ภิกษ ท. !
บุคคลบางคนใน โลกนี้
ถูกความทุกข์ชนิดใดครอบงำแล้ว
มีจิตอันความทุกข์รวบรัดแล้ว
ย่อมโศกเศร้า ย่อมระทมใจ
คร่ำครวญ ตีอกร่ำไห้
ย่อมถึงความหลงใหล ;
หรือว่า ถูกความทุกข์ชนิดใดครอบงำแล้ว
มีจิตอันความทุกข์รวบรัดแล้ว
ย่อมถึงการแสวงหาที่พึ่งภายนอก ว่า
"ใครหนอย่อมรู้วิธี
เพื่อความุดับไม่เหลือของทุกข์นี้
สักวิธีหนึ่ง หรือสองวิธี" ดั่งนี้.
ภิกษุ ท. ! เรากล่าว
ว่า ความทุกข์มีความหลงใหลเป็นผล
หรือมิฉะนั้น ก็มีการแสวงหาที่พึ่งภายนอกเป็นผล.
ภิกษุ ท. ! นี่เรียกว่า ผลของทุกข์.
************************
ผู้ใดติดทุกข์ เข้าถึงทุกข์อยู่แล้ว กล้ำกลืนทุกข์แล้ว ยังตามเห็นทุกข์ว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นตนของเรา ผู้นั้นกำหนดรู้ทุกข์ไม่ได้ จะทำทุกข์ให้สิ้นไปไม่ได้
สภาพแห่งทุกข์ เป็นทุกข์ ๔ ประการ คือ
สภาพที่บีบคั้นแห่งทุกข์ ๑
สภาพแห่งทุกข์ อันปัจจัยปรุงแต่ง ๑ (สังขาร)
สภาพที่ให้เดือดร้อน ๑
สภาพที่แปรไป ๑
#ก็เหตุเกิดแห่งทุกข์เป็นไฉน คือ
ตัณหาเป็นเหตุเกิดแห่งทุกข์
#ก็ความต่างแห่งทุกข์เป็นไฉน คือ
ทุกข์มากก็มี ทุกข์น้อยก็มี ทุกข์ที่คลายช้าก็มี ทุกข์ที่คลายเร็วก็มี นี้เรียกว่าความต่างแห่งทุกข์
#ก็วิบากแห่งทุกข์เป็นไฉน คือ
บุคคลบางคนในโลกนี้ถูกทุกข์อย่างใดครอบงำ มีจิตอันทุกข์อย่างใดกลุ้มรุม ย่อมเศร้าโศก ลำบาก รำพัน ทุบอก คร่ำครวญ ถึงความหลง ก็หรือบางคนถูกทุกข์ใดครอบงำแล้ว มีจิตอันทุกข์ใดกลุ้มรุมแล้ว ย่อมแสวงหาเหตุปลดเปลื้องทุกข์ในภายนอกว่าใครจะรู้ทางเดียวหรือสองทางเพื่อดับทุกข์นี้ได้
เรากล่าวทุกข์ว่ามีความหลงใหลเป็นผล
หรือว่ามีการแสวงหาเหตุปลดเปลื้องทุกข์ภายนอกเป็นผล นี้เรียกว่าวิบากแห่งทุกข์
#ก็ความดับแห่งทุกข์เป็นไฉน คือ
ความดับแห่งทุกข์ย่อมเกิดขึ้นเพราะความดับแห่งตัณหา อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ
คือ สัมมาทิฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิ
เป็นปฏิปทาให้ถึงความดับแห่งทุกข์
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อใด อริยสาวกย่อมทราบชัดทุกข์ เหตุเกิดแห่งทุกข์ ความต่างแห่งทุกข์ วิบากแห่งทุกข์ ความดับแห่งทุกข์ปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งทุกข์ อย่างนี้
เมื่อนั้น อริยสาวกนั้นย่อมทราบชัดพรหมจรรย์อันเป็นไปในส่วนแห่งการชำแรกกิเลส เป็นที่ดับทุกข์
สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา
- ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นทุกข์
๑) ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร พระไตรปิฎกฉบับหลวง เล่มที่ ๔ ข้อที่ ๑๔ หน้า ๑๖
(๕) นิพเพธิกสูตร พระไตรปิฎกฉบับหลวง เล่มที่ ๒๒ ข้อที่ [๓๓๔] หน้า ๓๖๙