชุมชนเมือง ผ่านสลัมแนวตั้งที่ตระหง่านอยู่กลางเมืองใหญ่ นำเสนอการต่อสู้ดิ้นรนของคนชายขอบที่หวังเพียงมีชีวิตรอดไปวันๆ และความรักในมุมกลับที่ไม่ใช่สีชมพูหวานใส แต่กลับเป็นสีเข้มข้นแดงฉาน
.
การมีอยู่ของภาพยนตร์เรื่อง RedLife เป็นเพียงการสะท้อนภาพของความจริงในสังคม ที่ซุกซ่อนอยู่ท่ามกลางความเจริญทางวัตถุ ซึ่งความเจริญนั้นได้พัฒนาและเดินทางอย่างรวดเร็ว จนมีผู้คน ‘ตกขบวน’ และตามไม่ทันมากมาย คนเหล่านี้ยังต้องต่อสู้ดิ้นรนเอาชีวิตรอด ในโลกที่สวยงามสำหรับใครหลายคน
.
ข้อใหญ่ใจความสำคัญที่ภาพยนตร์แนวนี้ต้องการนำเสนอก็คือ อยากให้ผู้ชมโลกเข้าใจและรับรู้ ว่าตราบใดที่โลกนี้ยังคงเต็มไปด้วยปัญหา ตราบใดที่ความเหลื่อมล้ำยังคงกัดกินคนบางกลุ่ม ผลงานสะท้อนสังคมก็ยังจำเป็นอยู่เสมอ เพื่อให้ผู้คนที่เหลือ ที่ไม่เคยมองเห็น ได้ตระหนักถึงปัญหาใกล้ตัวที่เหนี่ยวรั้งความเจริญที่แท้จริงของสังคม
.
RedLife เตรียมพิสูจน์ให้เห็นภาพจริง และความรักในอีกมุม ที่คุณไม่เคยเห็น 28 กันยายน นี้ ในโรงภาพยนตร์
.
.
#BrandThinkCinema

วันอังคารที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2566

เจ.เค โรว์ลิ่ง ผู้ฝันที่ไม่เคยยอมแพ้ในโชคชะตา


อายุ 17 ปี เธอถูกปฏิเสธจากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด

อายุ 25 ปี แม่ของเธอเสียชีวิตด้วยโรคร้าย ซึ่งในเวลานั้นเธอได้เริ่มเขียนเรื่องราวของเด็กชายที่ชื่อว่า แฮร์รี่ พอตเตอร์ แล้ว

อายุ 26 ปี เธอย้ายไปอยู่โปรตุเกสเพื่อเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ

อายุ 27 ปี เธอแต่งงานกับนักข่าวโทรทัศน์ชาวโปรตุเกส มีลูกสาวด้วยกันหนึ่งคน แต่เธอต้องพบเจอกับปัญหาความรุนแรงในครอบครัวตลอดช่วงชีวิตคู่ของเธอ

อายุ 28 ปี หลังจากหย่าร้าง เธอได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคซึมเศร้าและมีความคิดที่จะฆ่าตัวตาย

อายุ 29 ปี เธอกลายเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวโดยอาศัยเงินสงเคราะห์จากรัฐบาลเพื่อยังชีพ

อายุ 30 ปี เธอเขียนต้นฉบับของ แฮร์รี่ พอตเตอร์กับศิลาอาถรรพ์ เสร็จด้วยเครื่องพิมพ์ดีดรุ่นเก่า เธอส่งต้นฉบับไปให้สำนักพิมพ์ 12 แห่งพิจารณา แต่ก็ได้รับการปฏิเสธทั้งหมด

อายุ 31 ปี ในที่สุดสำนักพิมพ์บลูมส์บิวรี่ตัดสินใจตีพิมพ์ แฮร์รี่ พอตเตอร์กับศิลาอาถรรพ์ พร้อมจ่ายเงินล่วงหน้าให้กับเธอ 1,500 ปอนด์

อายุ 35 ปี เธอมีวรรณกรรมเรื่องฮิตอออกมาแล้ว 4 เล่ม และได้รับการเสนอชื่อให้เป็นนักเขียนแห่งปี

อายุ 42 ปี เธอขายหนังสือแฮร์รี่ พอตเตอร์กับเครื่องรางยมทูตได้ 11 ล้านเล่มโดยใช้เวลาเพียงหนึ่งวันที่วางจำหน่าย ทำลายสถิติหนังสือที่ขายได้ไวที่สุดตลอดกาล

ปัจจุบันแฮร์รี่ พอตเตอร์ เป็นแบรนด์ระดับโลกที่มีมูลค่ามากกว่า 25,000 ล้านดอลลาร์

เธอคนนี้คือ เจ.เค โรว์ลิ่ง วันนี้ 31 กรกฏาคม เป็นวันเกิดปีที่ 58 ของเธอ และวันนี้ยังเป็นวันเกิดของ แฮร์รี่ พอตเตอร์ ตัวละครที่เธอสร้างขึ้น ซึ่งถ้าแฮร์รี่ พอตเตอร์ มีตัวตนอยู่จริง เขาจะมีอายุครบ 43 ปี

⚡️

#HarrPotter #แฮร์รี่พอตเตอร์ #JKRowling

วันจันทร์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2566

เส้นทางเดินเท้าที่ยาวที่สุดในโลกโดยไม่จำเป็นต้องข้ามมหาสมุทรหรือสิ่งกีดขวางอื่นๆ


🌐เส้นทางเดินเท้าที่ยาวที่สุดในโลก
โดยไม่จำเป็นต้องข้ามมหาสมุทรหรือสิ่งกีดขวางอื่นๆ
🚶‍♂️🚶‍♀️
ถนนเส้นนี้เริ่มต้นที่เมืองเคปทาวน์ ประเทศแอฟริกาใต้ และสิ้นสุดที่เมืองมากาดาน ซึ่งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของรัสเซีย มีระยะทางรวมทั้งหมด 14,334 ไมล์ หรือประมาณ 23,068 กิโลเมตร เทียบเท่ากับการเดินไปกลับยอดเขาเอเวอเรสต์ถึง 14 รอบ 

ถนนทั้งเส้นพาดผ่านผืนดินของ 16 ประเทศ ซึ่งต้องผ่านเขตที่มีไข้มาลาเรียระบาดและพื้นที่ยังเต็มไปด้วยความขัดแย้งทางการเมือง ทำให้เส้นทางนี้ไม่ถือเป็นเส้นทางเดินเท้าที่ปลอดภัยมากนัก

หากเลือกเดินเส้นทางเท้าสายนี้ ต้องเผชิญกับสภาพอากาศเลวร้ายหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นกลางทะเลทรายอันร้อนระอุราวๆ 46 องศาเซลเซียส หรืออากาศหนาวจนติดลบในบางประเทศ ผู้ที่ตั้งใจจะออกเดินบนเส้นทางนี้ต้องเตรียมตัวเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นชุดกันแดด กันฝน หรือเสื้อผ้ากันหนาวที่เหมาะกับทั้งสภาพของแต่ละพื้นที่

ระยะเวลาในการเดินนั้น หากไม่หยุดพักเลยตั้งแต่จุดแรกไปยังจุดสุดท้ายจะใช้เวลาทั้งหมด 194 วัน แต่หากเดินด้วยอัตราเร็วปกติในแบบฉบับมนุษย์ธรรมดา คือ 20 กิโลเมตรต่อวัน อาจต้องใช้ระยะเวลาราวๆ 3 ปี

ด้วยระยะทางแสนไกลและอุปสรรคที่ต้องพบเจอระหว่างทางนั้น ปัจจุบันจึงยังไม่มีมนุษย์คนไหนเพียงสักคนเดียวที่ตัดสินใจออกเดินทางบนเส้นทางนี้

🚶‍♂️🚶‍♀️🚶‍♂️🚶‍♀️🚶‍♂️

วันศุกร์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2566

พีระพงษ์ พลชนะ

พีระพงษ์ พลชนะ ชื่อเล่น ต้อม เกิดเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2509 ที่อำเภอโพนสวรรค์ จังหวัดนครพนม มีพี่น้อง 4 คน จบการศึกษาระดับอนุบาลถึงประถมศึกษาปีที่ 4 จากโรงเรียนอนุบาลนครพนม, ระดับประถมศึกษาปีที่ 5 และ 6 จากโรงเรียนสุนทรวิจิตร, ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นจากโรงเรียนปิยะมหาราชาลัยและระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) จากโรงเรียนเทคนิคนครพนม

เริ่มสนใจงานดนตรีมาตั้งแต่อายุ 6-7 ขวบ ส่วนหนึ่งเนื่องมาจากที่คุณพ่อเคยเป็นนักดนตรีจึงได้สอนกีตาร์ให้ ต่อมาจึงได้เป็นสมาชิกวง Federal ในตำแหน่งกีตาร์ลีดขณะกำลังศึกษาระดับ ปวช.ที่โรงเรียนเทคนิคนครพนม จนจบการศึกษาจึงได้เข้าเป็นสมาชิก วงอินทนิล วงดนตรีวงแรกของค่ายอาร์เอสซาวน์ โดยเป็นมือกีตาร์ในช่วงแรกกับควบตำแหน่งเป็นนักร้องนำด้วยในภายหลัง ซึ่งได้ออกทั้งอัลบั้มและยังเล่นดนตรีจากไนท์คลับชื่อดังต่างๆ จนถึงปี พ.ศ. 2528 หลังจากวงอินทนิลถูกยุบวง เขากับสมาชิกวงเดิมคือ อ๊อด ทวี ศรีประดิษฐ์, ป๋อง เรวัตร สระแก้ว และ อุ๋น ธีระศักดิ์ วดีศิริศักดิ์ ได้ร่วมกับ พร อัมพร ชาวเวียง อดีตสมาชิกวงแฟนนาติกและสเตริโอกับ อี๊ด สุชาติ จันทร์ต้น ได้จัดตั้ง "วงเรนโบว์" ขึ้นโดยสังกัดค่ายเดิม มีผลงานชุดแรกคือ ช้ำเพราะรัก (2528) และโด่งดังยิ่งขึ้นในชุดที่สองคือ ความในใจ (2529) โดยมีเพลงความในใจ, เลิกง้อ, อย่าหวั่นใจ, เออ ก็ใช่ ฯลฯ จากนั้นจึงมีอัลบั้มออกมามากมาย เช่น ด้วยดวงใจ (2530), ด้วยแรงรัก (2530), รอบใหม่ (2531), เพื่อนคนเก่า (2533), ลัดฟ้ามากับรุ้ง (2533), เมื่อความรักเดินทาง (2535) ฯลฯ ภายหลังเขาได้มีอัลบั้มเพลงสตริงเก่ามาร้องใหม่ ในชุด ข้ามเวลา (2535), เรนโบว์นัส (2535)และ เรนโบว์คอรัส (2536) โดยนำเพลงที่เคยโด่งดังในอดีตจากวงชาตรี, แกรนด์เอ็กซ์, อรรถพล ประเสริฐยิ่ง, สุชาติ ชวางกูร, ดนุพล แก้วกาญจน์ ฯลฯ มาร้องใหม่ ได้แก่ รักฉันนั้นเพื่อเธอ, อธิษฐานรัก, ยากยิ่งนัก, ที่สุดของหัวใจ, รักในซีเมเจอร์, ลมหายใจของความคิดถึง, รักครั้งแรก, แสนรัก, ดั่งเม็ดทราย, เหมันต์ที่ผ่านพ้นไป ฯลฯ ต่อมาในปี พ.ศ. 2537 ได้ออกอัลบั้ม เรนโบว์'นัส โดยนำเพลงลูกกรุงกับสุนทราภรณ์มาร้องใหม่ จากนั้นจึงได้ออกอัลบั้ม เรนโบว์คอรัส หัวใจสลาย ในปี พ.ศ. 2538 โดยเขาได้ร้องเพลงเก่ามาทำใหม่ร่วมกับคณะประสานเสียง ซิตี้ คอรัส อีกทั้งร้องเพลงประกอบละคร ช่อง 7 หลายเรื่อง อาทิเช่น สกาวเดือน, ขมิ้นกับปูน, มณีร้าว, คู่กรรม (ร้องคู่กับ กวาง กมลชนก โกมลฐิติ), กนกลายโบตั๋น, น้ำเซาะทราย ฯลฯ ซึ่งได้ถูกรวบรวมในชุด เรนโบว์พิเศษ ระคนละคร เมื่อปี พ.ศ. 2534

นอกจากนี้เขาได้เป็นหนึ่งในนักร้องกลุ่มรวมดาว, รวมดาว 2 และ นพเก้า โดยร้องเพลง จูบเย้ยจันทร์ คู่กับ โอ๋ ทวินันท์ คงคราญ ในอัลบั้ม รวมดาว เมื่อปี พ.ศ. 2527 กับ เพลง หวานรัก ในอัลบั้ม รวมดาว 2 เมื่อปี พ.ศ. 2528 คู่กับ บุ๋ม จุฑามาศ อิสสรานุกฤต จากวงปุยฝ้าย อีกทั้งได้เล่นละครทางช่อง 7 ในปี พ.ศ. 2530 เรื่อง สกาวเดือน ที่มี อภิชาติ หาลำเจียก และมนฤดี ยมาภัย แสดงนำ ซึ่งเขาได้ร้องเพลงประกอบละครเรื่องนี้อีกด้วย

วงเรนโบว์เริ่มเกิดขึ้นมาจาก พีระพงษ์ พลชนะ (ต้อม) ร่วมกับ เรวัติ สระแก้ว (ป๋อง) และธีระศักดิ์ วดีศิริศักดิ์ (อุ๋น) ได้เข้าเป็นสมาชิก วงอินทนิล วงดนตรีวงแรกของค่ายอาร์เอสซาวน์ ซึ่งได้เข้ามาแทนสมาชิกเก่า โดยพีระพงษ์ได้เข้ามาเป็นมือกีตาร์และร้องนำด้วยในภายหลัง ได้ทำอัลบั้มชุดที่ 4 ของวงอินทนิล "ขอรัก..อีกครั้ง" (2527) ซึ่งพีระพงษ์ เรวัติ ธีระศักดิ์ ได้ทำเพลงกับวงอินทนิลเพียงอัลบั้มเดียว และเป็นอัลบั้มสุดท้ายของวง

ต่อมาวงอินทนิลประกาศยุบวงในปี พ.ศ. 2528 แต่ไม่ได้สลายตัว สมาชิกที่เหลืออยู่ อันได้แก่ พีระพงษ์ เรวัติ ธีระศักดิ์ และ ทวี ศรีประดิษฐ์ (อ๊อด) (หัวหน้าวงอินทนิล) ได้แยกออกมาตั้งวงใหม่ขึ้นในปีนั้น ร่วมกับสมาชิกใหม่อีกสองคนคือ อัมพร ชาวเวียง (พร) จากวงแฟนนาติกและสเตริโอ และ สุชาติ จันทร์ต้น (อี๊ด) รวมเป็น 6 คน จึงได้ก่อตั้งวงใหม่ขึ้นและเปลี่ยนชื่อวงเป็น "เรนโบว์" โดยสังกัดค่ายเดิม

โดยในตอนแรกทางวงจะตั้งชื่อเป็น "สายรุ้ง" แต่ในสมัยนั้นนิยมตั้งชื่อวงดนตรีเป็นภาษาอังกฤษ ประกอบกับต้อม (พีระพงษ์) นั้นชื่นชอบ ริทชี แบล็กมอร์ มือกีตาร์วงเรนโบว์ ของประเทศอังกฤษ จึงเปลี่ยนชื่อวงเป็น "เรนโบว์" 

ความแตกต่างของวงเรนโบว์ต่อวงสตริงอื่นๆนั่นคือการนำเสนอภาพลักษณ์ของต้อมหรือพีระพงษ์ที่วางตำแหน่งต่างออกไปและโดดเด่นมากกว่าสมาชิกวงคนอื่น ทั้งการแต่งกายและการจัดตำแหน่งเวลาถ่ายรูป (ต้อมมักจะอยู่ข้างหน้าหรือถ่ายรูปเดี่ยวเสมอ) เนื่องด้วยทางอาร์เอสต้องการปรับตำแหน่งของวงให้มีความแตกต่างจากวงสตริงวงอื่นในค่ายโดยใช้ระบบ สมาชิกคนหนึ่งเป็นตัวศูนย์กลางทุกอย่างของวง ในการนำเสนอ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากวงวิงส์ (Wings) ของพอล แม็กคาร์ตนีย์ ซึ่งแม้จะมีสมาชิกโดดเด่นขึ้นมาหนึ่งคนแต่ทุกคนก็รวมกลุ่มในการเป็นวงดนตรี 

วงเรนโบว์มีผลงานชุดแรกคือ ช้ำเพื่อรัก (2529) ซึ่งเป็นที่รู้จักในระดับหนึ่ง มีเพลงที่เป็นที่รู้จักก็คือ "ลาจากเธอ" และ "ช้ำเพื่อรัก"

และโด่งดังอย่างสุดขีดในชุดที่ 2 คือ ความในใจ (2529) ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสูงจากบทเพลง "ความในใจ" ซึ่งว่ากันว่าสามารถทำยอดขายได้เกินล้านตลับในชุดนี้ยังมีเพลงดังอื่น ๆ อีก เช่น "เลิกง้อ (พอกันที)" "อย่าหวั่นใจ" "ละครเศร้า" ฯลฯ

และมาต่อยอดความดังจากชุดที่ 3 คือ ด้วยดวงใจ (2530) ซึ่งมีเพลงที่โด่งดังเช่น จม.ฉบับสุดท้าย, คนละเส้นทาง, ด้วยดวงใจ, ความทรงจำ ฯลฯ

ชุดที่ 4 ด้วยแรงรัก (2530) มีเพลงฮิต เช่น เออ.ก็ใช่, อยากให้เป็นเช่นวันก่อน, วันสุดท้าย, ในฝัน ฯลฯ

ชุดที่ 5 "รอบใหม่ (2531) มีเพลงสุดฮิตอย่าง อยากให้รู้ใจ (ติดชาร์ตเพลงฮิตอันดับ 1 ของประเทศในรายการ โค้กมิวสิคอะวอร์ด ถึง 2 เดือนซ้อน), ขอแค่คิดถึง, รักหนอรัก ฯลฯ

ชุดที่ 6 เพื่อนคนเก่า (2532) มีเพลงที่โด่งดัง เช่น ยังหวัง, แรงใจ, เพื่อนคนเก่า, นายยอดชาย ฯลฯ

ชุดที่ 7 ลัดฟ้ามากับรุ้ง (2533) มีเพลงซึ่งเป็นที่รู้จักเช่น เท่านั้นก็พอ, รุ้ง, หัวใจไม่จน, และมีเพลงที่สมาชิกในวงร้องร่วมกันทั้งหมดคือเพลง "เพื่อน" ฯลฯ

ชุดที่ 8 เมื่อความรักเดินทาง (2534) มีเพลงฮิต เช่น

ทั้งชีวิต (ซึ่งมิวสิควีดีโอเพลงนี้ ได้ ปู - วิชชุดา สวนสุวรรณ นางเอกดาวรุ่งของช่อง 7 สีมาแสดง เป็นมิวสิควีดีโอ 1 ใน 2 เพลงของเธอก่อนจะประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตในเวลาต่อมา - อีกเพลงคือ รักจางที่บางปะกง ของ กุ้ง ตวงสิทธิ์)

และเพลงอื่น ๆ อย่าง ไม่พูดไม่จา, เสียดาย, เก็บใจไว้ดู ฯลฯ

และยังมีเพลงพิเศษอื่น ๆ ที่ถูกรวมไว้ในอัลบั้มรวมฮิตต่าง ๆ เช่น ขอรักอีกครั้ง (นำเอาเพลงเก่าจากวง อินทนิล มาร้องอีกครั้ง), รักฉันสักนิด, รอคอย, หากรู้มาก่อน, ใจเดียว ฯลฯ

ภายหลังได้มีอัลบั้มพิเศษโดยนำเพลงมาขับร้องใหม่เช่นชุด เรนโบว์พิเศษ ระคนละคร (2534) ที่มีเพลงประกอบละครหลายเรื่อง อาทิเช่น ขมิ้นกับปูน, มณีร้าว, คู่กรรม, กนกลายโบตั๋น, บัวแล้งน้ำ, พิษสวาท ฯลฯ

และยังได้ออกอัลบั้ม เรนโบว์ ข้ามเวลา 1, 2, 3 และ รวมฮิตข้ามเวลา (2535,2536) โดยนำเพลงที่เคยโด่งดังในอดีตจากวงชาตรี, แกรนด์เอ็กซ์, อรรถพล ประเสริฐยิ่ง, สุชาติ ชวางกูร, ดนุพล แก้วกาญจน์ ฯลฯ มาร้องใหม่ ได้แก่ รักฉันนั้นเพื่อเธอ, อธิษฐานรัก, ยากยิ่งนัก, ที่สุดของหัวใจ, รักในซีเมเจอร์, ลมหายใจของความคิดถึง, รักครั้งแรก, แสนรัก, ดั่งเม็ดทราย, เหมันต์ที่ผ่านไป, สัญญาใจ, วันวานยังหวานอยู่ ฯลฯ

อัลบั้มชุด เรนโบว์'นัส (2536) โดยนำเพลงลูกกรุงกับสุนทราภรณ์จากชุด แกรนด์เอ็กซ์โอ ของวงแกรนด์เอ็กซ์มาร้องใหม่ ได้แก่ บัวน้อยคอยรัก, ทาสรัก, ลมสวาท, ลาก่อนความรัก ฯลฯ

และ เรนโบว์คอรัส หัวใจสลาย (2537) โดยเขาได้ร้องเพลงเก่ามาทำใหม่ร่วมกับคณะประสานเสียง ซิตี้ คอรัส มีเพลงอย่าง ไฟสุมทรวง, คอยวันจะได้เจอ, หัวใจสลาย ฯลฯ

นอกจากนี้ต้อม เรนโบว์ ยังได้เป็นหนึ่งในนักร้องกลุ่มรวมดาว, รวมดาว 2 โดยร้องเพลง จูบเย้ยจันทร์ คู่กับ โอ๋ ทวินันท์ คงคราญ ในอัลบั้ม รวมดาว เมื่อปี พ.ศ. 2527 กับ เพลง หวานรัก ในอัลบั้ม รวมดาว 2 เมื่อปี พ.ศ. 2528 คู่กับ บุ๋ม จุฑามาศ อิสสรานุกฤต จากวงปุยฝ้าย, อัลบั้มนพเก้า 1, 2, 3 โดยมีเพลงที่ดังเช่น รอวันพบเธอ, ฝันผิดทาง, รักฉันนาน.นาน ฯลฯ และอัลบั้ม พบดาว เช่นเพลง แม่ยอดรัก, จับกระแต ฯลฯ อีกทั้งได้เล่นละครทางช่อง 7 ในปี พ.ศ. 2530 เรื่อง สกาวเดือน ที่มี อภิชาติ หาลำเจียก และมนฤดี ยมาภัย แสดงนำ ซึ่งเขาได้ร้องเพลงประกอบละครเรื่องนี้อีกด้วย และยังได้แสดงละครพิเศษเรื่อง ความรักของเท่าทุน ในปีพ.ศ. 2531 ซึ่งออกอากาศทางช่อง 7 ในวันหยุดพิเศษ อีกด้วย และเมื่ออาร์เอสมีโปรเจกต์พิเศษ "อาร์เอส อันปลั๊ก" ต้อม ก็ได้คัดเลือกให้ร้องเพลง "ใจจำยอม" ลงในอัลบั้มด้วย

ต้อม เรนโบว์ ถูกจัดได้ว่าเป็นเจ้าพ่อเพลงละคร (คู่บุญกับ ชมพู ฟรุ๊ตตี้ ซึ่งเป็นผู้ประพันธ์เพลง) โดยที่ได้ร้องเพลงประกอบละครที่ดัง ๆ และเป็นที่รู้จักแพร่หลาย เช่น คู่กรรม (ร้องคู่กับ กวาง กมลชนก โกมลฐิติ), ขมิ้นกับปูน (เพลงนี้ ต้อม เรนโบว์ เป็นผู้ประพันธ์เพลงเอง และยังได้รับรางวัลเพลงประกอบละครดีเด่นในปีนั้นด้วย), ความรักไม่มีวันละลาย (เพลงประกอบละคร "สายโลหิต" ร้องคู่กับ จิณณา เชิญพิพัฒนสกุล), น้ำเซาะทราย, พรหมไม่ได้ลิขิต, พิษพยาบาท, ฝันร้าย (ประกอบละคร มัจจุราชสีน้ำผึ้ง) ฯลฯ

ต้อม เรนโบว์นอกจากจะร้องทั้งเพลง สตริง,สุนทาภรณ์และลูกกรุงแล้ว เพลงลูกทุ่งก็ประสบความสำเร็จอีกเหมือนกัน มียอดขายเกินล้านตลับ ในสมัยที่วงการเพลงลูกทุ่งกำลังซบเซาอย่างหนัก โดยช่วงแรกต้อมนำเพลงเก่ามาขับร้องใหม่ชื่อชุด ต้อม ขนานเอก เพลงสามัญประจำบ้าน มีทั้งหมด 10 ชุด ร้อยกว่าเพลง เช่น มนต์รักแม่กลอง, ลารักจากสวนแตง, โชคดีที่รัก, ไอ้หนุ่มชุมพร, หนาวลมที่เรณู, ตะวันรอนที่หนองหาร, แม่สื่อแม่ชัก, ข้าด้อยเพียงดิน ฯลฯ และอัลบั้มเดี่ยวลูกทุ่ง ชุด ยังงี้ต้องรักแล้ว(ตื้ด ตื้ด), อมตะสุนทราภรณ์, หลังจากนั้น ในยุคหลัง ๆ มีอัลบั้มเพลงคู่กับ "ปุ้ย จิตสุดา" อาทิ ชุด เพลงรักคู่ใจ 1-2, คู่รักรวมดาว 1-2, อัลบั้มเดี่ยว อดีตรัก, ต่างเวลา 1และ2

ต่อมา ต้อม เรนโบว์ ได้เดินทางไปอาศัยอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส และออกอัลบั้มเพลงลาว โดยอัดเสียงทฝรั่งเศส มีเพลงที่ดังคือ ภาพแห่งความหลัง ฯลฯ และปัจจุบันกลับมาอยู่ที่เมืองไทย

#ฝากกดติดตามกดไลท์กดแชร์ด้วยนะครับ🙏
#ข้อมูลจากเว็บWikipedia🙏
#ต้อมเรนโบว์ #เพลงยุค90s #ขอบคุณที่รับชมครับ 🙏

วันพฤหัสบดีที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2566

เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ “แม่กูจน พ่อกูก็จน แต่แม่กูเก่งทำงานเก็บเงิน ส่งกูเรียน จนจบ”


วลีเด็ด
“แม่กูจน พ่อกูก็จน แต่แม่กูเก่ง
ทำงานเก็บเงิน ส่งกูเรียน จนจบ”

เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ (เกิด 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2498) เป็นจิตรกรไทยมีผลงานจิตรกรรมไทยหลายผลงาน เช่น ภาพจิตรกรรมไทยในอุโบสถวัดพุทธประทีป กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ, เขียนภาพประกอบบทพระราชนิพนธ์ พระมหาชนก และผลงานศิลปะที่ วัดร่องขุ่น ซึ่งมีทั้งงานสถาปัตถยกรรม, ประติมากรรมปูนปั้น และงานจิตรกรรมไทย ได้รับการยกย่องเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ในปี พ.ศ. 2554
ประวัติ
อาจารย์เฉลิมชัยเป็นจิตรกรที่มีฝีมือเป็นที่ยอมรับคนหนึ่งของประเทศไทย เป็นชาวหมู่บ้านร่องขุ่น จังหวัดเชียงราย เกิดวันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2498 เป็นบุตรคนที่ 3 ของนายฮั่วชิว แซ่โค้ว (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นนายไพศาล) และนางพรศรี อยู่สุข ทำคลอดด้วยหมอตำแยชื่อยายตุ่น ชีวิตตอนเด็ก ๆ เป็นคนเกเร ไม่ตั้งใจเรียน แต่มีความชอบวาดรูป จึงพยายามเข้าเรียนที่เพาะช่างและมหาวิทยาลัยศิลปากร ภาควิชาศิลปไทยรุ่นแรก 2521 เคยได้รับเหรียญทองจากการประกวดผลงานระดับชาติ ในตอนที่เรียนอยู่ตอนปีที่ 4 มีผลงานรูปวาดตามผนังของวัดไทยมากมาย ผลงานปัจจุบัน เฉลิมชัยสร้างวัดร่องขุ่น ซึ่งเป็นวัดบ้านเกิดของเขา ด้วยศิลปะไทยประยุกต์ หรือศิลปะสมัยใหม่

พลิกประวัติศาสตร์ฟิสิกส์! นักวิทยาศาสตร์เดนมาร์กโชว์เหนือ "สยบแสง" ให้ช้าเท่าจักรยาน ก่อนสั่งหยุดนิ่งสนิทสำเร็จ

พลิกประวัติศาสตร์ฟิสิกส์! นักวิทยาศาสตร์เดนมาร์กโชว์เหนือ "สยบแสง" ให้ช้าเท่าจักรยาน ก่อนสั่งหยุดนิ่งสนิทสำเร็จ เคมบริ...