วันอังคารที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2566

อย่ากร่างว่าเก่ง อย่าเก่งจนกร่าง


เตือนตัวเอง...ว่าเก่งได้แต่อย่ากร่าง
รู้รับฟัง...ไม่ใช่พล่ามเป็นน้ำไหล 
อย่าหลงตน...ให้คนเขาเหนื่อยใจ
เจอบันได... ถ้าขึ้นได้ ต้องลงเป็น

วันพฤหัสบดีที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2566

เจมส์ คาเมรอน

             

ประวัติศาสตร์ต้องจารึก "เจมส์ คาเมรอน" เป็นคนแรกที่สร้างหนังได้เงิน 1.5 พันล้านถึง 3 เรื่อง

        มีผลงานออกมาแล้วปังทีไรต้องมีสถิติใด ๆ โดนทำลายไปเสียทุกทีกับ เจมส์ คาเมรอน (James Cameron) หนึ่งในผู้อำนวยการสร้าง และผู้กำกับที่ดีที่สุดในโลก มาในคราวนี้ส่ง ‘Avatar : The Way of Water’ ภาคต่อที่ห่างจากภาคแรกถึง 13 ปี แต่ลุงเจมส์ก็คือลุงเจมส์ งานสร้างอลังการ เทคนิคถ่ายทำพิเศษอะไรใหม่ ๆ ก็ทุ่มเม็ดเงินคิดค้นพัฒนาท้าทดลองกันอยู่ตลอด จนทำให้งบประมาณของ ‘Avatar : The Way of Water’ ใกล้จะกลายเป็นภาพยนตร์ที่ใช้เงินมากที่สุดในการสร้างเท่าที่โลกนี้เคยมีมาไปแล้ว แต่มาถึงวันนี้ก็กวาดรายได้ทั่วโลกไปถึง 1,708 ล้านเหรียญไปแล้ว และมันก็ทำให้เขากลายเป็นมนุษย์คนแรกที่สร้างภาพยนตร์ออกมาฉาย แล้วทำรายได้เกิน 1,500 เหรียญ ถึง 3 เรื่องด้วยกัน !

หนังของคาเมรอนทั้งสามเรื่องที่ทำรายได้เกิน 1,500 ล้านเหรียญ

Titanic : 1997

Titanic (1997) Directed by James Cameron Shown from left: Leonardo DiCaprio, Kate Winslet

ทำรายได้รวมไปกว่า 2,201 ล้านเหรียญ อันดับที่ 3 ของบ๊อกซ์ออฟฟิศ

Avartar : 2009

ทำรายได้รวมไปกว่า 2,922 ล้านเหรียญ อันดับที่ 1 ของบ๊อกซ์ออฟฟิศ

Avatar : The Way of Water : 2022

ทำรายได้รวมไปกว่า 1,708 ล้านเหรียญ อันดับที่ 7 ของบ๊อกซ์ออฟฟิศ (มีท่าทีจะแตะ 2,000อีกไม่ช้า)

ในส่วนของ Avatar 3 นั้นอยู่ในขั้นตอนการผลิต คาเมรอนคาดว่าจะเข้าโรงภาพยนตร์ได้วันที่ 20 ธันวาคม 2024 และ Avatar 4 อยู่ในขั้นตอนที่ต้องปรับปรุงอะไร ๆ กันอีกมากมาย จะได้ดูกันเมื่อไหร่ไม่มีกำหนด ร้องเพลงรอกันยาว ๆ ให้เสียงแหบไปเลยครับแฟน ๆ 


ทุกข์แล้วล้วนอนิจจัง

ภิกษ ท. !
บุคคลบางคนใน โลกนี้
ถูกความทุกข์ชนิดใดครอบงำแล้ว
มีจิตอันความทุกข์รวบรัดแล้ว
ย่อมโศกเศร้า ย่อมระทมใจ
คร่ำครวญ ตีอกร่ำไห้
ย่อมถึงความหลงใหล ;
หรือว่า ถูกความทุกข์ชนิดใดครอบงำแล้ว
มีจิตอันความทุกข์รวบรัดแล้ว
ย่อมถึงการแสวงหาที่พึ่งภายนอก ว่า
"ใครหนอย่อมรู้วิธี
เพื่อความุดับไม่เหลือของทุกข์นี้
สักวิธีหนึ่ง หรือสองวิธี" ดั่งนี้.
ภิกษุ ท. ! เรากล่าว
ว่า ความทุกข์มีความหลงใหลเป็นผล
หรือมิฉะนั้น ก็มีการแสวงหาที่พึ่งภายนอกเป็นผล.
ภิกษุ ท. ! นี่เรียกว่า ผลของทุกข์.
************************

ผู้ใดติดทุกข์ เข้าถึงทุกข์อยู่แล้ว กล้ำกลืนทุกข์แล้ว ยังตามเห็นทุกข์ว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นตนของเรา ผู้นั้นกำหนดรู้ทุกข์ไม่ได้ จะทำทุกข์ให้สิ้นไปไม่ได้

สภาพแห่งทุกข์ เป็นทุกข์ ๔ ประการ คือ

  สภาพที่บีบคั้นแห่งทุกข์ ๑
  สภาพแห่งทุกข์ อันปัจจัยปรุงแต่ง ๑ (สังขาร)
  สภาพที่ให้เดือดร้อน ๑
  สภาพที่แปรไป ๑

#ก็เหตุเกิดแห่งทุกข์เป็นไฉน คือ
ตัณหาเป็นเหตุเกิดแห่งทุกข์

#ก็ความต่างแห่งทุกข์เป็นไฉน คือ
ทุกข์มากก็มี ทุกข์น้อยก็มี ทุกข์ที่คลายช้าก็มี ทุกข์ที่คลายเร็วก็มี นี้เรียกว่าความต่างแห่งทุกข์

#ก็วิบากแห่งทุกข์เป็นไฉน คือ
บุคคลบางคนในโลกนี้ถูกทุกข์อย่างใดครอบงำ มีจิตอันทุกข์อย่างใดกลุ้มรุม ย่อมเศร้าโศก ลำบาก รำพัน ทุบอก คร่ำครวญ ถึงความหลง ก็หรือบางคนถูกทุกข์ใดครอบงำแล้ว มีจิตอันทุกข์ใดกลุ้มรุมแล้ว ย่อมแสวงหาเหตุปลดเปลื้องทุกข์ในภายนอกว่าใครจะรู้ทางเดียวหรือสองทางเพื่อดับทุกข์นี้ได้

เรากล่าวทุกข์ว่ามีความหลงใหลเป็นผล 
หรือว่ามีการแสวงหาเหตุปลดเปลื้องทุกข์ภายนอกเป็นผล นี้เรียกว่าวิบากแห่งทุกข์

#ก็ความดับแห่งทุกข์เป็นไฉน คือ

ความดับแห่งทุกข์ย่อมเกิดขึ้นเพราะความดับแห่งตัณหา อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ 
คือ สัมมาทิฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิ 
เป็นปฏิปทาให้ถึงความดับแห่งทุกข์ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อใด อริยสาวกย่อมทราบชัดทุกข์ เหตุเกิดแห่งทุกข์ ความต่างแห่งทุกข์ วิบากแห่งทุกข์ ความดับแห่งทุกข์ปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งทุกข์ อย่างนี้ 
เมื่อนั้น อริยสาวกนั้นย่อมทราบชัดพรหมจรรย์อันเป็นไปในส่วนแห่งการชำแรกกิเลส เป็นที่ดับทุกข์

 สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา 
- ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นทุกข์

๑) ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร พระไตรปิฎกฉบับหลวง เล่มที่ ๔ ข้อที่ ๑๔ หน้า ๑๖  

(๕) นิพเพธิกสูตร พระไตรปิฎกฉบับหลวง เล่มที่ ๒๒ ข้อที่ [๓๓๔] หน้า ๓๖๙

วันพุธที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2566

“ โอกาสในการเกิดเป็นมนุษย์ยากมาก “

“ โอกาสในการเกิดเป็นมนุษย์ยากมาก “
 ภิกษุทั้งหลาย ! เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนี้ว่าอย่างไร : ฝุ่นนิดหนึ่งที่เราช้อนขึ้นด้วยปลายเล็บนี้ กับมหาปฐพีนั้น ข้างไหนจะมากกว่ากัน ? 

 ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! มหาปฐพีนั่นแหละเป็นดินที่มากกว่า ฝุ่นนิดหนึ่งเท่าที่ทรงช้อนขึ้นด้วยปลายพระนขานี้ เป็นของมีประมาณน้อย ฝุ่นนั้น เมื่อนำ

เข้าไปเทียบกับมหาปฐพี ย่อมไม่ถึงซึ่งการคำนวณได้ เปรียบเทียบได้ ไม่เข้าถึงแม้ซึ่งส่วนเสี้ยว. 

 ภิกษุทั้งหลาย ! อุปมานี้ฉันใด อุปไมยก็ฉันนั้น สัตว์ที่จุติจากนรกไปแล้ว จะกลับไปเกิดในหมู่มนุษย์ มีน้อย โดยที่แท้ สัตว์ที่จุติจากนรกไปแล้ว กลับไปเกิดในนรก กำเนิดเดรัจฉาน เปรตวิสัย มีมากกว่าโดยแท้.  

 ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ?  

 ภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนั้นเพราะความที่สัตว์เหล่านั้นไม่เห็นอริยสัจทั้งสี่.  

 อริยสัจสี่ อย่างไรเล่า ? สี่อย่างคือ :- อริยสัจคือทุกข์ อริยสัจคือเหตุให้เกิดขึ้นแห่งทุกข์ อริยสัจคือความดับไม่เหลือแห่งทุกข์อริยสัจคือทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์. 

 ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้ เธอพึงประกอบโยคกรรมอันเป็นเครื่องกระทำให้รู้ว่า :- 

ทุกข์ เป็นอย่างนี้ เหตุเกิดขึ้นแห่งทุกข์ เป็นอย่างนี้ ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ เป็นอย่างนี้  
ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ เป็นอย่างนี้ ดังนี้. 

 ภิกษุทั้งหลาย ! เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนี้ว่าอย่างไร : ฝุ่นนิดหนึ่งที่เราช้อนขึ้นด้วยปลายเล็บนี้ กับมหาปฐพีนั้น ข้างไหนจะมากกว่ากัน ? 

 ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! มหาปฐพีนั่นแหละเป็นดินที่มากกว่า ฝุ่นนิดหนึ่งเท่าที่ทรงช้อนขึ้นด้วยปลายพระนขานี้ เป็นของมีประมาณน้อย ฝุ่นนั้น เมื่อนำ

เข้าไปเทียบกับมหาปฐพี ย่อมไม่ถึงซึ่งการคำนวณได้ เปรียบเทียบได้ ไม่เข้าถึงแม้ซึ่งส่วนเสี้ยว. 

 ภิกษุทั้งหลาย ! อุปมานี้ฉันใด อุปไมยก็ฉันนั้น : สัตว์ที่จุติจากนรกไปแล้ว จะกลับไปเกิดในหมู่เทวดา มีน้อย โดยที่แท้ สัตว์ที่จุติจากนรกไปแล้ว กลับไปเกิดในนรก กำเนิดเดรัจฉาน เปรตวิสัย มีมากกว่าโดยแท้.  

 ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ?  

 ภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนั้นเพราะความที่สัตว์เหล่านั้นไม่เห็นอริยสัจทั้งสี่. 

 อริยสัจสี่ อย่างไรเล่า ? สี่อย่างคือ :- อริยสัจคือทุกข์ อริยสัจคือเหตุให้เกิดขึ้นแห่งทุกข์ อริยสัจคือความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ อริยสัจคือทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์. 

 ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้ เธอพึงประกอบโยคกรรมอันเป็นเครื่องกระทำให้รู้ว่า :- 

ทุกข์ เป็นอย่างนี้ เหตุเกิดขึ้นแห่งทุกข์ เป็นอย่างนี้ ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ เป็นอย่างนี้  

ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ เป็นอย่างนี้ ดังนี้. 
___________________________________
ที่มา: หมวดธรรม เล่มที่ ๑๑ พุทธวจน ภพภูมิ หน้าที่ ๑๐๑ -บาลี มหาวาร. สํ. ๑๙ ๕๘๗/๑๗๙๖.

พลังแห่ง “ความเชื่อ” โดย ดร สม สุจิรา

พลังแห่ง “ความเชื่อ”

         พลังแห่งความเชื่อ มีอานุภาพขนาดที่หนังสือชื่อดังก้องโลกอย่าง”เดอะซีเคร็ต” ยกให้เป็นหนึ่งในสามของเคล็ดลับสู่ความสำเร็จ (ขอ เชื่อ รับ)  

          ความเชื่อ เป็นความรู้สึกที่ดึงพลังออกจากจิตใต้สำนึกได้มากที่สุด

         ความเชื่อ กับ ความอยาก เป็นความรู้สึกที่อยู่คนละขั้ว และส่งผลไปคนละทิศ  แต่เส้นแบ่งของมันใกล้ชิดกันเหลือเกิน  บางคนเกิดคำถามขึ้นในใจว่า ให้เชื่อว่าจะรวย โดยไม่อยากรวย เป็นไปได้อย่างไร  หลายคนไม่สามารถแยกความอยากกับความเชื่อออกจากใจได้  เหมือนกับไม่สามารถแยกฉันทะออกจากตัณหา  ถ้าเช่นนั้นโอกาสประสบความสำเร็จแทบไม่มี

         แน่นอนว่าจุดเริ่มต้นอาจจะมาจากความอยาก แต่ผู้ที่มีปัญญา จะต้องเปลี่ยนความอยากให้เป็นความเชื่อ เช่นนักกีฬาที่จะลงแข่ง ทุกคนต้องอยากชนะ  แต่เมื่อมีการฝึกซ้อมหนักมากขึ้นเท่าไหร่ ความเชื่อว่าจะชนะยิ่งมากขึ้น  นักกีฬาคนไหนที่ไม่ซ้อม และยังเที่ยวดึกในคืนก่อนวันแข่งขัน แล้วบอกกับตัวเองว่า ได้ปฏิบัติตามขั้นตอน  ขอ เชื่อ รับ ของ “เดอะซีเคร็ต”  เรียบร้อยแล้ว เขาเชื่อว่าเขาจะชนะ พรุ่งนี้ต้องชนะ  ความเชื่อเช่นนั้นคือการหลอกตัวเอง  ในใจจริงลึกๆเขาไม่ได้เชื่อว่าจะชนะ แต่อยากชนะมากกว่า

          ซุนหวู่ บอกไว้ว่า “รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง”  ในการทำศึกหรือการแข่งขัน ถ้าฝ่ายหนึ่งมาวิเคราะห์อีกฝ่ายอย่างลึกซึ้ง รู้จุดอ่อนของอีกฝ่ายอย่างละเอียด  เขาจะต้องมีความเชื่อว่ามีโอกาสชนะมากกว่า และความอยากชนะจะลดลงไป    นักเรียนที่ตั้งใจเรียน ทบทวนอยู่เสมอ เมื่อถึงเวลาสอบจะไม่อยากสอบได้ เพราะเขาเชื่อว่าสอบได้ไปแล้ว ใครที่ยิ่งอยากสอบได้ แสดงว่าไม่เชื่อว่าตัวเองจะสอบได้   

         เมื่อความเชื่อเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และความอยากก็จะค่อยๆลดน้อยลงไป   ตัณหาจะเปลี่ยนมาเป็นฉันทะแทน  ทำให้เกิดความเชื่อมั่น เกิดความสุข ความพอใจ ในการทำงานนั้น  และแน่นอนว่า  วิริยะ  จิตตะ  วิมังสา  จะตามมา  ความสำเร็จต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน          

         นักข่าวเคยถาม ทอมแฮงค์ ดาราเจ้าบทบาทว่า ทำไมแสดงในภาพยนตร์เรื่อง cast away ได้เหมือนคนติดเกาะมาก เขาตอบว่า ต้องเชื่อก่อนว่าติดเกาะจริง ถ้านักแสดงยังไม่เชื่อ คนดูก็ไม่เชื่อ  ก็เช่นเดียวกัน ดาราไทยที่ตีบทแตก ถ้าเล่นเป็นแม่นาคก็ต้องเชื่อว่าตัวเองเป็นแม่นาคจริงๆ เท่าที่ผู้เขียนดูมา นางนากเวอร์ชั่น คุณทราย เจริญปุระ เหมือนสุดแล้ว เธอเล่าว่า ก่อนแสดงต้องเชื่อก่อนว่า แม่นาคเป็นเรื่องจริง (ถ้านักแสดงไม่เชื่อก็จบ) และการที่จะเล่นแบบวิญญาณแม่นาคเข้าสิงได้ ต้องคิดว่าตัวเองมีเชื้อสายของแม่นาค นั่นคือการคิดว่าแม่นาคเป็นญาติผู้ใหญ่คนหนึ่งของเธอ

         แต่ก็ต้องระวัง ความเชื่อเพราะการคิดไปเองเป็นสิ่งอันตราย  พระพุทธองค์จึงทรงสอนว่า  “อย่าเพิ่งเชื่อเพราะเข้ากับความเห็นของตน”  คนที่ลงทุนแล้วล้มเหลว ล้วนเชื่อเพราะมั่นใจกับความเห็นของตนมากไป  ความอยากรวยบดบังปัญญาทำให้ตัดสินใจผิด

          ในทางพุทธศาสนา บอกว่า การดำเนินชีวิตด้วยตัณหา จะทำให้จิตใจเคร่งเครียด ปราศจากความสุข และสร้างปัญหาตามมา  ดังนั้น เมื่อใดที่ยังรู้สึกอยาก จงบอกกับตัวเองว่า ต้องพยายามหาข้อมูลให้มากขึ้น สะสมประสบการณ์ หรือพัฒนาศักยภาพภายในตัวให้สูงขึ้น เพื่อเปลี่ยนความอยากให้เป็นความเชื่อให้ได้ก่อน อย่าฝืนลงมือทำไปทั้งๆที่ยังอยากอยู่ โอกาสจะพลาดพลั้งพ่ายแพ้สูงมาก  เพราะขณะนั้นยังไม่เชื่อว่าจะสำเร็จ    
               
        พลังแห่งความเชื่อมีอานุภาพสูงสุด แต่ถ้าเชื่อผิด พลังนี้ก็ทำให้หายนะได้เช่นกัน  พระพุทธองค์จึงต้องยกหลักกาลามสูตรขึ้นมาเพื่อสอนเน้นย้ำเรื่องความเชื่อโดยเฉพาะ  

คติประจำวันนี้ >> “ถ้าเชื่อว่าทำได้ ต่อให้ย้ายภูเขา ถมทะเล ก็สำเร็จได้ แต่ถ้าใจเราคิดว่าทำไม่ได้ แม้จะง่ายเพียงพลิกฝ่ามือ ก็ไม่มีวันสำเร็จ - ด.ร.ซุนยัดเซ็น “

วันอาทิตย์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2566

ดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ (Exoplanet) มีอยู่จริง


วานนี้ (11 มกราคม) นักวิทยาศาสตร์เผยหลักฐานล่าสุดจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศ James Webb ยืนยันว่า ดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ (Exoplanet) มีอยู่จริง ถือเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่ช่วยยืนยันในประเด็นนี้เป็นครั้งแรก นับเป็นความสำเร็จก้าวสำคัญอีกก้าวหนึ่งของมนุษยชาติที่ได้รับข้อมูลที่น่าสนใจจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศตัวนี้ 

 

ทีมนักวิจัยที่นำโดยนักบินอวกาศที่สถาบัน Johns Hopkins University Applied Physics Laboratory ในเมืองลอเรล รัฐแมริแลนด์ของสหรัฐอเมริกา เผยข่าวดีในที่ประชุมด้านดาราศาสตร์แห่งชาติ ครั้งที่ 241 จัดขึ้นที่เมืองซีแอตเทิล รัฐวอชิงตัน ว่า ดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะที่ได้รับการค้นพบนี้ชื่อว่า ‘LHS 475 b’ มีขนาดใกล้เคียงกับโลก มีลักษณะเป็นดาวเคราะห์หิน และอยู่ห่างออกไปราว 41 ปีแสงในกลุ่มดาวออกตันส์

 

โดยข้อมูลการสำรวจดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ (TESS) ขององค์การ NASA ก่อนหน้านี้ เคยมีส่วนช่วยตั้งสมมติฐานว่า ดาวเคราะห์นอกระบบลูกดังกล่าวอาจมีอยู่จริง ก่อนที่ข้อมูลใหม่จากกล้องโทรทรรศน์อวกาศ James Webb จะช่วยยืนยันเกี่ยวกับสมมติฐานที่เคยมีมาเป็นครั้งแรก

 

มาร์ก แคลมปิน ผู้อำนวยการฝ่ายฟิสิกส์ดาราศาสตร์ ประจำสำนักงานใหญ่ NASA ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ระบุว่า ข้อมูลที่ได้จากการสังเกตดาวเคราะห์หินที่มีขนาดเท่าโลกดวงนี้ได้เปิดประตูสู่ความเป็นไปได้มากมายในอนาคต สำหรับการศึกษาชั้นบรรยากาศของดาวเคราะห์หินดวงนี้ผ่านกล้องโทรทรรศน์อวกาศ James Webb

 

ขณะที่ เจค็อบ ลุสติก-เยเกอร์ จากสถาบันด้านฟิสิกส์ในเมืองลอเรล ผู้มีส่วนสำคัญในการนำทีมวิจัยชุดนี้ ชี้ว่า ด้วยข้อมูลที่ได้รับจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศตัวนี้ ดาวเคราะห์หินนอกระบบสุริยะเหล่านั้นคือเป้าหมายและขอบข่ายความรู้ใหม่ของเรา ยังคงมีความตื่นเต้นอีกมากมายที่รอให้มนุษย์ค้นพบ ซึ่งอาจนำไปสู่การค้นพบร่องรอยหรือข้อมูลใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิตนอกโลกก็เป็นได้

 

วันเสาร์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2566

เรียนรู้จากความผิดพลาด ฉลาดในทางที่ควร

จงเติบโต จากความผิดพลาด
จงเฉลี่ยวหลาด จากความผิดหวัง
จงเมตตากับความรู้สึกที่เกลียดชัง
การเป็น คนดี ที่ไม่ได้ เด่นดัง
ยังดีกว่าการเป็นคนดังในทางที่...ไม่ดี.!!
สิ่งที่ทนที่สุดคือ..หน้า
สิ่งที่กล้าที่สุดคือ..ใจ
สิ่งที่ไวที่สุดคือ..ปาก
สิ่งที่มากที่สุด คือ..อารมณ์
สิ่งที่คมที่สุดคือ..คำพูด
สิ้นหวัง…ยังมีโอกาสได้คิด 
สิ้นคิด…ไม่มีโอกาสได้หวัง

”ล้ม ” แล้ว อย่ากลัวที่จะ “ลุก” 
“ทุกข์” แล้ว อย่ากลัวที่จะ “ยิ้ม

ชีวิตจะมีความหมาย และกลายเป็นสิ่งที่มีค่า ถ้าคุณรู้ว่า ชีวิตนี้มีไว้เพื่อใคร


วันศุกร์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2566

ผู้ใดไม่ประทุษร้ายมิตรผู้นั้นย่อมรุ่งเรืองเหมือนกองไฟ

#ผู้ใดไม่ประทุษร้ายมิตร
ผู้นั้นย่อมรุ่งเรืองเหมือนกองไฟ
     ผู้ใดไม่ประทุษร้ายมิตร  
ออกจากเรือนของตน ไปในที่ไหนๆ 
ย่อมมีอาหารมากมาย คนเป็นอันมาก
ย่อมอาศัยผู้นั้นเป็นอยู่ 

     ผู้ใดไม่ประทุษร้ายมิตร 
ผู้นั้นไปยังชนบท นิคม ราชธานีใดๆ 
ย่อมเป็นผู้อันชนทั้งหลายในชนบท นิคม ราชธานีนั้นๆ บูชา 

     ผู้ใดไม่ประทุษร้ายมิตร 
ผู้นั้นโจรทั้งหลายไม่ข่มเหง 
พระมหากษัตริย์ ก็ไม่ทรงดูหมิ่น  
และผู้นั้นย่อมข้ามพ้นศัตรูทั้งปวงได้ 

     ผู้ใดไม่ประทุษร้ายมิตร 
ผู้นั้นไม่ได้โกรธเคืองใครๆ มายังเรือนของตน  
ย่อมเป็นผู้อันมหาชนยินดีต้อนรับในสภา ทั้งเป็นผู้สูงสุดในหมู่ญาติ 

     ผู้ใดไม่ประทุษร้ายมิตร 
ผู้นั้นสักการะคนอื่นแล้ว 
ย่อมเป็นผู้อันคนอื่นสักการะตอบ 
เคารพคนอื่นแล้ว 
ย่อมเป็นผู้อันคนอื่น เคารพตอบ 
ทั้งเป็นผู้อันบุคคลกล่าวสรรเสริญเกียรติคุณ 

     ผู้ใดไม่ประทุษร้ายมิตร 
บูชาผู้อื่น 
ย่อมได้บูชาตอบ 
ไหว้ผู้อื่น 
ย่อมได้ไหว้ตอบ 
ทั้งย่อมถึงอิสริยยศและเกียรติยศ  

     ผู้ใดไม่ประทุษร้ายมิตร 
ผู้นั้นย่อมรุ่งเรืองเหมือนกองไฟ 
ย่อมไพโรจน์เหมือนเทวดา 
เป็นผู้อันสิริไม่ละแล้ว 
      
     ผู้ใดไม่ประทุษร้ายมิตร  
โคของผู้นั้นย่อมเกิดมากมูล 
พืชในนาย่อมงอกงาม 
ผู้นั้นย่อมได้บริโภคผลที่หว่านลงแล้ว 

     นรชนใดไม่ประทุษร้ายมิตร 
นรชนนั้น พลาดจากภูเขา 
หรือพลาดตกจากต้นไม้ 
ย่อมได้ที่พึ่ง 

     ผู้ใดไม่ประทุษร้ายมิตร 
ศัตรูทั้งหลายย่อมไม่ข่มขี่ผู้นั้น 
เหมือนต้นไทรที่มีรากหยั่งลงมั่นแล้ว 
ลมประทุษร้ายไม่ได้ฉะนั้น

ฉบับหลวง ๒๘/๑๐๓/๔๐๑
-heART-

วันพฤหัสบดีที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2566

“เราไม่มีบุญคุณต่อลูก และลูกไม่มีบุญคุณต่อเรา” โดย “เอ็ม บุษราคัม”

“เอ็ม บุษราคัม” โพสต์เป้าหมายชีวิตในปีนี้26 ข้อ คนแห่ถูกใจ โดยเฉพาะข้อเด็ด ต้องจำไว้เสมอ “เราไม่มีบุญคุณต่อลูก และลูกไม่มีบุญคุณต่อเรา”

9 ม.ค.66  เอ็ม บุษราคัม วงษ์คำเหลา โพสต์เป้าหมายชีวิตของตนเองในปี 2023 ไว้ 26 ข้อ ซึ่งแฟนๆ ได้เข้ามาอ่านแล้ว ต่างกดถูกใจกันถล่มทลาย เพราะแต่ละข้อเป็นเป้าหมายที่ดีจริงๆ โดยสาวเอ็มระบุทั้ง 26 ข้อไว้ว่า 

1.ใส่ใจตัวเองให้มากขึ้น แคร์คนอื่นให้น้อยลง
2.คิดทุกคำที่จะพูด ไม่พูดทุกคำที่คิด
3.หันมาปกป้องหัวใจตัวเองจากพิษของวาจา
4.ปล่อยมือคนที่ทำอย่างไรเขาก็ไม่มีทางเห็นคุณค่าในตัวเรา
5.ใครปฏิบัติกับเรายังไง เราปฏิบัติต่อเขาเฉกเช่นเดียวกัน (Fair Game)
6.มองเห็นข้อความดีๆ ให้มากขึ้น ละเลยข้อความแย่ๆ ให้น้อยลง
7.เลือกทานอาหารให้ดี ใส่ใจสุขภาพ
8.รู้จักยินดีกับผู้อื่น หยุดยินร้ายกับผู้อื่น
9.หมั่นตรวจสุขภาพร่างกายทุกปี
10.ต้องจำไว้เสมอ “เราไม่มีบุญคุณต่อลูกและลูกไม่มีบุญคุณต่อเรา”
11.รู้จักตัวเองให้ท่องแท้ในทุกมุม ไม่ใช่รู้เรื่องคนอื่นทุกเรื่อง
12.เมื่อไหร่ที่อยู่ในสถานการณ์คนกลาง จงรับฟังเท่านั้น อย่าแนะนำเด็ดขาด เขาดีกันเราก็คือ คนอื่นหรือหมาดีๆ นี่ละ
13.ทบทวนตัวเองทุกครั้งที่มีคนติเตียนเรา เราไม่ดีจริงหรือเปล่า? เราเป็นแบบนั้นจริงๆไหม?
14.มีสติกับทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิต
15.Life Balance ให้ดี หน้าที่แม่ไม่ตก หน้าที่เมียไม่บกพร่อง หน้าที่การงานไม่เสียหาย ใช้ชีวิตให้มีความสุข
16.ห่างไกลคนพูดจาแง่ลบ ทับถม โอ้อวด
17.ไม่เก็บคำเหน็บแนม แซะแซง แขวะ จิก กัด มาเป็นไฟสุมใจ
18.ทำงานหาเงินให้ได้เยอะๆ ความจนมันน่ากลัว
19.เรื่องทุกเรื่อง ย่อมมีสองด้านเสมอ อย่าฟังความข้างเดียว
20.มองข้ามคนอคติ หันมาสนใจคนที่มีทัศนคติที่ดี
21.ให้ใจใครแล้วไม่ได้คืน ก็ไม่ต้องให้เขาแล้ว
22.อย่าให้ความใจดีของเราย้อนมาทำร้ายเราเอง
23.รู้จักให้อภัย ให้โอกาส ให้เวลา
24.อย่าไปเสียน้ำตา เสียเวลาให้กับคนที่ไม่มีทางรักเรา
25.คนล้มให้โอบอุ้มและโอบกอด ไม่ใช่เหยียบย่ำให้จมดิน เราไม่รู้หรอกว่าวันไหนเราจะเป็นฝ่ายล้มบ้าง
26.อย่าร้องขอกำลังใจจากคนที่ไม่เคยคิดจะสนับสนุนเราตั้งแต่แรก

เรียกได้ว่าทั้ง 26 ข้อ เป็นสิ่งที่สามารถเตือนใจเราได้อย่างดี และหากทำได้ครบ หรือเกือบครบ ก็คงจะทำให้ปี 2566 นี้ เป็นปีที่มีความสุขขึ้นอย่างแน่นอนเลย

#เอ็มบุษราคัม #เอ็มวงษ์คำเหลา #เป้าหมายชีวิต #เป้าหมายปีใหม่ #โหนกระแส

วันจันทร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2566

“คิดบวก”

“คิดบวก” 

       คนเรามักคิดกันว่า โชคชะตาในอนาคตถูกกำหนดไว้แล้ว  ความจริงแล้วไม่ใช่  ทั้งโชคและโอกาสมีพลวัตรอยู่ตลอดเวลา เหมือนผีเสื้อที่บินไปมา  คนที่จะประสบโชคหรือมีโอกาส คือคนที่วิ่งเข้าไปไขว่คว้าเท่านั้น  ไม่ใช่การถือสวิงอยู่เฉยๆแล้วรอให้ผีเสื้อวิ่งเข้ามาชน

       สิ่งหนึ่งที่แตกต่างกันระหว่างคนที่คิดบวกกับคิดลบ ก็คือ  คนคิดบวกจะแสวงหาโอกาสอยู่เสมอ และเตรียมตัวให้พร้อม แต่คนคิดลบ จะรอให้โอกาสวิ่งเข้ามาชน และแม้ว่ามีโอกาสเข้ามาจริงๆเขาก็จะพลาดเพราะเตรียมตัวไม่พร้อม

     การคิดบวก จะทำให้มองเห็นศักยภาพทั้งหมดที่มีอยู่ และเห็นโอกาสเต็มไปหมด  มีทางเลือกให้ทำได้มากกว่าหนึ่ง เพราะเห็นความไปได้ในทุกๆทาง  ในขณะที่คนคิดลบจะคิดว่า ทางโน้นก็มีอุปสรรค ทางนั้นก็ไม่สะดวก  ดังนั้นเมื่อเริ่มต้นทำงานไปแล้วเกิดเจออุปสรรคขึ้นมา คนคิดบวกสามารถเสนอทางออกใหม่ หรือวิธีการใหม่ได้เร็วกว่าคนคิดลบ เพราะเขาเห็นทางเลือก เห็นโอกาสมาก่อนหน้านั้นแล้ว  แต่คนคิดลบ เมื่อเจออุปสรรคในทางใดทางหนึ่ง เขาจะเลิกคิดถึงทางอื่นๆ เพราะมองไม่เห็น 

     คนคิดบวกมีความยืดหยุ่นในการทำงานสูง และมีแผนสอง แผนสามอยู่ในใจ  ชีวิตเต็มไปด้วยความฝัน พร้อมกับแรงบันดาลใจ   เมื่อผิดหวังหรือล้มเหลวจะไม่รู้สึกท้อแท้  พยายามฝ่าฟันไปจนประสบความสำเร็จในที่สุด 
 
      คนคิดบวกมองเห็นโอกาสในอุปสรรค แต่คนคิดลบมองเห็นอุปสรรคแม้จะมีโอกาส

      ผู้เขียนจบมัธยมต้นจากโรงเรียนอัสสัมชัญ  ทุกครั้งที่เกิดวิกฤติหรืออุปสรรค บราเดอร์จะบอกว่า นั่นคือพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า เพื่อสอนให้เราพยายามมองหาโอกาสจากวิกฤตินี้  และแน่นอนด้วยพลังแห่งศรัทธา ก็ทำให้มองเห็นโอกาสขึ้นมาจริงๆ 

        ถ้ารู้สึกว่ามืดแปดด้าน จงหาทางออกด้านที่เก้าให้เจอ มันมีอยู่ถ้าคิดดีๆ
      เราคงเคยได้ยินคำว่า ฟิล์มเนกาทีฟ ( - )  คือฟิล์มถ่ายภาพที่ยังไม่ได้อัดเป็นภาพโพสิทีฟ ( + )   จะเห็นได้ว่า แม้เป็นภาพเดียวกัน ภาพลบจะดูน่ากลัวกว่าภาพบวกมาก  ในชีวิตจริงก็เช่นกัน เราสามารถกำหนดได้ว่าจะเลือกให้ภาพในความรู้สึกของเราเป็นแบบไหน  ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับวิธีคิดนั่นเอง

     ความคิดสร้างสรรค์จะเกิดขึ้นได้ ต้องมีความคิดบวกต่อสิ่งนั้นก่อน  ในสมัยที่วอลท์  ดิสนีย์ ชีวิตกำลังตกต่ำในช่วงวัยหนุ่ม เขาต้องไปนอนตามสถานีรถไฟ และเห็นหนูอยู่เต็มไปหมด ขณะที่ไล่หนูไป เขาก็มองเห็นภาพบวกในตัวหนู และนำมาสร้างเป็นมิคกี้เม้าส์ ที่ครองใจเด็กๆไปทั่วโลก   

          ในทางการแพทย์พบว่า  ขณะที่คิดลบปริมาณเลือดที่ไหลไปเลี้ยงสมองลดลงอย่างมาก อันเป็นผลเนื่องมาจากฮอร์โมนที่ทำให้เส้นเลือดหดตัว เกิดความเครียด ความดันขึ้นสูง  ตรงกันข้ามกับคนที่กำลังคิดบวก ในสมองจะมีแต่เอนโดรฟิน และโดพามีน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยให้เลือดมาเลี้ยงสมองมากขึ้น มีความสุข มีสติ เกิดปัญญา  แน่นอนว่า เมื่อเลือดไปเลี้ยงสมองมากขึ้น การคิดวิเคราะห์  การตัดสินใจ ก็จะทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

           มองไปที่คนใกล้ตัวคุณ มองให้เห็นส่วนบวกในตัวเขา แล้วนำมาใส่ไว้ในใจคุณ  ปฏิกิริยา ปฏิสัมพันธ์ ของคุณที่มีต่อเขาหรือเธอจะเปลี่ยนไป  กฎของนิวตันบอกไว้ว่า แรงกิริยาย่อมเท่ากับแรงปฏิกิริยา  แน่นอนว่า การตอบสนองที่ได้รับจะต้องเปลี่ยนไป และเป็นการดึงส่วนบวกในตัวเขาขึ้นมาล้างส่วนลบที่มีอยู่  เช่นสามีใจร้อนมาก แต่รักลูก คุณสามารถดึงความรักนั้น ขึ้นมาลดความใจร้อนได้

         นักฟุตบอลกองหน้าที่เก่งฉกาจ ให้มาเล่นเป็นกองหลังก็ถูกยิงเละเทะ  แต่โค้ชมองเห็นจุดบวกของเขา จึงดึงมาเป็นศูนย์หน้า ซึ่งจะช่วยลบล้างจุดอ่อนในการเป็นกองหลังของเขาทันที

           มองจุดบวกของคนรอบตัว แล้วดึงขึ้นมา คุณจะเป็นที่รักของคนทั่วไปมากมาย  ในโลกนี้ไม่มีใครดีพร้อม คู่ชีวิตในอุดมคติไม่มีจริง ที่เขาอยู่กันได้ เพราะเขาเลือกมองส่วนบวกของกันและกัน

            การมองบวกก็จะทำให้มีขันติมากขึ้น   ขันติ คือ ความอดทน อดได้ ทนได้ เพื่อบรรลุความดีงามและความมุ่งหมายอันชอบในอนาคต สามารถอดทนต่อความลำบาก ความคับแค้นใจ  และไม่เกิดทุกข์  รู้จักรอคอยเวลาเพื่อที่จะพ้นจากจุดนั้นได้อย่างมีสติ มีความสุข

            บางครั้งที่ชีวิตเจออุปสรรค อาจไม่ต้องทำอะไรเลย ใช้ขันติ รอให้เวลาผ่านเลยไป เมื่อกรรมเบาบางลง อุปสรรคหรือวิกฤตินั้นก็จะหมดไปเอง

การนอน 4 อย่าง

ภิกษุทั้งหลาย ! การนอนมีสี่อย่าง คือ 
การนอนอย่างเปรต, 
การนอนอย่างคนบริโภคกาม, 
การนอนอย่างสีหะ, 
การนอนอย่างตถาคต. 
  ภิกษุทั้งหลาย ! 
การนอนอย่างเปรต เป็นอย่างไรเล่า ? 
ภิกษุทั้งหลาย ! โดยมาก 
พวกเปรตย่อมนอนหงาย 
นี่เรียกว่า การนอนอย่างเปรต. 

 ภิกษุทั้งหลาย ! 
การนอนอย่างคนบริโภคกาม 
เป็นอย่างไรเล่า ? 
ภิกษุทั้งหลาย ! โดยมาก 
คนบริโภคกามย่อม นอนตะแคงโดยข้างเบื้องซ้าย 
นี่เรียกว่า การนอนอย่างคนบริโภคกาม. 

 ภิกษุทั้งหลาย ! 
การนอนอย่างสีหะ เป็นอย่างไรเล่า ? 
ภิกษุทั้งหลาย ! 
สีหะเป็นพญาสัตว์ 
ย่อมสำเร็จการนอนโดยข้างเบื้องขวา 
เท้าเหลื่อมเท้า สอดหางไว้ที่ระหว่างแห่งขา. สีหะนั้น
ครั้นตื่นขึ้น ย่อมชะเง้อกายตอนหน้าขึ้นสังเกตกายตอนท้าย 
ถ้าเห็นความดิ้นเคลื่อนที่ของกาย (ในขณะหลับ) 
ย่อมมีความเสียใจ เพราะข้อนั้น. 
ถ้าไม่เห็น ย่อมมีความดีใจ. 
นี่เรียกว่า การนอนอย่างสีหะ. 

 ภิกษุทั้งหลาย ! 
การนอนอย่างตถาคต เป็นอย่างไรเล่า ? 
ภิกษุทั้งหลาย !
การนอนอย่างตถาคตคือ ภิกษุในศาสนานี้ 
เพราะสงัดแล้วจากกามทั้งหลาย 
สงัดแล้วจากอกุศลธรรมทั้งหลาย,
 ย่อมเข้าถึง

ฌานที่ ๑ ซึ่งมีวิตกวิจาร มีปีติและสุข อันเกิดแต่วิเวกแล้วแลอยู่. เพราะวิตกวิจารรำงับไป เธอเข้าถึง

ฌานที่ ๒ อันเป็นเครื่องผ่องใสแห่งใจในภายใน สามารถให้สมาธิผุดขึ้นเป็นธรรมเอก ไม่มีวิตกวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิแล้วแลอยู่. 
เพราะปีติจางหายไป 

เธอเป็นผู้เพ่งเฉยอยู่ได้ มีสติ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม และได้เสวยสุขด้วยกาย 

เข้าถึงฌานที่ ๓ อันเป็นฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลาย กล่าวสรรเสริญผู้ได้บรรลุว่า
 “เป็นผู้เฉยอยู่ได้มีสติอยู่เป็นสุข” แล้วแลอยู่. 
เพราะละสุขและทุกข์เสียได้ 
เพราะความดับหายไป แห่งโสมนัสและโทมนัสในกาลก่อน 

เธอเข้าถึงฌานที่ ๔ อันไม่ทุกข์และไม่สุข 
มีแต่สติอันบริสุทธิ์ 
เพราะอุเบกขาแล้วแลอยู่. 
นี่เรียกว่า การนอนอย่างตถาคต. 

ที่มา: หมวดธรรม เล่มที่ ๑๔ พุทธวจน ตถาคต หน้าที่ ๒๕๓ -บาลี จตุกก. ㆍ. ๒๑/๓๓๑/๒๔๖
ทรงมีการประทม อย่างตถาคต ๑๐๑
ภาพ:https://pin.it/7vIIzY3

วันอาทิตย์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2566

6 เรื่องแย่ๆ ที่หัวหน้างานดีๆ เขาไม่ทำกัน

[ 6 เรื่องแย่ๆ ที่หัวหน้างานดีๆ เขาไม่ทำกัน ]
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
1. เอาแต่งาน แต่ไม่สนใจคุณภาพชีวิตของลูกน้อง
.
หัวหน้างานที่ดี จะต้องใส่ใจทั้งเป้าหมายของงาน และคุณภาพชีวิตของลูกน้องอย่างควบคู่กัน ไม่ใช่มุ่งแต่ทำให้งานบรรลุเป้าหมายอย่างเดียว คิดแต่จะทำให้ KPI ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นยอดขาย หรือผลประกอบการเป็นไปตามเป้าก็พอ ลูกน้องจะมีความเป็นอยู่อย่างไรไม่เคยสนใจ ลองคิดดูนะครับ บริษัทที่มียอดขาย และกำไรเติบโตดีมาก แต่พนักงานที่ทำงานกับบริษัทกลับมีเงินเดือนต่ำกว่าตลาด มีหนี้มีสินล้นพ้นตัว ทำงานมาเป็นสิบปี ก็ยังไม่สามารถที่จะวางแผนซื้อบ้านเป็นของตนเองได้ ไม่มีเงินเพียงพอที่จะสนับสนุนการศึกษาให้กับลูก ฯลฯ บริษัทที่อยู่ในสภาวะเอาเปรียบพนักงานแบบนี้ พนักงานจะขาดแรงจูงใจที่จะเติบโตไปพร้อมกับบริษัท ขาดการมีส่วนร่วมกับบริษัท หากวันใดบริษัทต้องเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงที่ท้าทายอย่างมาก หรือประสบกับปัญหาวิกฤติผู้นำ บริษัทก็ยากที่จะปรับตัวเพื่อเอาตัวรอดจากวิกฤติได้ ดังนั้นหัวหน้างานที่ดี จะใส่ใจแต่เป้าหมายของงานอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องคอยติดตามคุณภาพชีวิตของลูกน้องด้วย ว่าลูกน้องในทีมมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นตามการเติบโตของบริษัทหรือไม่ บริษัทร่ำรวยขึ้น ลูกน้องก็ต้องมีชีวิตที่มั่นคงขึ้นสอดคล้องกัน องค์กรที่เกื้อกูลกันอย่างเป็นธรรมแบบนี้ จึงจะเป็นองค์กรที่มีความยั่งยืน
.
2. ลูกน้อง ไม่ได้เรียนรู้อะไรเพิ่มเติมจากการทำงานเลย
.
การทำงานที่ดี เมื่อผ่านไปปีหนึ่งๆ ทั้งคนที่เป็นหัวหน้า จะต้องตอบตัวเองให้ได้ว่า ในปีนี้ลูกน้องของตนได้เรียนรู้อะไรเพิ่มเติม มีอะไรที่เขาเก่งขึ้น มีทักษะใหม่ๆ อะไรเพิ่มขึ้น ถ้าหัวหน้าตอบในจุดนี้ไม่ได้ ก็แสดงว่า หัวหน้าไม่สามารถทำให้ลูกน้องของตน เก่งขึ้นได้เลย มีแต่ใช้ให้เขาทำงาน แต่ไม่สามารถมอบประสบการณ์ที่มีคุณค่าให้แก่เขาได้ นอกจากนี้การที่ลูกน้องไม่ได้เรียนรู้เพิ่มเติมจากการทำงาน อันที่จริงมันก็เป็นการสะท้อนว่า ตัวหัวหน้าเอง ก็ไม่ได้เรียนรู้อะไรเพิ่มเติมจากงานเช่นกัน หัวหน้าที่เป็นอย่างนี้หลายคนไม่รู้ตัวเองนะครับ แทนที่จะโทษตัวเอง กลับไปด่าว่าลูกน้องว่า “โง่ ขาดสติปัญญา” ซึ่งการด่าลูกน้องแบบนี้ ก็ไม่ต่างจาการด่าตัวเอง หัวหน้างานแบบนี้มีแต่ะจะทำให้องค์กรดักดาน ขาดการพัฒนาครับ 
.
3. ตำหนิลูกน้องในที่สาธารณะ
.
หัวหน้าสามารถติติงลูกน้องได้นะครับ แต่ควรติติงกันในพื้นที่ส่วนตัวระหว่างหัวหน้า และลูกน้องเท่านั้น ไม่ใช่ไปด่าลูกน้องโชว์ในพื้นที่สาธารณะ การพูดคุยระหว่างหัวหน้า และลูกน้องเป็นการส่วนตัว เป็นการให้เกียรติซึ่งกันและกัน และจะทำให้หัวหน้าได้ซักถามถึงรายละเอียดของปัญหาจากลูกน้องอย่างครบถ้วน รวมทั้งเปิดโอกาสให้ลูกน้องได้อธิบายถึงเหตุผลต่างๆ ด้วย หลายครั้งพอหัวหน้าได้รับฟังคำชี้แจงจากลูกน้องแล้ว ก็จะเกิดความเข้าใจมากขึ้น จากที่เคยโกรธก็จะคลายอคติลง หรือบางครั้งที่เคยโกรธก็หายโกรธ เพราะเป็นการเข้าใจผิดกันก็มี การด่าประจานลูกน้องในที่สาธารณะมีแต่โทษ ไม่มีประโยชน์เลยครับ นอกจากลูกน้องจะไม่มีความนับถือแล้ว คนที่ฟังอยู่ก็จะนึกประณามคนที่เป็นหัวหน้าอยู่ในใจอีกด้วย ยิ่งถ้าเรื่องที่ด่า เป็นเรื่องที่เข้าใจผิด ออกตัวล้อฟรี หากลูกน้องชี้แจงสวนในที่ประชุม ก็จะยิ่งจำทำให้หัวหน้าเสียผู้เสียคนเลยได้ หรือต่อให้ลูกน้องเงียบกริบ แต่คนที่ฟังอยู่เขาก็รู้ครับว่า หัวหน้ากำลังปล่อยไก่ตัวเบ้อเริ่ม เขาก็จะนึกดูถูกหัวหน้าอยู่ในใจ มองยังไงการด่าลูกน้องในที่สาธารณะ ก็มีแต่ข้อเสีย ไม่มีข้อดีเลยครับ 
.
4. เลือกปฏิบัติกับลูกน้อง
.
การแบ่งฝักแบ่งฝ่าย เลือกปฏิบัติกับลูกน้อง เช่น ใครจบมาจากสถาบันการศึกษาเดียวกับหัวหน้า หรืออยู่ในกลุ่มก๊วนเดียวกันกับหัวหน้า ก็จะได้รับการดูแลจากหัวหน้าเป็นพิเศษ มีโอกาสก้าวหน้าในหน้าที่การงานที่ดีกว่าคนที่จบจากต่างสถาบัน หรืออยู่นอกก๊วน องค์กรไหนที่มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย เล่นพรรคเล่นพวกแบบนี้ การบริหารงานจะมีแต่ความล้มเหลว เพราะแทนที่ลูกน้องจะตั้งใจทำงาน เพื่อใช้ผลงานเป็นกลไกในการสร้างความก้าวหน้าในอาชีพการงาน ลูกน้องจะเอาเวลาไปวิ่งเต้นหาพวก สร้างกลุ่มสร้างมุ้ง ใช้เส้นใช้สายในการไต่เต้า จนไม่เป็นอันทำการทำงาน คนที่มีพรรคมีพวก ต่อให้ไม่มีผลงานอะไรก็ยังมีโอกาสเติบโต คนที่ไม่มีเส้นสาย ไม่มีรุ่น ต่อให้ตั้งใจทำงานแทบตายอย่างไร ก็ไม่มีใครเห็นค่า องค์กรแบบนี้ไม่มีทางเจริญได้เลยครับ มีแต่จะล้าหลังรอวันล่มสลาย
.
5. เอาแต่ด่าเสียดสี เหยียดหยามศักดิ์ศรีลูกน้อง
.
ในกรณีที่ลูกน้องมีพฤติกรรมในการทำงานที่ไม่ดี หรือมีความบกพร่องในหน้าที่ หัวหน้าตำหนิติติงได้นะครับ แต่ต้องติติงโดยใช้คำพูดที่ให้เกียรติ เจาะจงไปที่เนื้องานว่าบกพร่องตรงไหน พฤติกรรมอะไรที่ลูกน้องไม่สมควรทำ พร้อมกับแนะนำแนวทางในการแก้ไข และปรับปรุง ให้กับลูกน้องรับทราบ การติติงที่สร้างสรรค์แบบนี้ จะทำให้ลูกน้องพัฒนาขึ้น แต่สิ่งที่หัวหน้าที่ไม่ดีชอบทำ ก็คือ การด่าเสียดสี และเหยียดหยามศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของลูกน้อง ดูแคลนวุฒิการศึกษา เสียดสีที่ชาติกำเนิด เอาเรื่องส่วนตัวมาบูลลี่ การด่าแบบนี้ไม่มีทางทำให้ลูกน้องทำงานได้ดีขึ้นเลยครับ มีแต่จะกดขี่ทำให้ลูกน้องรู้สึกคับแค้นใจเพิ่มมากขึ้น บ่มเพาะค่านิยมที่ไม่ดีให้กับองค์กร
.
6. ใช้อำนาจในการบีบบับคับให้ลูกน้องทำงานนอกหน้าที่โดยจำยอม
.
หัวหน้าที่ดีจะต้องใช้งาน หรือมอบหมายงานให้ลูกน้องปฏิบัติงานตามหน้าที่เท่านั้น ไม่ใช้งานลูกน้องในเรื่องส่วนตัว เช่น ใช้ลูกน้องทำงานส่วนตัว ใช้ลูกน้องไปซื้อข้าวปลาอาหารให้ สั่งให้ไปรับลูกทื่โรงเรียนให้ ฯลฯ หัวหน้าต้องตระหนักอยู่เสมอว่า ลูกน้องไม่ใช่ทาส และคนที่จ่ายเงินเดือนให้กับลูกน้อง คือ บริษัท ไม่ใช่หัวหน้า ยิ่งพฤติกรรมที่เป็นการรีดไถเบียดบังลูกน้อง เช่น การบังคับ หรือกึ่งบังคับให้ลูกน้องมาซื้อสินค้าที่ตนเองขาย การขอความร่วมมือแต่จริงๆ แล้วเป็นการใช้อำนาจกลายๆ ในการขู่บังคับให้ลูกน้องต้องเสียเงินเสียทองเพื่อทำให้หัวหน้าได้หน้าได้ตา ซึ่งไม่เกี่ยวอะไรกับเนื้องานเลย เช่น การบังคับให้ลูกน้องเช่าบูชาวัตถุมงคล การบังคับให้ลูกน้องซื้อบัตรสอยดาว ฯลฯ พฤติกรรมแบบนี้ ไม่ใช่การบังคับบัญชา แต่เป็นการใช้อำนาจบาตรใหญ่ ขูดรีด เอาเปรียบลูกน้อง ซึ่งไม่ใช่พฤติกรรมที่หัวหน้างานพึงกระทำครับ


ผลิตโดย วิโรจน์ ลักขณาอดิศร
พรรคก้าวไกล 167 ชั้น 4 ซ.รามคำแหง 42 
หัวหมาก บางกะปิ กรุงเทพฯ 10240
จำนวน 1 โพสต์
วันที่ผลิตตาม ว/ด/ป ที่ปรากฏ

พลิกประวัติศาสตร์ฟิสิกส์! นักวิทยาศาสตร์เดนมาร์กโชว์เหนือ "สยบแสง" ให้ช้าเท่าจักรยาน ก่อนสั่งหยุดนิ่งสนิทสำเร็จ

พลิกประวัติศาสตร์ฟิสิกส์! นักวิทยาศาสตร์เดนมาร์กโชว์เหนือ "สยบแสง" ให้ช้าเท่าจักรยาน ก่อนสั่งหยุดนิ่งสนิทสำเร็จ เคมบริ...